การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค Development of Measurement Scale on Media Literacy in the 21st Century for Lower Secondary School Student by Applying Polytomous Item Response Theory ปวีณา มะแซ Pawina Masae วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Education in Educational Research and Evaluation Prince of Songkla University 2561 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2) ชื่อวิทยานิพนธ์ การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผู้เขียน นางปวีณา มะแซ สาขาวิชา การวิจัยและประเมินผลการศึกษา _____________________________________________________________________________ อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ......................................................................... (ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ) อาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ......................................................................... (ดร.ธีระยุทธ รัชชะ) คณะกรรมการสอบ ............................................ประธานกรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โอภาส เกาไศยาภรณ์) ........................................................กรรมการ (ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ) ........................................................กรรมการ (ดร.ธีระยุทธ รัชชะ) ........................................................กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตภุูมิ เขตจัตุรัส) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อนุมัติให้นับวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็น ส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและ ประเมินผลการศึกษา ............................................................... (ศาสตราจารย์ ดร.ด ารงศักดิ์ ฟ้ารุ่งสาง) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย (3) ขอรับรองว่า ผลงานวิจัยนี้เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยของนักศึกษาเอง และ ได้แสดงความขอบคุณบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ลงชื่อ.................................................................. (ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ลงชื่อ.................................................................. (ดร.ธีระยุทธ รัชชะ) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ลงชื่อ.................................................................. (นางปวีณา มะแซ) นักศึกษา (4) ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ผลงานวิจัยนี้ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการอนุมัติปริญญาในระดับใดมาก่อน และ ไม่ได้ถูกใช้ในการยื่นขออนุมัติปริญญาในขณะนี้ ลงชื่อ.................................................... (นางปวีณา มะแซ) นักศึกษา (5) ชื่อวิทยานิพนธ์ การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผู้เขียน ปวีณา มะแซ สาขาวิชา การวิจัยและประเมินผลการศึกษา ปีการศึกษา 2560 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) สร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) หาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค และ 3) สร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสังกัดส านักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 จ านวน 1,000 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีรูปแบบเป็นข้อสอบสถานการณ์ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก ได้ตรวจสอบคุณภาพโดยใช้ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) ด้วยวิธีการตรวจสอบความ ตรงเชิงพินิจ (Face Validity) และ ความเที่ยงด้วยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค และในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค (Polytomous IRT) ไดต้รวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) โดยใช้วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ตรวจสอบพารามิเตอร์ของข้อสอบ ได้แก่ อ านาจจ าแนก (α) ความยาก (β) และสารสนเทศของแบบ วัด (TIF) ด้วย Grade response model (GRM) และสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 แบบคะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น มีข้อค าถาม จ านวน 42 ข้อ จ าแนกเป็น 5 องค์ประกอบ คือ 1) ทักษะการเข้าถึง 2) ทักษะการวิเคราะห์ 3) ทักษะการประเมิน 4) ทักษะการสร้างสรรค์ และ 5) ทักษะการ มีส่วนร่วม ตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ ทุกข้อมีค่าเท่ากับ 0.60 – 1.00 วิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก ด้วยวิธีการทดสอบค่าที t-test ได้ข้อค าถามที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจ านวน 42 ข้อ ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.87 2. คุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นด้านความเป็นเอกมิติ (Unidimension) (6) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า ทักษะการรู้เท่าเท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ทั้ง 5 ทักษะ มีความเป็นเอกมิติ เมื่อท าการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค (Polytomous IRT) ค่าอ านาจจ าแนกรายข้อ (α) อยู่ระหว่าง 0.06 – 2.01 ส่วนค่าความ ยาก (β) ของแต่ละรายการค าตอบ มีค่าเรียงล าดับจากน้อยไปมากทุกข้อ และค่าสารสนเทศของแบบ วัดมคีวามเที่ยงเท่ากับ 0.89 3. เกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น คะแนนดิบอยู่ระหว่าง 59 – 166 คะแนนเปอร์เซ็นไทล์ มีค่าตั้งแต่ 0.05 - 99.95 และคะแนนทีปกติตั้งแต่ 17 ถึง 83 (7) Thesis Title Development of Measurement Scale on Media Literacy in the 21st Century for Lower Secondary School Student by Applying Polytomous Item Response Theory Auther Mrs. Pawina Masae Major Program Educational Research and Evaluation Academic Year 2017 ABSTRACT The purposes of this research were 1) to construct of measurement scale on 21st century media literacy measure of lower secondary school 2) to verify the quality by applying Polytomous Item Response Theory 3) to construct the norms of Measurement Scale on 21st Century Media Literacy Measure of Lower Secondary School. The sample were 1,000 student selected by stratified random sampling technique. The students selected were studying in lower secondary school under the jurisdiction of the Secondary Education Office Service Area 15. The measurement scale designed the situational test as a four-multiple choice was performed via the Classical Test Theory (CTT) by Face validity and reliability with Cronbach's alpha coefficient, and the quality of the measurement scale by Polytomous (IRT). Moreover, Unidimension and parameter testing was accomplished by confirmatory factor analysis (CFA), discriminant and difficulty, and test information (TIF) was conducted via Grade Response Model (GRM), respectively. Otherwise, the normalized of Measurement Scale on 21st Century Media Literacy Measure of Lower Secondary School construction with Normalized T-Score. The findings were; 1. The Measurement Scale on 21st Century Media Literacy Measure of Lower Secondary School composed five components with has 42 item including 1) access skills 2) analyze skills 3) evaluate skills 4) create skills and 5) participate skills. The Face validity of the scale range from 0.60 to 1.00, t-test was used to analyze the discrimination. The reliability was 0.87. 2. The quality measurement scale the first is to check the agreement on the Unidimension, using by confirmatory factor analysis (CFA), found that 21st century skills in media literacy were unmistakable when examining the quality of the measurement based on the Polytomous IRT. The slope parameter (α) is between (8) 0.02 - 2.01 and the difficulty value The threshold value of each item (β) is the lowest order value, and reliability is 0.89. 3. The norm of Measurement Scale on 21st Century Media Literacy Measure of Lower Secondary School, students raw scores rank were from 59 to 166. And percentile rank were from 0.05 to 99.95; t-score were from 17 to 83. (9) กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดีจากความกรุณาและเอาใจใส่อย่างยิ่งของ ดร.ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ดร.