Germline mutations in Epithelial breast cancers in three Southern border provinces of Thailand
Files
Files
Date
Publication
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Prince of Songkla University
Abstract
Abstract
BC ranks as the most prevalent form of cancer among women globally, encompassing Thailand. Numerous determinants augment the susceptibility to BC, including advanced age, postponed childbearing, abstaining from breastfeeding, tobacco consumption, obesity, and various other factors. Additionally, genetic mutations play a pivotal role in elevating the likelihood of BC occurrence. In accordance with the present study findings, it is discerned that approximately 10-20% of BC cases are linked to hereditary mutations transmitted across generations, with disparities evident across different ethnic populations. The data pertaining to germline genetic mutations serves as a critical guide for cancer risk mitigation, guiding both surveillance and treatment strategies.The majority of the population of the three southern border provinces, 80%, are Muslim, use the Austronesian language family to communicate, and have similar ancestry to the population of Malaysia. Another 20% are Buddhists and use the Tai-Kadai language family to communicate, which is the same language family as the majority of the Thai population. As a result, the demographic characteristics of the three southern border provinces have specific characteristics. It has never been studied in BC before.The first study aims to investigate BC treatment outcomes in Naradhiwas Rajanagarindra Hospital, situated in Narathiwat province. The investigation takes the form of a retrospective analysis spanning six years, encompassing the period from 2016 to 2021. A comprehensive cohort of 234 BC patients is incorporated into this inquiry. The mean age at which these individuals received their diagnosis is 52.6 years. Notably, 46.2% of these cases are characterized as locally advanced diseases, while 26.5% are categorized as metastatic diseases. The study found a five-year survival rate of 44.44% and observed that 18.7% of individuals were diagnosed with TNBC. Based on my review of the NCCN guidelines from 2022, it appears that there may be potential benefits from germline genetic testing for hereditary cancer in approximately 48.72% of BC patients.In the following study, the study have undertaken an analysis of 64 BC patients with the WES technique. These patients were sourced from two general hospitals located within Narathiwat province. The primary objective of this investigation is to profile and characterize germline mutations within 13 breast cancer susceptibility genes. This analysis adheres to the NCCN guidelines of 2022. The study analyzed a cohort of individuals aged 28 to 79 years, with a mean age of 51.3. Within this study annotated specific genes, namely ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, CDH1, CHEK2, NF1, PALB2, PTEN, RAD51C, RAD51D, STK11, and TP53. Notably, an investigation revealed that among BC patients within this cohort, 12.5% were carriers of at least one of the following genes: ATM, BRCA1, BRCA2, or PALB2, one patient carrier of two concomitant ATM and BRCA2 genes who develop BC at 48 years. BRCA1/2 are the most common truncating germline mutation, and two unrelated patients had the same novel variants in BRCA1(NM_007294.3:c.1863_1885del) who were suffering from TNBC.The following study analyzed WES 151 BC patients from three southern border provinces of Thailand and annotated 26 BC susceptibility genes ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, BRIP1, CASP8, CDH1, CDKN2A, CHEK2, EPCAM, HMMR, MLH1, MSH2, MSH6, MUTYH, NBN, NF1, PALB2, PHB1, PMS2, PTEN, RAD51C, RAD51D, RAD54L, STK11, and TP53 corrected by sanger sequencing. The study aimed to characterize germline mutations, specifically focusing on truncating or VUS. This investigation led to the discovery of many previously unreported genetic variants. Notably, within the cohort of BC cases studied, a substantial 15.2% harbor at least one truncating mutation in a BC susceptibility gene, with the preponderance of such mutations being identified within the BRCA1/2 genes. In summary, the study has found that delayed presentation of BC in the deep south of Thailand strongly correlates with unfavorable survival outcomes. To address this concern, I propose that genetic germline testing could serve as a viable method for screening, thereby facilitating the development of personalized medical interventions tailored to the specific needs of this distinctive population. This study examined both documented and undocumented germline variants within BC patients, demonstrating the need for further research to categorize these germline mutations accurately.
