การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลทางคลินิกของการพอกเข่าสมุนไพรและการพอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุดเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม
Files
Files
Date
Publication
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Prince of Songkla University
Abstract
Abstract
The treatment process according to the clinical practice guideline for managing osteoarthritis in traditional Thai medicine at the Thai Traditional Medicine Hospital, Prince of Songkla University, includes royal court massage therapy, herbal compresses, and supplementary treatments with acupressure and herbal poultices. This specific herbal poultice formulation has been used to treat patients with osteoarthritis at the Traditional Thai Medicine Hospital for a long time; alongside acupressure techniques that target knee pain according to traditional Thai massage knowledge. However, there has been no data collection or clinical studies on the treatment. Therefore, the researcher is interested in exploring treatment approaches for osteoarthritis in patients with the aim to study the clinical efficacy of herbal knee poultices and herbal knee poultices combined with acupressure, as well as to examine the irritation caused by the herbal poultice formulation. The study involved 72 patients with osteoarthritis, divided into two groups: one receiving herbal knee poultices (36 patients) and the other receiving herbal knee poultices combined with acupressure (36 patients). Both groups received treatment once daily for three consecutive days. The effectiveness was assessed before and after treatment using the Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritis Index (WOMAC) and specific physical examinations, including knee temperature, knee circumference, knee deflection, and range of motion. Additionally, the irritation of the herbal poultice formulation was evaluated according to the guidelines of the International Contact Dermatitis Research Group (ICDRG). The results showed that after treatment with either the herbal knee poultice or the combined herbal poultice and acupressure, there was a statistically significant reduction in pain levels, stiffness, and an increase in functional ability of the knee (p<0.05) compared to before treatment. When comparing mean differences, the combined treatment of herbal poultice and acupressure showed a statistically significant greater improvement in functional ability (p=0.030) than the herbal poultice alone. Furthermore, specific physical examination results indicated that the group receiving herbal poultice had statistically significant decreases in average knee temperature, knee circumference, and knee deflection ( p=0.018, 0.013 and 0.000 respectively) . The group receiving the combined treatment showed statistically significant decreases in knee temperature, knee circumference and knee deflection, along with an increase in the range of motion (p=0.000). When comparing mean differences before and after treatment, the combined treatment resulted in better outcomes in reducing knee temperature and circumference, as well as increasing the range of motion compared to the herbal poultice alone, with statistical significance ( p=0.030, 0.000 and 0.000 respectively). Moreover, no reports of irritation from the herbal poultice formulation were noted in this study. The findings suggest that both herbal knee poultices and those combined with acupressure are effective in treating osteoarthritis. It can be concluded that herbal poultices combined with acupressure are more suitable for patients with osteoarthritis who experience significant limitations in their range of motion compared to herbal poultices alone. Therefore, this study supports the use of herbal knee poultices and acupressure in Thai traditional clinical practice guideline of Traditional Thai Medicine Hospital, Prince of Songkla University, enabling the selection of appropriate treatment methods for patients.
กระบวนการรักษาตามแนวเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมทางการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วย การนวดบำบัดตามแบบราชสำนัก การประคบสมุนไพร และเสริมการรักษาด้วยการกดจุดบำบัด และการพอกยาสมุนไพร ทั้งนี้ตำรับยาพอกเข่าตำรับนี้มีการใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับมีหัตถการเสริมด้วยการกดจุดเข่า ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการรักษาอาการปวดเข่าตามองค์ความรู้ด้านการนวดไทยบำบัด แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลการรักษาและการศึกษาในระดับคลินิก ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาประสิทธิผลของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยทางการแพทย์แผนไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพอกยาสมุนไพรและการพอกยาสมุนไพรร่วมกับการกดจุดเข่า รวมทั้งศึกษาการระคายเคืองของตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพร จำนวน 36 คน และ กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุดเข่า จำนวน 36 คน ทั้ง 2 กลุ่มได้รับการรักษาวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน ทำการประเมินประสิทธิผลก่อนและหลังการรักษา โดยใช้แบบประเมินอาการของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritic Index; WOMAC) และทำการตรวจร่างกายเฉพาะที่ ได้แก่ อุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงข้อเข่า ความโก่งของข้อเข่า และองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า รวมทั้งประเมินอาการระคายเคืองของตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร โดยอ่านและแปลผลตามคำแนะนำของ International Contact Dermatitis Research Group (ICDRG) ผลการศึกษา พบว่า หลังการรักษาด้วยการพอกเข่าและการพอกเข่าร่วมกับการกดจุด