ธีระยุทธ รัชชะ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ทั้งให้ค าแนะน าเป็นอย่างดีและได้สละเวลาอันมีค่าในการอ่านตรวจทาน ท าให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ถูกต้องสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โอภาส เกาไศยภรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุตภูมิ เขตจัตุรัส ที่ได้ให้ความกรุณาเป็นคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์และได้ตรวจทาน ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จนท าให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ที่ได้มอบ โอกาสทางการศึกษาต่อแก่ผู้วิจัย ศูนย์อ านวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดสรร เงินเป็นทุนการศึกษาปริญญาระดับปริญญาโท ท าให้ผู้วิจัยสามารถพัฒนาตนเองไปอีกก้าวขั้น ของความส าเร็จ ขอขอบคุณคณาจารย์ประจ าภาควิชาประเมินผลและวิจัยทางการศึกษา รวมทั้ง อาจารย์และผู้รู้หลายท่านที่มิได้เอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้ที่ได้ให้แนวคิดและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยมี ความรู้พ้ืนฐาน อันเป็นเครื่องมือส าคัญในการท างานวิจัยครั้งนี้ได้ส าเร็จ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความ เมตตาของท่านเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณเลขานุการที่ได้อ านวยความสะดวก และให้ความ ช่วยเหลือผู้วิจัยในการติดต่อประสานงานเรื่องต่าง ๆ เป็นอย่างดี ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัยทุกท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือในทุกขั้นตอน อย่างดียิ่ง ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ขอขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ขอขอบคุณผู้อ านวยการ คณะครูบุคลากร นักเรียนและผู้ปกครองโรงเรียน บ้านตะโละมีญอทุกท่าน ที่คอยสนับสนุน ให้โอกาสในการพัฒนาตนเอง และให้ก าลังใจ แก่ผู้วิจัยใน การศึกษาต่อจนส าเร็จ ขอขอบคุณครอบครัวที่คอยให้ก าลังใจและสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน มาโดยตลอด และขอขอบคุณรุ่นพ่ี รุ่นน้องและเพ่ือน ๆ ทุกคนที่เป็นก าลังใจให้ความช่วยเหลือและตรวจทานจนท า ให้งานวิจัยนี้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขออัลลอฮฺทรงโปรดตอบแทนในความดีงามของทุกท่านด้วย ปวีณา มะแซ (10) สารบัญ หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………… (5) ABSTRACT………………………………………………………………………………………………………….…. (7) กิตติกรรมประกาศ………………………………………………………………………………………………….… (9) สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………….…... (10) รายการตาราง…………………………………………………………………………………………………….…… (12) รายการภาพประกอบ……………………………………………………………………………………………..… (13) บทที่ บทที่ 1 บทน า…………………………………………………………………………………………………….... 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา……….…………………………………………….... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………………………. 5 ขอบเขตการวิจัย………………………………………………………………………………………... 6 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………….... 6 ประโยชน์ที่ไดรับจากการ……………………………………………………………………………. วิจัย………………………………………………………………………….. 9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………… 10 ทักษะในศตวรรษที่ 21………………………………………………………………………….……. 10 การรู้เท่าทันสื่อ………………………………………………………………………………………….. 15 การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21…………………………………. 24 การหาคุณภาพของเครื่องมือวัด…………………………………………………………………… 38 ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค...... 51 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………….. 57 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………………………………………………….…………… 65 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………. 66 ระยะที่ 1 การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21…………………… 68 ระยะที่ 2 การหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21…….. 78 ระยะที่ 3 การสร้างเกณฑ์ปกติ (Norm)………………………………………………………… 85 (11) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………… 87 ส่วนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น…………………………... 87 ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory)………………………………………………………………………………………. 104 ส่วนที่ 3 ผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น………………..……………………… 121 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ……………………………………………… 126 สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………….…. 127 อภิปรายผล……………………………………………………………………………………….………. 129 ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………….……….. 133 บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………….….. 135 ภาคผนวก ก………………………………………………………………………………………………………….… 142 ภาคผนวก ข………………………………………………………………………………………………………….… 145 ภาคผนวก ค………………………………………………………………………………………………………….… 148 ภาคผนวก ง………………………………………………………………………………………………….……….… 153 ภาคผนวก จ………………………………………………………………………………………………………….… 168 ภาคผนวก ฉ………………………………………………………………………………………………………….… 168 ประวัติผู้เขียน……………………………………………………………………………………………….…………. 190 (12) รายการตาราง ตาราง หน้า 1 ทักษะ Media Information Digital Literacy ของแต่ละช่วงวัย...................... 19 2 การสังเคราะห์องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อ................................................ 21 3 ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแบบภาพรวม……………………………………………….….. 29 4 ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแบบรูบริคส าหรับประเมินการคิดแก้ปัญหา…….…… 30 5 สังเคราะห์เครื่องมือวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ…………………………………………..…. 35 6 การประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถาม โดยใช้ GRM Model……………..….. 46 7 ค่าพารามิเตอร์ของแบบวัดและค่าพารามิเตอร์ของผู้สอบ…………………………….. 47 8 ลักษณะโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่มีการตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า.….. 55 9 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ………………… 70 10 ลักษณะค าถามของการวัด (Item Specification Table)……………………….….. 74 11 จ านวนกลุ่มตัวอย่าง โดยจ าแนกตามจังหวัดและขนาดโรงเรียน……………………. 80 12 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบรายข้อ…………………………………….…….. 88 13 คุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print)………………………………………..…..…. 90 14 ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริครายพฤติกรรมบ่งชี้……………………........ 91 15 ตัวอย่างข้อค าถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามคุณลักษณะของข้อสอบ………………….. 103 16 สรุปผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงพินิจพินิจ…………………………………………….…. 104 17 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก ……………………………………………………….…… 106 18 เมทริกน้ าหนักองค์ประกอบของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ………………….…. 109 19 การประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 โดยใช ้Grade-Response Model .......................................... ใ””””(GRM)……………………….…… 111 20 ค่าพารามิเตอร์ความชัน ………………………………………………………………….. 113 21 เกณฑ์ปกติการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ………………………………………………. 122 22 การแปลความหมายเกณฑ์ปกติทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21…………. 124 (13) รายการภาพประกอบ ภาพประกอบ หน้า 1 กรอบแนวคิดเพ่ือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21……………………………………. 11 2 กรอบแนวคิดการรู้เท่าทันสารสนเทศที่เก่ียวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อ…….. 14 3 แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ…………………………………………….. 15 4 กรอบแนวคิดของการวัดคุณลักษณะภายในของบุคคล…………………….… 25 5 ขั้นตอนการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21…………. 31 6 ขั้นตอนการพัฒนาและตรวจสอบความเป็นเอกมิติ……………………..……… 32 7 กรอบแนวคิดการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21.. 65 8 ขั้นตอนการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21…………. 67 9 โมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน……… 110 10 โคง้การเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามที่ 6………………………………… 114 11 โค้งสารสนเทศของข้อค าถามที่ 6…………………………………………………… 115 12 โค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามที่ 13……………………………… 116 13 โค้งสารสนเทศของข้อค าถามที่ 13…………………………………………………. 117 14 โค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามที่ 24……………………………… 119 15 โค้งสารสนเทศของข้อค าถามที่ 24…………………………………………………. 120 16 โค้งสารฟังก์ชั่นสารสนเทศของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21....................................................................................................... 