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย มีปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เช่นอายุที่มากขึ้น มีบุตรช้า ไม่ให้บุตรดื่มนมแม่ สูบบุหรี่ ภาวะอ้วน เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือการกลายพันธ์ตามสายเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม จากข้อมูลการศึกษาปัจจุบันพบว่า 10-20% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม นั้นสัมพันธ์กับการกลายพันธ์ตามสายเลือด ที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากรตามชาติพันธ์ การทราบความเสี่ยงเรื่องยีนก่อมะเร็งนั้น นำมาซึ่งเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังและสามารถรักษาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ ประชากรสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นส่วนใหญ่ 80% นับถือศาสนาอิสลามใช้ภาษามลายูเป็นตระกูลออสโตรนีเซียนในการสื่อสาร และมีบรรพบุรุษใกล้เคียงกับประชากรของประเทศมาเลเซีย อีกประมาณ 20% นับถือศาสนาพุทธใช้ตระกูลทางภาษา ไท-กะได ในการสื่อสาร เป็นภาษาตระกูลเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ของไทย ทำให้ลักษณะเชิงประชากรกลุ่มสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีลักษณะที่จำเพาะ ไม่เคยมีการศึกษาในมะเร็งเต้านมมาก่อน การศึกษาแรกเพื่อศึกษาผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ซึ่งเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการทบทวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาเป็นเวลา 6 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ถึง ปี พ.ศ. 2564 จำนวณ 234 ราย พบว่าอายุเฉลี่ยที่เป็นมะเร็งเต้านมคือ 52.6 ปี กว่า 46.2% มาพบแพทย์ในระยะลุกลาม ส่วน 26.5% มาพบแพทย์ในระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4) ทำให้อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีนั้นต่ำมากคือ 44.44% พบว่า 18.7% เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีความรุนแรงแบบ ทริปเปิลเนกาทีฟ หากยึดตาม NCCN guidelines 2022 พบว่า 48.72% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงที่จะมีการกลายพันธ์ตามสายเลือดแฝงอยู่และควรได้รับการตรวจทางพันธุกรรมในการศึกษาต่อมาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุก และลักษณะของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เป็นพาหะการกลายพันธุ์ตามสายเลือดบนยีนก่อมะเร็งเต้านม โดยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมแบบ WES ตามด้วยการวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศสำหรับข้อมูลระดับจีโนม และเลือกวิเคราะห์ 13 ยีนตามคำแนะนำของ NCCN guidelines 2022 ดังนี้ ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, CDH1, CHEK2, NF1, PALB2, PTEN, RAD51C, RAD51D, STK11, TP53 การศึกษาได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในจังหวัดนราธิวาสจำนวณ 64 รายจากสองโรงพยาบาลหลักของจังหวัดนราธิวาสอายุตั้งแต่ 28-79 ปี อายุเฉลี่ย 51.3 ปี มีผู้ป่วย 8 รายคิดเป็น 12.5% มีการกลายพันธ์ตามสายเลือดบนยีน ATM, BRCA1, BRCA2, PALB2 มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1 รายมีการกลายพันธุ์ตามสายเลือดสองยีนคือ ATM และ BRCA2 ซึ่งเป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุ 48 ปี พบว่า BRCA1/2 เป็นยีนหลักที่พบ และมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสองรายเป็นมะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟมีการกลายพันธ์ตามสายเลือดบนยีน BRCA1 ที่ตำแหน่งเดียวกันโดยที่ทั้งสอง ไม่ได้เป็นญาติกัน และยังพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่งนี้ยังไม่เคยมีรายงานที่ไหนมาก่อนในการศึกษาต่อมาได้วิเคราะห์ WES ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 151 รายจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยวิเคราะห์ 26 ยีนที่สัมพันธุ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมได้แก่ ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, BRIP1, CASP8, CDH1, CDKN2A, CHEK2, EPCAM, HMMR, MLH1, MSH2, MSH6, MUTYH, NBN, NF1, PALB2, PHB1, PMS2, PTEN, RAD51C, RAD51D, RAD54L, STK11, และ TP53 จุดกลายพันธุ์ของยีนยืนยันโดย sanger sequencing เพื่ออธิบายลักษณะการกลายพันธุ์ตามสายเลือดของประชากรกลุ่มนี้พบว่า 15.2% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นภาหะของยีนกลายพันธุ์ที่ก่อโรคมะเร็งเต้านมบน 11 ยีน ส่วนใหญ่จะเป็น BRCA1/2 และยังพบลักษณะการกลายพันธ์แบบแปลผลได้ไม่ชัด (VUS) อีกด้วย โดยบางการกลายพันธุ์เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่มีการรายงานมาก่อนจากการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นมะเร็งเต้านมยังเป็นปัญหาหลัก มีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำเนื่องมาจากการเข้ารับการรักษาที่ล่าช้า และการตรวจพันธุกรรมในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อหาการกลายพันธุ์ตามสายเลือดนั้นมีความสำคัญและมีประโยชน์ในเรื่องการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดมะเร็งต่อไป ทั้งตัวผู้ป่วยเองและเครือญาติ นอกจากนั้นการตรวจทางพันธุกรรมยังมีประโยชน์ในเรื่องการรักษามะเร็ง เพื่อให้อัตราการรอดชีวิตที่นานขึ้นต่อไป