สามารถลดระดับความปวด ระดับอาการข้อฝืด และเพิ่มระดับความสามารถในการใช้งานข้อเข่าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการรักษา ทั้งนี้เมื่อทําการเปรียบเทียบผลต่างของการรักษา พบว่า การพอกเข่าร่วมกับการกดจุด มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถการใช้งานข้อเข่าได้ ดีกว่าการพอกเข่าอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.030) และจากการประเมินผลการตรวจ ร่างกายเฉาพะที่ พบว่า กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่า มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงเข่า และความโก่งข้อเข่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.018, 0.013 และ 0.000 ตามลําดับ) ส่วน กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าร่วมกับการกดจุด มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงเข่า ความ โก่งข้อเข่าลดลง และค่าองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.000) ทั้งนี้ เมื่อทําการเปรียบเทียบผลต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการรักษา พบว่า การรักษาด้วยการพอกเข่า ร่วมกับการกดจุด มีผลในการลดอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงข้อเข่า รวมทั้งเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ดีกว่าการรักษาด้วยการพอกเข่าอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.030, 0.000 และ 0.000 ตามลําดับ) นอกจากนี้ไม่พบรายงานการระคายเคืองจากการใช้ตํารับยาพอกเข่า สมุนไพรในการศึกษาครั้งนี้ จากผลการศึกษาพบว่า การรักษาด้วยการพอกเข่าสมุนไพรและการพอก เข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุด มีประสิทธิผลที่ดีในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าการ พอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุดมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีปัญหาในด้านการจํากัดองศาการเคลื่อนไหวมากกว่าการพอกเข่าสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการศึกษานี้จึงเป็นข้อมูล สนับสนุนการรักษาด้วยการพอกเข่าสมุนไพร และการกดจุดเข่า ตามแนวเวชปฏิบัติทางการแพทย์ แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสามารถเลือกวิธีการ รักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น
กระบวนการรักษาตามแนวเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมทางการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วย การนวดบำบัดตามแบบราชสำนัก การประคบสมุนไพร และเสริมการรักษาด้วยการกดจุดบำบัด และการพอกยาสมุนไพร ทั้งนี้ตำรับยาพอกเข่าตำรับนี้มีการใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับมีหัตถการเสริมด้วยการกดจุดเข่า ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการรักษาอาการปวดเข่าตามองค์ความรู้ด้านการนวดไทยบำบัด แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลการรักษาและการศึกษาในระดับคลินิก ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาประสิทธิผลของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วยทางการแพทย์แผนไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพอกยาสมุนไพรและการพอกยาสมุนไพรร่วมกับการกดจุดเข่า รวมทั้งศึกษาการระคายเคืองของตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพร จำนวน 36 คน และ กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุดเข่า จำนวน 36 คน ทั้ง 2 กลุ่มได้รับการรักษาวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน ทำการประเมินประสิทธิผลก่อนและหลังการรักษา โดยใช้แบบประเมินอาการของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (Western Ontario and McMaster Universities Osteoarthritic Index; WOMAC) และทำการตรวจร่างกายเฉพาะที่ ได้แก่ อุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงข้อเข่า ความโก่งของข้อเข่า และองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า รวมทั้งประเมินอาการระคายเคืองของตำรับยาพอกเข่าสมุนไพร โดยอ่านและแปลผลตามคำแนะนำของ International Contact Dermatitis Research Group (ICDRG) ผลการศึกษา พบว่า หลังการรักษาด้วยการพอกเข่าและการพอกเข่าร่วมกับการกดจุด สามารถลดระดับความปวด ระดับอาการข้อฝืด และเพิ่มระดับความสามารถในการใช้งานข้อเข่าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการรักษา ทั้งนี้เมื่อทําการเปรียบเทียบผลต่างของการรักษา พบว่า การพอกเข่าร่วมกับการกดจุด มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถการใช้งานข้อเข่าได้ ดีกว่าการพอกเข่าอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.030) และจากการประเมินผลการตรวจ ร่างกายเฉาพะที่ พบว่า กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่า มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงเข่า และความโก่งข้อเข่าลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.018, 0.013 และ 0.000 ตามลําดับ) ส่วน กลุ่มที่ได้รับการพอกเข่าร่วมกับการกดจุด มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงเข่า ความ โก่งข้อเข่าลดลง และค่าองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.000) ทั้งนี้ เมื่อทําการเปรียบเทียบผลต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการรักษา พบว่า การรักษาด้วยการพอกเข่า ร่วมกับการกดจุด มีผลในการลดอุณหภูมิข้อเข่า ขนาดเส้นรอบวงข้อเข่า รวมทั้งเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ดีกว่าการรักษาด้วยการพอกเข่าอย่างเดียวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.030, 0.000 และ 0.000 ตามลําดับ) นอกจากนี้ไม่พบรายงานการระคายเคืองจากการใช้ตํารับยาพอกเข่า สมุนไพรในการศึกษาครั้งนี้ จากผลการศึกษาพบว่า การรักษาด้วยการพอกเข่าสมุนไพรและการพอก เข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุด มีประสิทธิผลที่ดีในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าการ พอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการกดจุดมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีปัญหาในด้านการจํากัดองศาการเคลื่อนไหวมากกว่าการพอกเข่าสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการศึกษานี้จึงเป็นข้อมูล สนับสนุนการรักษาด้วยการพอกเข่าสมุนไพร และการกดจุดเข่า ตามแนวเวชปฏิบัติทางการแพทย์ แผนไทย โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสามารถเลือกวิธีการ รักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น
Details
Description
ปริญญาโท,การแพทย์แผนไทย,2567