121 1 บทที ่1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่าง รวดเร็ว สื่อได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการด าเนินชีวิตของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้านการศึกษา ตลอดจนการด าเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ความว่า “การแข่งขันด้านเศรษฐกิจจะเข้มข้นมากขึ้นสังคม โลกจะมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นสภาพไร้พรมแดน การพัฒนาเทคโนโลยีจะมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและจะกระทบชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมและการด าเนินกิจกรรมทาง เศรษฐกิจอย่างมาก” เมื่อเทคโนโลยีในรูปแบบสื่อต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทต่อการด าเนินชีวิตของคน มากขึ้น ปัญหาที่เกิดจากสื่อจึงเกิดขึ้นได้มากเช่นกัน โดยพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558 มาตราที่ 3 ได้ก าหนดความหมายของค าว่า “สื่อ” ความว่า “สิ่งที่ท าให้ ปรากฏด้วยตัวอักษร เครื่องหมาย ภาพ หรือเสียง ไม่ว่าจะได้จัดท าในรูปของเอกสาร สิ่งพิมพ์ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมายรูปถ่าย ภาพยนตร์ วีดีทัศน์ การ แสดงข้อมูลคอมพิวเตอร์ในระบบคอมพิวเตอร์ หรือได้จัดท าในรูปแบบอ่ืนใดตามที่ก าหนดใน กฎกระทรวง” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132, 2558) จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อตัวอักษร ภาพ เสียง วีดีทัศน์ ทั้งที่อยู่ในรูปแบบสังคมออนไลน์ รายการโทรทัศน์ โฆษณา สื่อ สิ่งพิมพ์ และ สื่ออ่ืน ๆ กลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทต่อการใช้ชีวิตในสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งสื่อเหล่านี้ สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ ในด้านความรวดเร็ว ประหยัดคุ้มค่า ทันยุค ทันสมัย โดยเฉพาะสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นสื่อที่แตกต่างจากสื่อชนิดอ่ืนๆ เนื่องจาก สื่อชนิด อ่ืน ๆ เช่น รายการโทรศัพท์ สื่อสิ่งพิมพ์ มีการกลั่นกรองตรวจสอบก่อนการน าเสนอ แต่สื่อเครือข่ายสังคม ออนไลน์เป็นสื่อที่มีการส่งผ่านได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการกลั่นกรอง ท าให้สามารถบิดเบือนข้อมูล ในการน าเสนอสู่สาธารณะ โดยไม่มีผู้ รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมเกิดความเสียหายใน ภาพรวมได้ แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายรองรับ โดยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท าความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134, 2560) ได้ก าหนดบทลงโทษ เกี่ยวกับการท าผิดเกี่ยวกับการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ และข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ไว้ชัดเจน แต่การ จัดการกับปัญหาเหล่านี้ก็ยังท าได้ยาก เพราะผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อในการใช้สื่อเครือข่าย สังคมออนไลน์ได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2002 หรือปี พ.ศ.2545 “ภาคีพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 หรือ P21 (The Partnership for 21st Century Learning)” ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของผู้น าทางการศึกษา จากสหรัฐอเมริกาและบริษัทชั้นน าของโลก อาทิ ไมโครซอฟต์, แอปเปิล, เดล, ไทม์วอเนอร์ ฯลฯ ได้เล็งเห็นความส าคัญของทักษะใหม่ส าหรับการเรียนรู้ของเยาวชนในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งการศึกษา ในศตวรรษที่ 21 เป็นช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.2001 ถึง ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2544 ถึง พ.ศ.2643 ที่โลก 2 ได้ถูกหลอมรวมกันมากขึ้น ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดย P21 ได้น าเสนอ กรอบความคิดเรื่องทักษะการเรียนรู้ที่จ าเป็นส าหรับเยาวชนหรือผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อใช้ทักษะ เหล่านี้ในการด าเนินชีวิตและการท างานได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด (นิตยสารส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย, 2559) ภาคีเพ่ือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ก าหนดกรอบแนวคิดของ P21 ส าหรับการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้รับการพัฒนาโดยได้รับความร่วมมือจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและ ผู้น าทางธุรกิจเพ่ือก าหนดและแสดงทักษะและความรู้ที่ผู้เรียนต้องการในชีวิตการท างานและการเป็น พลเมืองรวมทั้งระบบสนับสนุนที่จ าเป็นส าหรับผลการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ไว้ประกอบด้วย 1) วิชาแกน และเนื้ อหาส าหรับศตวรรษที่ 21 (Core subject and 21 st Century Themes) 2) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ( Information Media and Technology Skills) และ 4) ทักษะชีวิตและอาชีพ (Life and Career Skills) โดย ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 จะต้องมีทักษะที่จ าเป็นในเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 เพ่ือให้เป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะในศตวรรษท่ี 21 เป็นความสามารถพิเศษที่ผู้เรียนจะต้องพัฒนาเพ่ือให้สามารถ เตรียมตัวส าหรับความท้าทายในการท างานและการด ารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นความสามารถที่ผู้เรียนจะต้องพัฒนา และเตรียมตัวเพ่ือให้เท่ากันกับความเปลี่ยนแปลงที่ รวดเร็ว รุนแรง และคาดไม่ถึงอย่างมีประสิทธิภาพ (วิจารณ์ พานิช, 2555) ซึ่งจากกรอบแนวคิดของ P21 ในด้านทักษะ ผู้เรียนจ าเป็นที่จะต้องมีทักษะ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) อันประกอบด้วย การคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การสื่อสาร(Communication) การท างานร่วมกัน (Collaboration) และการสร้างสรรค์ (Creativity) 2. ทักษะด้านข้อมูลสารสนเทศ สื่อ และ เทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) ได้แก่ ความเข้าใจและใช้เป็นในด้าน ข้อมูลข่าวสาร (Information Literacy) ความเข้าใจและใช้เป็นในด้านสื่อ (Media Literacy) ความ เข้า ใจและปฏิบัติ เป็นในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information and Communications Technology Literacy) และ 3. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ (Life and Career Skills) ได้แก่ ความ ยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) การริเริ่มและการก ากับ ดูแลตนเอง (initiative and Self-Direction) ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-cultural Skills) การมีผลงานและความรับผิดชอบ (Productivity and Accountability) และภาวะผู้น าและหน้าที่รับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) จะเห็นได้ว่า ทักษะความเข้าใจและใช้เป็นในด้านสื่อ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ” เป็นทักษะที่จ าเป็นทักษะหนึ่งที่ถูกก าหนดไว้ในศตวรรษท่ี 21 “การรู้เท่าทัน สื่อ” เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลดังได้ระบุไว้ในยุทธศาสตร์การด าเนินงานด้าน สื่อสารมวลชนขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งอยู่ในกรอบแนวคิดเรื่อง “การส่งเสริมเสรีภาพใน การแสดงออกและการเสริมสร้างสมรรถนะในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้อย่างทั่วถึงและเท่า เทียมกัน” โดยมีหลักการหนึ่งระบุไว้ว่าด้วย “การยกระดับการรู้เท่าทันสื่อให้สูงขึ้น” ส่งผลให้ประเทศ สมาชิกนานาประเทศขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขานรับหลักการนี้และน าไปขับเคลื่อนใน ประเทศของตน Media Literacy เป็นค าศัพท์วิชาการด้านการสื่อสารมวลชน ที่เกิดขึ้นในประเทศ 3 แคนาดาและใช้แพร่หลายกันในประเทศสหรัฐอเมริกา บางประเทศในยุโรป และญี่ปุ่น เป็นค าเดียวกัน กับค าว่า Media Studies (ใช้ในอังกฤษ) Media Education (ใช้ในอังกฤษและฝรั่งเศส) และ Media Literacy (ใช้ในสหรัฐอเมริกา) ส าหรับประเทศไทยนั้นได้มีการขับเคลื่อนกระบวนการรู้เท่าทันสื่อเป็น ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี และยังต้องการการขับเคลื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพ่ือการสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนของชาติ (พรทิพย์ เย็นจะบก, 2552) ด้วยเหตุนี้ เอง เมื่อมีการใช้สื่ออย่างหลากหลาย และกลายเป็นส่วนหนึ่ งใน ชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะเยาวชนหรือวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นระยะหัวเลี้ยว หัวต่อของชีวิตเด็กจะเริ่มเรียนท าบทบาทแบบผู้ใหญ่ แต่เป็นระยะแรกเริ่มเด็กจึงมีความรู้สึกสับสน และมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายค่อนข้างชัดเจน ต้องปรับตัวเข้ากับเพ่ือนต่างวัย เพ่ือนต่างเพศ และเพ่ือนร่วมวัยเดียวกัน การท าตัวให้ถูกต้องเหมาะสมนั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายนักต้องอาศัยเวลา จึงอาจ กล่าวได้ว่ า ลักษณะของวัยรุ่นนั้นคือภาวการณ์ เปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตในทุกๆด้าน (ศรัญญา อิชิดะ ,2553) กอรปกับในพ้ืนที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความแตกต่างด้าน วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ภาษา ศาสนารวมถึงความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกัน โดยชุมชน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีการสื่อสารโดยใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการ จัดการเรียนการสอน