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย มีปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม เช่นอายุที่มากขึ้น มีบุตรช้า ไม่ให้บุตรดื่มนมแม่ สูบบุหรี่ ภาวะอ้วน เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือการกลายพันธ์ตามสายเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม จากข้อมูลการศึกษาปัจจุบันพบว่า 10-20% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม นั้นสัมพันธ์กับการกลายพันธ์ตามสายเลือด ที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากรตามชาติพันธ์ การทราบความเสี่ยงเรื่องยีนก่อมะเร็งนั้น นำมาซึ่งเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังและสามารถรักษาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ ประชากรสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นส่วนใหญ่ 80% นับถือศาสนาอิสลามใช้ภาษามลายูเป็นตระกูลออสโตรนีเซียนในการสื่อสาร และมีบรรพบุรุษใกล้เคียงกับประชากรของประเทศมาเลเซีย อีกประมาณ 20% นับถือศาสนาพุทธใช้ตระกูลทางภาษา ไท-กะได ในการสื่อสาร เป็นภาษาตระกูลเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ของไทย ทำให้ลักษณะเชิงประชากรกลุ่มสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีลักษณะที่จำเพาะ ไม่เคยมีการศึกษาในมะเร็งเต้านมมาก่อน การศึกษาแรกเพื่อศึกษาผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ซึ่งเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการทบทวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาเป็นเวลา 6 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ถึง ปี พ.ศ. 2564 จำนวณ 234 ราย พบว่าอายุเฉลี่ยที่เป็นมะเร็งเต้านมคือ 52.6 ปี กว่า 46.2% มาพบแพทย์ในระยะลุกลาม ส่วน 26.5% มาพบแพทย์ในระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4) ทำให้อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีนั้นต่ำมากคือ 44.44% พบว่า 18.7% เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีความรุนแรงแบบ ทริปเปิลเนกาทีฟ หากยึดตาม NCCN guidelines 2022 พบว่า 48.72% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงที่จะมีการกลายพันธ์ตามสายเลือดแฝงอยู่และควรได้รับการตรวจทางพันธุกรรมในการศึกษาต่อมาจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุก และลักษณะของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เป็นพาหะการกลายพันธุ์ตามสายเลือดบนยีนก่อมะเร็งเต้านม โดยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมแบบ WES ตามด้วยการวิเคราะห์ทางชีวสารสนเทศสำหรับข้อมูลระดับจีโนม และเลือกวิเคราะห์ 13 ยีนตามคำแนะนำของ NCCN guidelines 2022 ดังนี้ ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, CDH1, CHEK2, NF1, PALB2, PTEN, RAD51C, RAD51D, STK11, TP53 การศึกษาได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในจังหวัดนราธิวาสจำนวณ 64 รายจากสองโรงพยาบาลหลักของจังหวัดนราธิวาสอายุตั้งแต่ 28-79 ปี อายุเฉลี่ย 51.3 ปี มีผู้ป่วย 8 รายคิดเป็น 12.5% มีการกลายพันธ์ตามสายเลือดบนยีน ATM, BRCA1, BRCA2, PALB2 มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1 รายมีการกลายพันธุ์ตามสายเลือดสองยีนคือ ATM และ BRCA2 ซึ่งเป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุ 48 ปี พบว่า BRCA1/2 เป็นยีนหลักที่พบ และมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสองรายเป็นมะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟมีการกลายพันธ์ตามสายเลือดบนยีน BRCA1 ที่ตำแหน่งเดียวกันโดยที่ทั้งสอง ไม่ได้เป็นญาติกัน และยังพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่งนี้ยังไม่เคยมีรายงานที่ไหนมาก่อนในการศึกษาต่อมาได้วิเคราะห์ WES ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 151 รายจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยวิเคราะห์ 26 ยีนที่สัมพันธุ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมได้แก่ ATM, BARD1, BRCA1, BRCA2, BRIP1, CASP8, CDH1, CDKN2A, CHEK2, EPCAM, HMMR, MLH1, MSH2, MSH6, MUTYH, NBN, NF1, PALB2, PHB1, PMS2, PTEN, RAD51C, RAD51D, RAD54L, STK11, และ TP53 จุดกลายพันธุ์ของยีนยืนยันโดย sanger sequencing เพื่ออธิบายลักษณะการกลายพันธุ์ตามสายเลือดของประชากรกลุ่มนี้พบว่า 15.2% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นภาหะของยีนกลายพันธุ์ที่ก่อโรคมะเร็งเต้านมบน 11 ยีน ส่วนใหญ่จะเป็น BRCA1/2 และยังพบลักษณะการกลายพันธ์แบบแปลผลได้ไม่ชัด (VUS) อีกด้วย โดยบางการกลายพันธุ์เป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่มีการรายงานมาก่อนจากการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นมะเร็งเต้านมยังเป็นปัญหาหลัก มีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำเนื่องมาจากการเข้ารับการรักษาที่ล่าช้า และการตรวจพันธุกรรมในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อหาการกลายพันธุ์ตามสายเลือดนั้นมีความสำคัญและมีประโยชน์ในเรื่องการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดมะเร็งต่อไป ทั้งตัวผู้ป่วยเองและเครือญาติ นอกจากนั้นการตรวจทางพันธุกรรมยังมีประโยชน์ในเรื่องการรักษามะเร็ง เพื่อให้อัตราการรอดชีวิตที่นานขึ้นต่อไป
Details
Description
ปริญญาเอก,ชีวเวชศาสตร์,2567


