PSU Knowledge Bank
Digital Knowledge Bank, a repository of research and academic works
Communities in PSU Knowledge Bank
Select a community to browse its collections.
- Phuket Campus
- Hatyai Campus
- Hatyai Campus
- Trang Campus
- Pattani Campus
Recent Submissions
Item type: Item , Item type: Item , Item type: Item , ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2015) สุนิตย์ตา วงสวัสดิ์; อรอนงค์ ลองพิชัยThe study aimed to examine (1) the social and economic feature of the rubber farmers applying chemical fertilizers, (2) the production condition and behavior on chemical fertilizer application of the rubber farmers, (3) marketing factors affecting the chemical fertilizer purchasing of the rubber farmers, (4) the correlations among social, economic factors and the production condition of rubber with chemical fertilizer application of the rubber farmers, and (5) problems and threats on chemical fertilizer application of the rubber farmers in Thepha District, Songkhla Province. The secondary data was compiled from various sources; in addition, the primary data was collected from the accidental sampling. The interviews via structure questionnaires were applied with 120 rubber farmers. The data analysis was conducted by the descriptive statistics; meanwhile, the quantitative analysis was analyzed by Chi-square statistics. The results revealed as follows. The rubber farmers, 84.2%, own rubber plantations and they are male, 62.5%. The rubber farmers are 48.3 years old on average. They are Buddhists, 83.3% and Muslims, 16.7%. The respondents are primary level educated in a maximum, 29.2%, and married, 89.2%. The average household members are 4.7 people and they are members of the agricultural organizations, 75.0%. The respondents, 89.2%, work as rubber farmers as their main career, and 40.0% of them implement the supplementary career as livestock farmers. Total household incomes are 26,675 baht/month while the expenditures are 29,218.33 baht/month on average. The debts, 65.0%, or 380,717.95 baht/household. The rubber farmers are financed by Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives, 43.6%. The loan objective is defined as household expenditures, 46.2%. The rubber farmers themselves own 1.6 plots of land on average. The average rubber plantations are 19.2 rais. The tapped rubber trees are 16.7 rais. The rubber farmers hold land ownership, 99.2%. The geographical condition is low plain, 82.5%. RRIM 600 varieties are planted, 92.5%. The rubber trees are 15.0 years old on average. The rubber farmers have experienced in rubber plantations for 12.21 years on average. The output distribution is conducted in form of field latex, 88.3% and rubber cup lump, 11.7% only. The average outputs are 284.51 kilograms/rai/year. The rubber farmers did not have soil analyzed before fertilizer application, 75.0%; however, the weeds are eliminated before fertilizer application, 90.8%. The chemical fertilizer is applied together with organic fertilizer, 55.8%. Only chemical fertilizer is applied, 44.2%. The rubber farmers implement fertilizer application once a year, 64.2%. They have never been trained on fertilizer application, 80.8%. The rubber farmers purchase chemical fertilizer via the agents, 35.0%. The average purchasing expenditures on chemical fertilizer are 18,300.42 baht/year. The marketing factors affecting the rubber farmers' decision on chemical fertilizer at high level are described as the responses/results derived from fertilizer application enhancing yield increment, output price, selling shops near residences, advertisement via mobile unit, radio broadcasting system, agricultural magazines and recommendations by the household members. The analysis results of the correlations among social, economic factors and production condition of the rubber farmers with chemical fertilizer application. The results revealed as details. Total household incomes affect the quantity of chemical fertilizer application with statistical significance at α = 0.05. The numbers of household members assisting in rubber plantations influence the frequency of chemical fertilizer application with statistical significant at α=0.01. Total household incomes affect the frequency of chemical fertilizer with statistical significance at α = 0.05. Problems and threats on chemical fertilizer application of the rubber farmers are described as details. The chemical fertilizer is contaminated, 51.7%, and expensive, 87.5%. The sales promotion such as discount, exchange, free giving