เช่น ปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างครู นักเรียนและชุมชน ซึ่งนักเรียนและชุมชน จะสื่อสารกันด้วยภาษาท้องถิ่น (ภาษายาวีท้องถิ่น) เป็นหลัก ไม่ค่อยเข้าใจในภาษาไทย จึงเป็นปัญหา หลักในการจัดการเรียนการสอน ปัญหาคุณภาพของนักเรียน โดยผลการทดสอบระดับชาติ (O-net) อยู่ในอันดับรั้งท้ายของประเทศ (ทิฆัมพร สมพงษ์ และคณะ,2559) โดยเยาวชนเป็นทั้งผู้รับสาร และผู้ส่งสาร ในการรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ จากเหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการถูกล่อลวง การหลงเชื่อโฆษณาขายสินค้าที่มีข้อมูลเป็นเท็จ การก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ตลอดจนการเผยแพร่ค าสอนทางศาสนาที่เป็นเท็จ และมุ่งหวังสร้างความแตกแยกทางสังคมมีผลมา จากสื่อทีผู่้รับได้รับสื่อนั้น ๆ โดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรอง หรือมีความสามารถในการตัดสินใจต่อสื่อที่ตนเอง ได้รับเท่าที่ควร ท าให้ชี้ได้ว่า ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เป็นสิ่งที่จ าเป็นอย่างยิ่งต่อเยาวชนที่สามารถ ตัดสินใจ ประเมินค่า เข้าใจเนื้อหาสื่อ และมีการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และไม่ถูกครอบง าจากสื่อ ในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เยาวชนสามารถมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์ เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ครอบครัวและสังคมโดยภาพรวม จากการตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากสื่อ ท าให้มีการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือการ วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เช่น ในต่างประเทศได้แก่ แคทรีน กรีน และคณะ (Greene K, et al., 2015) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเที่ยงของวัยรุ่นในการตอบสนองต่อการรู้เท่าทันสื่อ โดยพัฒนาแบบวัดการรู้เท่า ทันสื่อ โดยเลือกใช้เครื่องมือแบบมาตรประมาณค่าของลิเคิร์ต, มาร์ค อดัม และคณะ (Maksl, A., Ashley, S., & Craft, S., 2015) ศึกษาและพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อใหม่ โดยใช้เครื่องมือ NFC Scale (The Need for Cognition Scale) แบบ 5 ระดับ, แอมีลี่ และคณะ (Vraga, Emily K.; Tully, Melissa; Kotcher, John E.; Smithson, Anne-Bennett; and Broeckelman-Post, Melissa., 2015) ได้ศึกษาการวัดการรู้เท่าทันสื่อใหม่แบบพหุมิติ เครื่องมือที่ใช้ คือ มาตรประมาณค่า ส่วน งานวิจัยในประเทศไทย ได้แก่ สุภา พนัสบดี ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและ พฤติกรรมการเปิดรับกับการรู้ เท่าทันสื่อ : กรณีศึกษารายการการ์ตูนโทรทัศน์ของนักเรียนชั้น 4 มัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้เครื่องมือ คือแบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่าง (สุภา พนัสบดี, 2556) ขนิษฐา จิตแสง ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคล และกลุ่มบุคคลกับทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่นโดยใช้ เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม (ขนิษฐา จิตแสง, 2557) เสาวนีย์ ฉัตรแก้ว ศึกษากระบวนการส่งเสริม ทักษะการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนผ่านกรณีศึกษาโครงการ Idea Idol เท่าทันสื่อ โดยใช้เครื่องมือใน การเก็บข้อมูลคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร (เสาวนีย์ ฉัตรแก้ว, 2556) ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วง ได้พัฒนาแบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยใช้เครื่องมือแบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 แบบประเมินมาตรประมาณค่า 5 ระดบั และ ชุดที่ 2 คือ ข้อสอบสถานการณ์ ที่มกีารตรวจคะแนนแบบทวิวิภาค คือ มีค่าคะแนนเป็น แบบ 0 กับ 1 (ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วง, 2559) อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ และคณะได้ ศึกษาการรู้เท่าทันสื่อ : ประโยชน์และการน าไปใช้ กรณีศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งโดย ใช้เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปลายเปิด (อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ และคณะ, 2559) อัษฎา พลอยโสภณ และ มฤษฎ์ แก้วจินดา ได้ศึกษาสภาวการณ์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อพัฒนาการความ ฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่น (อายุระหว่าง 15-17 ปี) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม (อัษฎา พลอยโสภณ และ มฤษฎ์ แก้วจินดา , 2559) และ ณัฐ กานต์ ภาคพรต และ ณมน จีรังสุวรรณ ได้เปรียบเทียบทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และไอซีทีส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการประเมินตามสภาพจริงกับความคาดหวังในศตวรรษท่ี 21 โดย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสัมภาษณ์ (ณัฐกานต์ ภาคพรต และ ณมน จีรังสุวรรณ, 2557) จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้เครื่องมือในการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนใหญ่จะเป็น เครื่องมือแบบมาตรประมาณค่าและแบบสอบถาม และใช้การวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (Classical Test Theory : CCT) ซึ่งข้อจ ากัดของการวิเคราะห์ ข้อสอบตามแนวคิด CTT ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อค าถามรายข้อ (Item) จะพิจารณาจากค่าความยาก (p) และค่าอ านาจจ าแนก (r) เมื่อพิจารณารวมทั้งฉบับ (Test) เราจะดูจากค่าความเที่ยง (Reliability) และค่าความตรง (Validity) ซึ่งจากการพิจารณาโดยภาพรวมแล้วพบว่ายังมีจุดอ่อนอยู่หลาย ประการ คือ 1. ค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบแปรเปลี่ยนไปตามกลุ่มของผู้สอบที่แตกต่างกันในด้าน ความสามารถ (Ability) 2. การเปรียบเทียบความสามารถของผู้สอบจ ากัดอยู่ในสถานการณ์ที่ทดสอบ 3. จะไม่สามารถบอกได้ว่าผู้เข้าสอบคนหนึ่งจะท าข้อสอบได้เพียงใด เมื่อได้เผชิญกับข้อค าถามหนึ่ง ยกเว้นเมื่อได้มีการใช้ข้อสอบนั้นแล้วกับกลุ่มตัวอย่างที่ คล้ายคลึงกันกับบุคคลนั้น และ 4. การ ตรวจสอบความเที่ยงในการทดสอบไม่จ ากัดอยู่เพียงการสร้างแบบทดสอบคู่ขนาน แต่ความเที่ยงตาม แนวคิดของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบนั้นอธิบายได้ด้วยฟังก์ชันสารสนเทศของมาตรวัด (Test Information Function) (สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์, 2558) จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่า ทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น ในสังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่มัธยมศึกษา เขต 15 ( ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) โดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาคในการหาคุณภาพของแบบวัด จากการได้ศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า 5 แบบวัดส่วนใหญ่ยังเป็นแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ และแบบวัดเชิงสถานการณ์แบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก ที่มีการตรวจหาค่าคะแนนแบบทวิวิภาค คือการก าหนดคะแนนที่ออกมาเป็น 0 กับ 1 และวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดบนพ้ืนฐานทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมี ความสนใจที่จะพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในรูปแบบแบบทดสอบเชิงสถานการณ์แบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก ที่ก าหนดค่าคะแนนทุกรายตัวเลือก โดยประยุกต์ใช้การวิเคราะห์คุณภาพของ เครื่องมือวัดตามแนวคิดของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า หรือ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) โดยใช้ Graded - Response Model ในการวิเคราะห์ข้อค าถามที่มีรายการค าตอบแบบมาตรเรียงล าดับ และมีรายการค าตอบที่เท่ากัน เพ่ือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อที่มีการ ประยุกต์การพัฒนาแบบวัดและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous IRT) โดย เลือกใช้ Graded - Response Model การวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค จะท าให้ค่าพารามิเตอร์ที่ได้มีลักษณะไม่แปรเปลี่ยน (Invariance) ทั้งความไม่แปรเปลี่ยนของ ค่าประมาณความสามารถและความไม่แปรเปลี่ยนของค่าประมาณพารามิเตอร์ของแบบวัด จึงท าให้ การเลือกข้อค าถามแต่ละข้อ เพ่ือสร้างชุดข้อค าถามเป็นแบบวัด กระท าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปริมาณสารสนเทศที่ได้จากข้อค าถาม เมื่อน ามารวมกัน เป็นสารสนเทศของแบบวัดจะ สะท้อนความถูกต้อง แม่นย าของการประมาณค่าความสามารถ (θ) จึงท าให้ได้หลักประกันการพัฒนา แบบวัด เพ่ือให้ได้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบแบบพหุวิภาค ตามเป้าหมายที่สนองต่อการน าไปใช้วัดการรู้เท่าทันสื่อ อย่างมีประสิทธิผลและ ประสิทธิภาพ ส าหรับการน าไปใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น หรือเพ่ือศึกษาวิจัยในด้านนี้ต่อไป นอกจากนี้ผลการศึกษาสามารถน าไปเป็น แนวทางในการพัฒนาแบบวัดด้านอ่ืน ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานความรู้ในศาสตร์ชั้นสูง ทางด้านจิตวิทยาและการวัดผล ได้อย่างลงตัวท าให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาการให้ เจริญก้าวหน้าต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพ่ือสร้างแบบวัดทักษะการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น 2. เพ่ือหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 3. เพ่ือสร้างเกณฑ์ปกติ ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 6 ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ได้ก าหนดขอบเขตของการวิจัยไว้ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค เป็นแบบวัดเชิง สถานการณ์แบบ 4 ตัวเลือก โดยขอบเขตการพัฒนาเครื่องมือตามโมเดลที่สังเคราะห์ตามนิยามทักษะ ที่ 21 ของ ภาคีเพ่ือศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills, 2011) ซึ่งผู้วิจัยได้น า เฉพาะทักษะการรู้เท่าทันสื่อแห่งศตวรรษท่ี 21 Center for Media Literacy (2008) เป็นนิยามหลัก ในการพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 และการสังเคราะห์องค์ประกอบจากการวิจัยที่ ศึกษา ดังนี้ 1) ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 2) ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) 3) ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) 4) ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) และ 5) ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น รวม 60 ข้อค าถาม จ านวน 1 ฉบับ 2. ขอบเขตด้านการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัด การหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยหาความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) อ านาจจ าแนก (Discrimination) ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างและข้อตกลงเบื้องต้นของความ เป็นเอกมิติ (Unidimensional) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และประยุกต์ใช้ทฤษฎี การตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค โดยเลือกใช้โมเดล GRM (Grade-Responses Model) ในการ วิเคราะห์ค่าความยาก อ านาจจ าแนก สารสนเทศของข้อค าถามและแบบวัด เมื่อได้แบบวัดที่มีค่าการ วิเคราะห์ที่สมบูรณ์แล้วมาค านวณหาเกณฑ์ปกติ (Norm) โดยใช้การค านวณค่าคะแนนทีปกติ (Normalized T – Score) 3. ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ใน สังกัด ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 จ านวน 46 โรง 15,101 คน (อ้างอิงจาก ข้อมูล สารสนเทศ ปีการศึกษา 2560 สพม.15) นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 หมายถึง ชุดเครื่องมือที่ใช้วัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิง สถานการณ์แบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก ในแต่ละข้อมีค าตอบทุกตัวเลือกที่มีค่าคะแนนที่ต่างกัน เกณฑ์การให้คะแนนคือ 1, 2, 3 และ 4 โดยใช้เกณฑ์คะแนนรูบริค (Rubic) ในการก าหนดค่าคะแนน ของแต่ละตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ 7 2. ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ รับรู้และเข้าใจ ความหมายของสื่อที่หลากหลายรูปแบบโดยไม่ได้จ ากัดอยู่ที่สื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยกข้อเท็จจริง ให้เหตุผลเชิงสนับสนุนผลดี ผลเสีย ของสื่อ ประเมินสื่อใน ลักษณะ ต่าง ๆ ได้ จนสามารถออกแบบ น าเสนอสื่อ และวิพากษ์วิจารณ์สื่ออย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการสร้างและตอบโต้สื่อบนพ้ืนฐานของคุณธรรม จริยธรรม และความเป็น ประชาธิปไตย ซึ่งผู้วิจัยได้น าเฉพาะทักษะการรู้เท่าทันสื่อแห่งศตวรรษที่ 21 Center for Media Literacy (2008) เป็นนิยามหลัก จ าแนกได้ 5 องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 2.1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) หมายถึง ความสามารถในการใช้สื่อ อย่างหลากหลาย รวดเร็ว และเต็มความสามารถ เข้าใจความหมายของเนื้อหา สัญลักษณ์ เลือกกรอง ข้อมูลและใช้ประโยชน์จากสื่อได้ตรงกับวัตถุประสงค์ท่ีตนเองต้องการ 2.2 ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) หมายถึง ความสามารถในการ แยกแยะ ข้อเท็จจริงของสื่อ การโน้มน้าว การเสนอสื่อเกินจริง ข้อดี ข้อเสีย และค านึงถึงผลกระทบที่ มีต่อตนเองและผู้อ่ืนที่เกิดจากสื่อ เข้าใจวัตถุประสงค์ของสื่อทั้งทางตรงและวัตถุประสงค์แฝงใน รูปแบบต่าง ๆ จากสื่อที่หลากหลาย และสามารถให้เหตุผลสนับสนุนอย่างสมเหตุสมผล 2.3 ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) หมายถึง ความสามารถในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับสื่อ เชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข่าวสารจากสื่อ โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ที่ สร้างสรรค์ท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อ่ืน ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของ สารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบนพ้ืนฐานของประสบการณ์เดิมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และหลักการ ประชาธิปไตย 2.4 ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) หมายถึง ความสามารถที่ แสดงออกถึงการออกแบบ วางแผน การน าเสนอข้อมูลสารเทศ องค์ความรู้ ความคิดเห็นของตนผ่าน สื่อ ที่เลือกอย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม ตรงไปตรงมา ตรงตามวัตถุประสงค์ของตน ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขและเผยแพร่สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5 ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) หมายถึง ความสามารถ เกี่ยวกับการแสดงออกถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ ประโยชน์จากสื่อของผู้อ่ืนเพ่ือน าไปสู่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็น ประโยชน์ต่อสังคม การเปิดเผยการแสดงความคิดเห็นบนพ้ืนฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลอ่ืนเข้ามามีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของตนอย่างเหมาะสม 3. ทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous IRT Model) หมายถึง ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) ที่มีฟังก์ชั่นในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความ น่าจะเป็นของการเลือกรายการค าตอบกับคุณลักษณะภายในของค าตอบ และรายการค าตอบ โดยใช้ โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า (Polytomous IRT Model) โดย เลือกใช้ โมเดล Modified Grade - Response Model (M-GRM) ในการวิเคราะห์คุณภาพของ แบบวัด อธิบายได้ด้วยความชันร่วมของข้อค าถาม 1 ค่า (Common item slope parameter, α𝑖 ) และค่า Threshold parameters (βij) ของแต่ละรายการ ซึ่งแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ค่าความยาก 8 ของข้อ (Item location parameter, bi) และชุดของ Threshold parameters ส าหรับรายการ ค าตอบทั้งฉบับ (cj) 4. คุณภาพของแบบวัด หมายถึง คุณลักษณะของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่มีลักษณะเป็นข้อค าถามเชิงสถานการณ์ แบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก ซึ่งประกอบด้วย 4.1 คุณภาพของแบบวัดตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CCT) 4.1.1 ความตรง หมายถึง การตรวจสอบคุณภาพด้วยความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) ที่การพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 9 ท่าน ว่าข้อค าถามแต่ละข้อที่วัดได้ตรงตาม นิยามพฤติกรรมบ่งชี้ที่นิยมไว้หรือไม่ โดยหาดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of item objective congruence) ที่มีค่า .60 ขึ้นไป 4.1.2 อ านาจจ าแนก หมายถึง การน าผลการ try out ครั้งที่ 1 มาหาค่า อ านาจจ าแนกด้วยวิธีทดสอบ t-test แบบ เทคนิค 25% หลังจากนั้นวิเคราะห์ t-test ที่ระดับความ เที่ยงร้อยละ 95 ข้อที่มีค่า P-value < 0.05 ถือว่ามีอ านาจจ าแนกอยู่ในเกณฑ์ และผ่านการคัดเลือก 4.2 คุณภาพของแบบวัดตามทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous IRT Model) 4.2.1 การตรวจสอบความเป็นเอกมิติ หมายถึง การตรวจสอบความเป็น เอกมิติซึ่งเป็นข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) ซึ่งวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory factor analysis) ด้วยโปรแกรม LISREL for windows 8.72 โดยพิจารณาค่าดัชนีที่นิยมใช้ตรวจสอบความกลมกลืน (Fit Model) ดังนี้ 1) ค่าสถิติไคสแควร์ (𝜒2) ควรไม่มีนัยส าคัญ 2) ค่า 𝜒2/df ไม่ควรเกิน 2 3) ค่า RMSEA และ Standardize RMR ต่ ากว่า 0.05 4) ค่า Largest Standardize Residual ไม่เกิน 2 5) Q-Plot มีความชันมากกว่าเส้นในแนว ทแยง และ 6) ค่า CFI, GFI, AGFI, มีค่าตั้งแต่ 0.90-1.00 4.2.2 อ านาจจ าแนก หมายถึง การวิ เคราะห์ผลด้วยโปรแกรม MUTILOG 7.03 โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) โดยพิจารณาจากค่าพารามิเตอร์ความ ชันร่วม (α) ตามเกณฑ์ดังนี้ 0.01 - .34 ค่าอ านาจจ าแนกต่ ามาก 0.35 - .64 ค่าอ านาจจ าแนกต่ า 0.65 – 1.34 ค่าอ านาจจ าแนกปานกลาง 1.35 – 1.69 ค่าอ านาจจ าแนกสูง 1.70 –ขึ้นไป ค่าอ านาจจ าแนกสูงมาก 4.2.3 ความยาก หมายถึง คุณสมบัติของข้อค าถามที่บ่งบอกระดับการ รู้เท่าทันสื่อได้ตรงกับทักษะที่แท้จริงของผู้ตอบแบบวัด ที่ท าให้มีโอกาสตอบตัวเลือกที่มีคะแนนสูง พิจารณาจากค่าพารามิเตอร์ Threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (β) โดยพิจารณาจาก