and extra giving are not implemented, 62.5%. The fertilizer training provided by the government is not available, 70.0%. Finally, the output price slump, 89.2%Item type: Item , ผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากการปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกร ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2015) ปรารวี ห้องเอียด; สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูลการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของ เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ (2) สภาพทั่วไปของการปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกร (3) ผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากการปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกร และ (4) ความพึงพอใจของ เกษตรกรต่อการปลูกผักปลอดสารพิษ ตําบลบางเหรียง อําเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา รวบรวม ข้อมูลจากเกษตรกร จํานวน 67 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา โดยใช้สถิติอย่างง่าย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรเป็นเพศชาย มากกว่าเพศหญิง และเกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เกษตรกรนับถือศาสนาพุทธทั้งหมด ร้อยละ 58.20 มี สถานภาพสมรสแต่งงานและอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 53.70 มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.65 คน สมาชิกในครัวเรือนที่ช่วยปลูกผักเฉลี่ย 3.41 คน เกษตรกรร้อยละ 41.80 ทําสวนผักเป็นอาชีพหลัก ร้อยละ 58.20 ทําสวนผักเป็นอาชีพรอง มีระยะเวลาที่เกษตรกรเข้าร่วม โครงการปลูกผักปลอดสารพิษเฉลี่ย 3.93 ปี เกษตรกรมีรายได้สุทธิรวมของครัวเรือน เฉลี่ย 23,194.03 บาทต่อเดือน และเกษตรกรมีรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 17,044.78 บาทต่อเดือน สภาพทั่วไปของการปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกร ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมี พื้นที่ปลูกผักก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 2.78 ไร่ มีพื้นที่ถือครองทางการเกษตรและการใช้ที่ดินเฉลี่ย 7.31 ไร่ มีพื้นที่ถือครองเพื่อการปลูกผักเฉลี่ย 2.70 ไร่ เกษตรกรทุกรายปลูกผักบนพื้นที่ดินของ ตนเองทั้งหมด เกษตรกรมีประสบการณ์ในการปลูกผักเฉลี่ย 12.70 ปี มีประสบการณ์ในการปลูกผัก ปลอดสารพิษเฉลี่ย 8.63 ปี เกษตรกรทุกรายตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือ ด้านปัจจัยการผลิตและแหล่งจําหน่ายผักปลอดสารพิษ ร้อยละ 61.20 ชนิดของผักที่ปลูกใน 1 ปี เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกต้นหอม ผักชี เกษตรกรทุกรายใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ในการปลูกผักปลอดสารพิษ และได้ประสบปัญหาโรคผัก ร้อยละ 88.10 ประสบปัญหาโรคใบกรอบ เกษตรกรทุกรายกําจัดโรค พืชด้วยสมุนไพร ปัญหาที่เกษตรกรได้ประสบ คือ ขั้นตอนการปลูกและดูแลรักษามากกว่าผัก ธรรมดาและมีต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรทุกรายได้เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ที่ อบต. จัด ให้ นอกจากนี้มีหน่วยงานอื่นมาให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกผักปลอดสารพิษ ผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากการปลูกผักปลอดสารพิษของเกษตรกร ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีรายได้รวมจากการปลูกผักก่อนข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 16,910.45 บาทต่อเดือน และมีรายได้รวม หลังเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 21,462.69 บาทต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองในการปลูกผักก่อนเข้าร่วม โครงการเฉลี่ย 8,597.01 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองหลังเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 5,880.60 บาท ต่อเดือน มีเงินออมก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 2,132.84 บาทต่อเดือน และมีเงินออมหลังเข้าร่วมโครงการ เฉลี่ย 2,902,99 บาทต่อเดือน ร้อยละ 61.20 ออมเงินกับกลุ่มออมทรัพย์ เกษตรกรมีหนี้สินรวมก่อนเข้า ร่วมโครงการเฉลี่ย 28,014.93 บาท และมีหนี้สินรวมหลังเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 17,522.39 บาท ร้อยละ 49.30 กู้เงินจากสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรทุกรายมีความเห็นว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการความสัมพันธ์ของ คนในครอบครัวดีขึ้น เกษตรกรเห็นด้วยกับการเข้าร่วมโครงการปลูกผักปลอดสารพิษกับ อบต. ทั้งหมด และมีการดํารงชีวิตหลังเข้าร่วมโครงการปลูกสารพิษกับ อบต. เป็นในทางที่ดีขึ้นทุกราย และเกษตรกร ทุกรายเห็นด้วยกับข้อดีของการเข้าร่วมโครงการปลูกผักปลอดสารพิษกับ อบต. ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อการปลูกผักปลอดสารพิษ ผลการศึกษาพบว่า ด้านการ บริหารงานของ อบต. ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.32 ความพึงพอใจ ด้านอาชีพของเกษตรกรเองในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 และ ความพึงพอใจด้านวิถีชีวิตเกษตรกรและชุมชนของเกษตรกรเองในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.44Item type: Item , ทัศนคติของผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลากในจังหวัดสงขลา ต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU)(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2016) จตุรคล มานิตย์; สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูลการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ เรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก (2) ลักษณะการทําประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก (3) ลักษณะ การทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ก่อนและหลังที่รัฐบาลบังคับ ใช้นโยบายการแก้ไขปัญหา IUU ตาม ม.44 (4) ทัศนคติของผู้ประกอบการทําประมงพาณิชย์ประเภท อวนลาก ต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) และ (5) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับทัศนคติของผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก ในจังหวัดสงขลา ต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และ ไร้การควบคุม (IUU) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก ในจังหวัดสงขลา จํานวน 49 ราย ด้วยแบบสอบถามเชิงโครงสร้าง และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักอีก จํานวน 7 ราย ด้วยแบบสอบถามถึงโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติที่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 45.13 ปี ส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรสและอยู่ด้วยกัน นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ มีการศึกษาสูงสุดระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช. คิดเป็นร้อยละ 34.6 มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4.96 คน มีจํานวนสมาชิกที่ทําประมงพาณิชย์ประเภทอวนลากเฉลี่ย 1.54 คน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่มีอาชีพเสริม เป็นสมาชิกของสมาคมการประมง มีรายได้จากการทําประมงพาณิชย์ประเภท อวนลากเฉลี่ย 168,593.02 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายจากการทําประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก เฉลี่ย 185,404.88 บาทต่อเดือน และส่วนใหญ่มีหนี้สิน ผู้ประกอบการมีประสบการณ์ในการทําประมงเฉลี่ย 19.73 ปี ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลัก ในการทําประมง คือ การทําสืบทอดกันมายาวนาน โดยส่วนใหญ่รับทราบนโยบายการประมง จากเพื่อนที่ทําธุรกิจประมง มีจํานวนเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลากที่ถือครองทั้งหมดเฉลี่ย 2,04 ล่า ส่วนใหญ่ถือครองเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลากขนาดระหว่าง 30-60 ตันกรอส และ ใช้ตาอวนก้นถุงในการทําประมง ขนาด 4 เซนติเมตร มีแรงงานจ้างเฉลี่ย 14.23 คนต่อราย โดยร้อยละ 60.9 เป็นแรงงานสัญชาติไทย ส่วนใหญ่มีพื้นที่ในการทําประมงอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ใช้เวลาในการลากอวนทั้งกลางวันและกลางคืน สัตว์น้ําที่มักจับได้ คือ ปลาเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่ มีแหล่งรับซื้อหลัก คือ แพปลา การประมงที่ผิดกฎหมายในจังหวัดสงขลา เมื่อวิเคราะห์ความถูกต้องของเอกสารและ การปฏิบัติตามกฎหมาย IUU พบว่า มีความถูกต้อง ก่อนมีนโยบายฯ เฉลี่ยร้อยละ 68.1 โดยมี ประเด็น บัตรสีชมพู (บัตรแรงงานต่างด้าว) สัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง การแจ้งเข้า - แจ้งออก การบันทึกสมุดทําการประมง (Fishing Logbook) และการติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) มีความถูกต้อง ก่อนมีนโยบายฯ ค่อนข้างต่ํา เพียงร้อยละ 34.8 – 57.4 เท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากมี นโยบายฯ ความถูกต้องของเอกสารและการปฏิบัติตามกฎหมาย มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 96.6 ทัศนคติของผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก ต่อนโยบายการแก้ไข ปัญหาการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) มีระดับทัศนคติ ด้านนโยบาย ดีปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ย 3.26 ด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีระดับทัศนคติดี ที่ค่าเฉลี่ย 3,53 และด้านบทลงโทษ มีระดับทัศนคติ ดีปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ย 3.37 โดยรวมมีระดับทัศนคติ ดีปานกลาง ที่ค่าเฉลี่ย 3.39 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับทัศนคติของผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 4 = 0.05 คือ ตัวแปร ระดับการศึกษาสูงสุด และรายได้จากการ ทําประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก สําหรับตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อระดับทัศนคติของผู้ประกอบการ เรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลากอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 4 = 0.01 คือ ตัวแปร ศาสนา การประกอบอาชีพเสริม และขนาดเรือประมงพาณิชย์ที่ใช้ ส่วนตัวแปรที่ไม่มีอิทธิพลต่อระดับ ทัศนคติของผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ประเภทอวนลาก คือ ตัวแปร เพศ อายุ สถานภาพสมรส จํานวนสมาชิกในครัวเรือน ระยะเวลาการดําเนินกิจการ หนี้สิน จํานวนเรือประมงที่ครอบครอง และ จํานวนแรงงานจ้าง