ค่าพารามิเตอร์ (β) และค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถาม (β1) (β2) และ (β3) เรียงล าดับจากน้อยไป มาก จะแสดงว่า ผู้ที่มีคุณลักษณะ θ สูงหรือผู้ที่มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อในระดับสูง มีโอกาสที่จะเลือก รายการค าตอบที่มีค่าคะแนนระดับ 4 มากกว่ารายการค าตอบระดับ 1,2 และ 3 9 4.2.4 ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม (Item Information Function: IIF) หมายถึง ค่าที่แสดงถึงสารสนเทศของข้อค าถามเป็นดัชนีผสมที่สร้างจากดัชนีคุณลักษณะของข้อ ค าถามหลายลักษณะ ประกอบด้วย ค่าพารามิเตอร์ความยาก (bi) ค่าพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก (ai) และค่าความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ เพ่ือบ่งชี้คุณภาพของข้อค าถาม ของแบบวัดทักษะการรู้เท่า ทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ซึ่งค่าสารสนเทศของข้อค าถามจะสูงขึ้น เมื่อผู้ตอบแบบวัดมีระดับทักษะการ รู้เท่าทันสื่อ (θ) ใกล้กับค่าพารามิเตอร์ความยาก (bi) ของแบบวัด และค่าสารสนเทศของข้อค าถาม จะมีค่าสูงขึ้น เมื่อค่าพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก (a) ของข้อค าถามมีค่ามากข้ึน 4.2.5 ฟังก์ชั่นสารสนเทศของแบบวัด (Test Information Function: TIF) หมายถึง ค่าที่แสดงถึง สารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อรวมเข้าด้วยกันทั้งฉบับ ณ ต าแหน่ง (θ) เป็นผลมาจากการประมาณค่าคุณลักษณะการรู้เท่าทันสื่อภายในของผู้ตอบแบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 จากการตอบข้อค าถามทั้งฉบับ ค่านี้แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการ ประมาณค่าความสามารถจริง (θ) ของแบบวัดทั้งฉบับว่ามีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นโค้งสารสนเทศของ แบบวัดจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความถูกต้องแม่นย าของทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่ประมาณได้ 5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 สังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. ผลการวิจัยในครั้งนี้ ท าให้ได้เครื่องมือในการประเมินทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค เพ่ือน าผลที่ได้ไปใช้ในการหาแนวทางในการป้องกันปัญหาที่เกิดจากสื่อ และส่งเสริมเยาวชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นทักษะที่ส าคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ 2. แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค มีคุณภาพตามมาตรฐานทั้งรายข้อ และราย ฉบับ เมื่อน ามารวมกันจะเป็นสารสนเทศของแบบวัดที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ว่าจะได้แบบวัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่สนองต่อการน าไปใช้ที่ให้ผลที่แม่นย าตามท่ีต้องการ 10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ในครั้งนี้ ผู้วิจัย ด าเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัย ที่เก่ียวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. ทักษะในศตวรรษที่ 21 2. การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) 3. การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 4. การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดโดยประยุกต์ทฤษฏีตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค 5. ทฤษฏีตอบสนองข้อสอบ และทฤษฏีตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Research Framework) รายละเอียดของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นดังนี้ 1. ทักษะในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ปี 2002 หรือปี พ.ศ.2545 “ภาคีพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 หรือ P21 (The Partnership for 21st Century Learning)” ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของผู้น าทางการศึกษา จากสหรัฐอเมริกาและบริษัทชั้นน าของโลก อาทิ ไมโครซอฟต์, แอปเปิล, เดล, ไทม์วอร์เนอร์ ฯลฯ ได้ เล็งเห็นความส าคัญของทักษะใหม่ส าหรับการเรียนรู้ของเยาวชนในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งการศึกษาใน ศตวรรษท่ี 21 เป็นช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.2001 ถึง ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2544 ถึง พ.ศ.2643 ที่โลกได้ ถูกหลอมรวมกันมากขึ้น ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดย P21 ได้น าเสนอกรอบ ความคิดเรื่องทักษะการเรียนรู้ที่จ าเป็นส าหรับเยาวชนหรือผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพ่ือใช้ทักษะ เหล่านี้ในการด าเนินชีวิตและการท างานได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด (นิตยสารส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย , 2559) ซึ่งภาคีเพ่ือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ก าหนด กรอบแนวคิดของ P21 ส าหรับการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 ได้รับการพัฒนาโดยได้รับความร่วมมือ จากครูผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและผู้น าทางธุรกิจเพ่ือก าหนดและแสดงทักษะและความรู้ที่ผู้เรียน ต้องการในชีวิตการท างานและการเป็นพลเมืองรวมทั้งระบบสนับสนุนที่จ าเป็นส าหรับผลการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ไว้ประกอบด้วย 1) วิชาแกน และเนื้อหาส าหรับศตวรรษที่ 21 (Core subject and 21st Century Themes) 2) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และ เทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) และ 4) ทักษะชีวิตและอาชีพ (Life and Career Skills) โดยผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 จะต้องมีทักษะที่จ าเป็นในเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 เพ่ือให้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นความสามารถพิเศษที่ผู้เรียนจะต้อง 11 พัฒนาเพ่ือให้สามารถเตรียมตัวส าหรับความท้าทายในการท างานและการด ารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นความสามารถที่ผู้เรียนจะต้องพัฒนา และเตรียมตัวเพ่ือให้เท่ากันกับ ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง และคาดไม่ถึงอย่างมีประสิทธิภาพ (วิจารณ์ พานิช, 2555) “ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21” (21st Century skills) จึงเป็นทักษะที่จ าเป็น โดยมีเป้าหมายเพ่ือสร้างคน ให้มีคุณภาพ มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ สามารถท างานและใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพและมี ศักยภาพในสังคม ทั้งนี้ องค์ประกอบประกอบในด้านต่าง ๆ ที่ควรเกิดขึ้นในผู้เรียนจากการจัด การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดเพ่ือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มา : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Framework_for_21st_Century_Learning.jpg 1. ความรู้ ในวิชาหลักและเนื้ อหาประเด็นที่ส าคัญส าหรับศตวรรษที่ 21 (Core Subjects and 21st Century Themes) ได้แก่ ภาษาอังกฤษ การอ่าน ศิลปะในการใช้ภาษา ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และการปกครอง ซึ่งควรครอบคลุมเนื้อหาในสาขาใหม่ๆ ที่มีความส าคัญต่อการท างาน และชุมชน แต่สถาบันการศึกษาไม่ได้ให้ความส าคัญ ได้แก่ จิตส านึกต่อโลก ความรู้พ้ืนฐานด้าน การเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ความรู้พ้ืนฐานด้านพลเมือง และความตระหนัก ในสุขภาพและสวัสดิภาพ 2. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) ได้แก่ 2.1) ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ซึ่งครอบคลุมไปถึง การคิด แบบสร้างสรรค์ การท างานอย่าสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อ่ืน และการน าความคิดนั้นไปใช้อย่างสร้างสรรค์ รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิดเพ่ือการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดเพ่ือการเรียนรู้ในศตวร ษที่ 21 12 2.2) การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) หมายความ รวมถึงการ คิดอย่างมีเหตุผล การคิดเชิงระบบ การคิดตัดสินใจและการคิดแก้ปัญหา และ 2.3) การสื่อสารและการร่วมมือ (Communication and Collaboration) ซึ่งเน้นการสื่อสารโดยใช้ สื่อรูปแบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจน และการท างานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีประสิทธิภาพ 3 ทักษะด้ านสารสน เทศ สื่ อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) ซึ่งในศตวรรษที่ 21 นี้ นับได้ว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก ดังนั้น ผู้เรียนจึงควรมีทักษะดังต่อไปนี้ คือ 3.1 การรู้เท่าทันสารสนเทศ (Information Literacy) 3.2 การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) 3.3 การรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT Information, Communications & Technology Literacy) 4 ทักษะชีวิตและการท างาน (Life and Career Skills) ในการด ารงชีวิตและในการ ท างานนั้นไม่เพียงต้องการคนที่มีความรู้ ความสามารถในเนื้อหาความรู้ หรือทักษะการคิดเท่านั้น หากแต่ยงัต้องการผู้ที่สามารถในบริบทที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอีกด้วย ทักษะที่จ าเป็น ได้แก่ 4.1 ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) 4.2 ความคิดริเริ่มและการชี้น าตนเอง (Initiative and Self Direction) 4.3 ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross- Cultural Skills) 4.4 การเพิ่มผลผลิตและการรู้รับผิด (Productivity and Accountability) 4.5 ความเป็นผู้น าและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ยังได้กล่าวถึงทักษะใน ศตวรรษท่ี 21 ในการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน ว่า “ขอให้อาชีวศึกษา ทุกแห่งผลิตคนที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติ 3R และ 8C ดังนี้ 3R ประกอบด้วย Reading การอ่าน ออก, (W)Riting การเขียนได้ และ (A)Rithemetics การคิดเลขเป็น ส่วน 8C ประกอบด้วย Critical Thinking and Problem Solving คิดอย่างมีวิจารณญาณ และมีทักษะในการแก้ปัญหา ,Creativity and Innovation มีทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม , Collaboration, Teamwork and Leadership ทักษะการท างานเป็นทีม, Computing and ICT Literacy มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , Cross-cultural Understanding มีทักษะด้านความเข้า ใจความต่างวัฒนธรรม, Communications, Information, and Media Literacy มีทักษะด้านการ สื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ,Career and Learning Skills มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้ และ Compassion ความมีเมตตา วินัยคุณธรรม และจริยธรรม (มติชนออนไลน์ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2559 - 17:16 น.) 13 ปกรณ์ ประจัญบาน และ อนุชา กอนพ่วง (2559) ได้กล่าวว่า “ทักษะในศตวรรษ ที่ 21 หมายถึง ความสามารถพิเศษที่เด็กจะต้องพัฒนาเพ่ือให้สามารถเตรียมตัวส าหรับความท้าทาย ในการท างานและการด ารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 หรือเป็นทักษะที่นักเรียนพึงมีเพ่ือให้ส าเร็จในการ เรียน การท างาน และการด ารงชีวิต ซึ่งทักษะดังกล่าวนี้เป็นทักษะที่นักเรียนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพ่ือเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง และคาดไม่ถึงอย่างมีประสิทธิภาพ” น้ าทิพย์ องอาจวาณิชย์ (2556) ได้กล่ าวถึ งทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ว่ า “คือ คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลที่นอกเหนือจากความรู้ในวิชาเรียน ที่จะท าให้นักเรียน ประสบความส าเร็จในการท างานและด ารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21” Center for Media Literacy (2008) ระบุว่า ทักษะด้านการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21ประกอบด้วย ความสามารถด้านการ เข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน การมีส่วนร่วม และสร้างสรรค์ สื่อ ในรูปแบบต่าง ๆ อันได้แก่ ในรูปสิ่งพิมพ์กราฟฟิค แอนิเมชั่น ออดิโอ วิดีโอ เกม มัลติมีเดีย เว็บไซต์ และอ่ืน ๆ วิจารณ์ พานิช (2555) ได้กล่าวถึงทักษะการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ว่า “เป็นทักษะสองทางคือ ด้านรับสารจากสื่อ และด้านสื่อสารออกไปยังผู้อื่นหรือสาธารณะหรือโลกในวง กว้าง เนื่องจากยุคนี้เป็นยุค media 2.0 - 3.0 คนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความสามารถใช้เครื่องมือ สร้างสื่อ และสื่อสารออกไปได้หลากหลายทาง เช่น วิดีโอ (video) ออดิโอ (audio),พอดคาส์ท (podcast) เว็บไซต์ (website) เป็นต้น” นอกจากนี้ ชุติมา สัจจานันท์, 2556 ได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องของการรู้เท่าทันสื่อ กับการรู้สารสนเทศว่า เป็นการบูรณาการความรู้ ความสามารถและทักษะหลายด้านทั้งความรู้ ความสามารถหรือทักษะแบบดั้งเดิม คือ การอ่านออกเขียนได้ (traditional literacy), การรู้ คอมพิวเตอร์ขั้นพ้ืนฐาน (computer literacy), การค านวณ (numerical literacy), การรู้เท่าทันสื่อ (media literacy),การรู้เรื่องเครือข่าย (network literacy),การรู้เรื่องทัศนภาพ (visual literacy), การรู้วัฒนธรรม (cultural literacy)และการสอนเรื่องห้องสมุด (library instruction) (ชุติมา สัจ จานันท์, 2556) โดยสอดคล้องกับ Secker, J., & Coonan, E. (2013). ที่ได้ก าหนดกรอบของการ รู้เท่าทันสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งสอดคล้องกับ Secker, J., & Coonan, E. (2013) ได้อธิบายกรอบการรู้เท่าทันสารสนเทศไว้ในหนังสือ “Rethinking Information Literacy” ซึ่งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสารสนเทศ (Information Literacy) สามารถอธิบายความสัมพันธ์ ดังภาพที่ 2 14 ที่มา : Secker, J., & Coonan, E. (2013). Rethinking Information Literacy: A Practical Framework for Supporting Learning (1st ed., p. 22). London, United Kingdom: Facet Publishing. ยูเนสโกน าแนวคิดใหม่ของ MIL มาใช้ในยุทธศาสตร์ของตน แนวคิดที่เกี่ยวข้องกัน เช่น การรู้เท่าทันเกี่ยวกับสื่อ ICT และการรู้เท่าทันดิจิทัลและด้านอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้แนวคิด แบบร่ม องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ซึ่งมีการรู้เท่าทัน ICT และการรู้เท่าทัน ดิจิตอลเป็นส่วนเสริมและรวมอยู่ในแนวคิดผสม ในเวลาเดียวกันยูเนสโกยอมรับว่าประเภทดังกล่าว ของการรู้เท่าทันมีความอิสระ และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังภาพที่ 3 (UNESCO,2013) ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดการรู้เท่าทันสารสนเทศที่เก่ียวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อ 15 ภาพที่ 3 แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (UNESCO,2013) จะเห็นได้ว่า จากการศึกษาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การรู้เท่าทันสื่อ เป็นทักษะที่ สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดตามองค์ประกอบของ การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (Media and Information Literacy) ส าหรับการวิจัยในครั้งนี้ โดย ผู้วิจัยได้ยึดหลักตามแนวคิดของยูเนสโก เนื่องจากมีการแยกส่วนของทักษะการรู้เท่าทันสื่อได้ชัดเจน โดยผู้วิจัยขอน าเสนอเฉพาะประเด็นการรู้เท่าทันสื่อ เท่านั้น 2. การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 17 ในประเทศเยอรมนี และ จากการประชุมระดับโลกว่าด้วยการรู้เท่าทันสื่อของยูเนสโก ณ กรุง Grundwald ประเทศเยอรมนี และได้มีการร่างค าประกาศว่าด้วยสื่อมวลชนศึกษา เพ่ือส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้สอนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย และพัฒนาหลักสูตรการฝึกส าหรับครูและสื่อกลางเพ่ือเพ่ิมความ เข้าเกี่ยวกับสื่อแก่ครูผู้สอน ส่งเสริมการวิจัยและกิจกรรมพัฒนาประโยชน์ของสื่อมวลชนศึกษา สื่อ หลายประเทศมีความตื่นตัวด้านการศึกษาเพ่ือสร้างความรู้เท่าทันสื่อ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา อังกฤษ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สก๊อตแลนด์ และสวีเดน ได้มีการก าหนดโครงการรู้เท่าทันสื่อ เป็นหลักสูตรการศึกษาของประเทศ (ปกรณ์ ประจัญบาน และ อนุชา กอนพ่วง,2559) ส่วนในประเทศ ไทยได้มีการขับเคลื่อนกระบวนการรู้เท่าทันสื่อมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี (พรทิพย์ เย็นจะบก, 2552) โดยแสดงให้เห็นในผลงานและเอกสารต่างๆ อาทิ การรู้เท่าทันสื่อเพ่ือสุขภาพ (Media Literacy for Health) แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) เพ่ือสนับสนุนกิจกรรม 16 ส่งเสริมเยาวชนรู้เท่าทันอ านาจสื่อ โดยการสนับสนุนของส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) โดยมีนักวิชาการได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ ดังนี้ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (2560) ได้ระบุแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อไว้ว่า “รู้ทันสื่อ” เป็นทักษะและความสามารถในการ “ใช้สื่ออย่างรู้ตัว ใช้สื่ออย่างตื่นตัว สร้างสรรค์สื่อได้” โดยสามารถ เข้าถึงสื่อที่หลากหลาย วิเคราะห์ประเมินคุณภาพ คุณค่า ความน่าเชื่อถือ ผลกระทบของ สื่อได้ กลั่นกรอง เลือกสรร ใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ร้องเรียนให้มีการแก้ไขเมื่อได้รับ ผลกระทบโดยตรง อัษฎา พลอยโสภณ และ มฤษฎ์ แก้วจินดา (2559) ได้ให้กล่าวถึงความหมายของ การรู้เท่าทันสื่อว่า “การที่บุคคลมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Access) ที่ตนต้องการ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analyze) วิพากษ์ (Critical) มีความสามารถในการท าความ เข้าใจ ตีความเนื้อหาสาร (Understand) ประเมินสาร (Evaluate) และสามารถสร้างสรรค์/ผลิต (Create/produce) สารในรูปแบบต่างๆ ภายใต้บริบทที่หลากหลาย” นิธิดา วิวัฒน์พาณิชย์ (2558 : 211) ได้กล่าวว่า การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์เป็น ความสามารถที่ผู้ใช้สื่อแสดงออกถึงความตระหนักต่อผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเข้าใจ ในสิ่งที่ถูกน าเสนอผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ สามารถวิเคราะห์ตีความเนื้อหาสาระที่แฝงอยู่ในสาร สามารถประเมินคุณค่าสารในสื่อสังคมออนไลน์ สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคมตลอดจนสามารถน าเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลในมิติผู้สร้างสรรค์เนื้อหาให้ปรากฏในสื่อ สังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วง (2558) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทัน สื่อว่า ความรู้ความเข้าใจต่อสื่อ สามารถตีความเนื้อสารที่สื่อน าเสนออย่างชัดเจนตรงไปตรงมาและ ตีความจากความหมายแอบแฝงได้ พร้อมทั้งเข้าใจถึงกระบวนการผลิตสื่อ ผลผลิต อิทธิพลและ ผลกระทบของสื่อ มีความสามารถในการวิเคราะห์และโต้ตอบสื่อ รวมไปถึงความสามารถในการผลิต และเผยแพร่สื่อเพ่ือจุดมุ่งหมายเฉพาะ รวมถึงการตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดการเปิดรับสื่อ ตลอดจนสามารถเลือกเปิดรับเนื้อหาสื่อที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงเนื้อหาไม่พึงประสงค์จากสื่ อที่ น าเสนอได้ ขนิษฐา จิตแสง (2557) ได้กล่าวว่า “การรู้เท่าทันสื่อ คือ การพัฒนาและเสริมสร้าง เยาวชนให้มีทักษะในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากสารสนเทศบนสื่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงไม่ได้เป็นเพียง “ภูมิคุ้มกัน” ที่จะปกป้องเยาวชนจากภัยร้ายที่แฝง มากับสื่อและ เทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ แต่ยังเป็น “ภูมิรู้” ที่เสริมสร้างเยาวชนให้เป็นผู้รับสารที่มีความ เท่าทัน มีวิจารณญาณในการเปิดรับ และเลือกใช้ประโยชน์จากสื่ออินเทอร์เน็ต” เทอดศักดิ์ ไม้เท้าทอง (2557) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ โดยสรุปว่า การรู้เท่าทันสื่อเป็นทักษะหนึ่งที่มีความส าคัญส าหรับการด าเนินชีวิตประจ าวันของประชาชนใน ศตวรรษท่ี 21 สามารถวิเคราะห์และประเมินเนื้อหาของสื่อได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ ทั้งต่อตนเอง ชุมชนและสังคม 17 น้ าทิพย์ องอาจวาณิชย์ (2556) ได้กล่าวว่า “การรู้เท่าทันสื่อ คือพฤติกรรมที่แสดง ถึงความสามารถในการวิเคราะห์ ตีความ ประเมินสื่อ และสิ่งที่ได้รับจากสื่อโดยไม่ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลของสื่อและรู้จักเลือกรับและใช้สื่อได้อย่างมีวิจารณญาณ” ส านักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ส านักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (บส.) (2556) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ ว่า "รู้เท่าทันสื่อ" คือ ทักษะ หรือความสามารถในการ "ใช้สื่ออย่างรู้ตัว" และ "ใช้สื่ออย่างตื่นตัว" ค าว่า "การใช้สื่ออย่างรู้ตัว" สามารถอธิบายหรือขยายความ ได้ว่า สามารถตีความ วิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาสาระของสื่อ สามารถโต้ตอบกับมันได้อย่างมีสติและ รู้ตัวสามารถตั้งค าถามว่าสื่อสร้างขึ้นได้อย่างไร เช่น ใครเป็นเจ้าของสื่อ ใครผลิต และผลิตภายใต้ ข้อจ ากัดใด ควรเชื่อหรือไม่ หรือมีค่านิยมความเชื่ออะไรที่แฝงมากับสื่อนั้น พวกท่ีผลิตสื่อหวังผลอะไร จากเรา ค าว่า "การใช้สื่ออย่างตื่นตัว" สามารถอธิบายหรือขยายความได้ว่า แทนที่เราจะเป็นฝ่ายตั้งรับ อย่างเดียว เราก็จะต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง โดยการแสวงหาข้อมูลเพ่ิมเติม เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เข้าถึงสื่อที่หลากหลายและมีคุณภาพสามารถใช้สื่อให้เกิดประโยชน์มีส่วนร่วมที่พัฒนาสื่อต่างๆ ให้ดี ขึ้น เช่น ท้วงติงหรือร้องเรียนเมื่อพบสื่อที่ไม่เหมาะสม เรียกร้องสิทธิในฐานะเป็นผู้บริโภคสื่อ ฯลฯ อุษา บิ้กกิ้นส์ (2554) ได้กล่าวไว้ว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” คือการสร้างความเข้าใจ เกีย่วกับบทบาทของสื่อในสังคม รวมทั้งทักษะที่ส าคัญในการสอบถามหาข้อมูลและแสดงออกซ่ึงความ คิดเห็นของประชาชนที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย การรู้เท่าทันสื่อจะต้องมีการน าไปปรับใช้ใน 4 รูปแบบ คือ เข้าถึง (access) วิเคราะห์ (analyze) ประเมิน (evaluate) และ สร้างสรรค์(create) พรทิพย์ เย็นจะบก (2552) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ ในคู่มือการเรียน รู้เท่าทันสื่อ ว่า “การอ่านสื่อให้ออกเพ่ือพัฒนาทักษะในการเข้าถึงสื่อการวิเคราะห์สื่อ การตีความ เนื้อหาของสื่อ การประเมินค่าและเข้าใจผลกระทบของสื่อรวมถึงความสามารถใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ ได”้ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ (2551) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ คือความสามารถ ป้องกันตนเองจากการถูกจูงใจจากเนื้อหาของสื่อ การสามารถวิเคราะห์เนื้อหาของสื่ออย่างมี วิจารณญาณ เพ่ือให้สามารถควบคุมการตีความเนื้อหาของสื่อที่ดู ฟัง หรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย แทนที่จะ ให้การสื่อความหมายของสื่อเป็นไปตามเจตนาของผู้ผลิตมาควบคุม สุขใจ ประเทืองสุข เลิศ (2549) ได้กล่ าวว่ า “ความรู้ เท่ าทันสื่อ หมายถึ ง ความสามารถในการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน และสื่อสารได้ด้วยตนเอง” บุบผา เมษศรีทองค า (มปป.) ได้กล่าวไว้ว่า “การรู้เท่าทันสื่อ คือ การที่เยาวชน สามารถตีความและประเมินสื่อและเนื้อหาที่ได้รับ มีกลยุทธ์และเทคนิคของการสร้างและควบคุม เนื้อหาสื่อ เข้าใจสื่อและรู้ถึงผลกระทบของเนื้อหาว่ามีผลต่อพฤติกรรมได้อย่างไร” Aspen Media Literacy Leadership Institute (1992) ได้ให้ความหมายของการ รู้เท่าทันสื่อไว้ว่า การรู้เท่าทันสื่อ คือ ความสามารถในการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมินและสร้างสื่อใน รูปแบบต่างๆ ได้ 18 Silverblatt & Eliceiri (1997) นิยามความรู้เท่าทันสื่อว่า เป็นทักษะการคิดแบบ วิพากษ์ วิจารณ์ที่ท าให้ผู้รับสื่อสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่ได้รับผ่านสื่อมวลชน และช่วยให้ เกิดการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และตัดสินเนื้อหาของสื่อได้อย่างเป็นอิสระ Tallim (2003) ได้ให้ความหมายของ การรู้เท่าทันสื่อ ว่าเป็นความสามารถในการ พิจารณา ตัดสินและวิเคราะห์สารจากสื่อ และความสามารถในการน าทักษะการคิดแบบวิพากษ์ มาประยุกต์ใช้กับสื่อทุกรูปแบบ รวมไปถึงการตั้งค าถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสื่อ เช่น แรงจูงใจ ทุน การให้คุณค่า และความเป็นเจ้าของ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิต เนื้อหาสื่อ Thoman (2004) ได้ให้ความหมายของการรู้เท่าทันสื่อ ว่าเป็นความสามารถในการ ตีความ แปลสื่อและเข้าใจ ค าพูด สัญลักษณ์ ที่มีอยู่มากมายจากโทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ หนังสือพิมพ์ วารสาร และสื่อโฆษณาต่าง ๆ รวมไปถึงความสามารถในการตัดสินใจเลือกรับสื่อ การตั้งค าถาม การไม่หวั่นไหวต่อสื่อที่พบเจอรอบตัว Baran (2004) ให้ความหมายการรู้เท่าทันสื่อไว้ว่า เป็นความสามารถในการท าความ เข้าใจและใช้ประโยชน์จากสื่อและเนื้อหาจากสื่อได้อย่างมีคุณค่า Hobbs (2007) ได้ขยายความค านิยามการรู้เท่าทันสื่อ จากการประชุมผู้น าแห่งชาติ ว่าด้วยการรู้เท่าทันสื่อของสถาบันแอสเพ็น (Aspen Institute) ว่า การรู้เท่าทันสื่อ คือความสามารถ ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. ความสามารถในการเข้าถึงสาร (ability to access messages) หมายถึง ความสามารถในการถอดรหัสสัญลักษณ์ และสะสมค าศัพท์ที่กว้างขวาง รวมถึงความสามารถในการใช้ เครื่องมือเทคโนโลยี ทักษะการเข้าถึงมักถูกเรียกว่า การรู้ทันข้อมูลข่าวสาร (Information literacy) 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์สาร (ability to analyze messages) หมายถึง ทักษะความเข้าใจแบบตีความ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการใช้การแบ่งแยกประเภทแนวคิด หรือความคิด ตัดสินประเภทของงาน การลงความเห็นเกี่ยวกับเหตุและผล การพิจารณากลยุทธ์และ เทคนิคที่ใช้ในการสร้างงาน และการบอกจุดประสงค์มุมมองของผู้แต่ง ความสามารถในการวิเคราะห์ ระดับสูงขึ้นไปยังอาจถึงการจ าแนกบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจหรือสุนทรียะ ทักษะ ในการวิเคราะห์ขึ้นอยู่ความสามารถในการเข้าใจและใช้ความรู้เชิงความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ความสามารถในการประเมินสาร (ability to evaluate messages) หมายถึง การตัดสินเกี่ยวกับความสัมพันธ์และคุณค่า ของความหมายที่มีต่อผู้อ่าน รวมถึงการใช้ ความรู้ที่มีอยู่เดิมตีความงาน ท านายผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือบทสรุปในเชิงตรรกะ บอกค่านิยมที่อยู่ใน สารและชื่นชมต่อคุณภาพเชิงสุนทรียะของงาน ทักษะการประเมินต้องใช้ การมองโลก ความรู้ ทัศนคติและค่านิยม 4) ความสามารถในการสื่อสาร (ability to communicate messages) คือ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ได้แก่ ความสามารถที่จะเข้าใจผู้ฟังที่เรากาลังสื่อสารด้วย มีทักษะใช้ สัญลักษณ์ในการสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจับความสนใจของผู้รับสาร มีทักษะ ในการผลิตสื่อวีดีโอ 19 Potter (2014) ผู้ เ ขี ยนหนั งสื อ Media Literacy นิยามการรู้ เท่ าทั นสื่ อว่ า เป็นมุมมองของบุคคลที่ก่อร่างขึ้นจาก 3 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างความรู้ การใช้เครื่องมือและความตั้งใจ ในการเปิดรับสื่อและแปลความหมายสารในสื่อที่บุคคลเปิดรับ โดยบุคคลผู้รู้เท่าทันสื่อจะใช้โครงสร้าง ความรู้ของตัวเองในการตีความสาร ซึ่งเครื่องมือที่จ าเป็นส าหรับการสร้างความรู้ของผู้รู้เท่าทันสื่อคือ ทักษะ 7 ประการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ (Analysis) การประเมิน (Evaluation) การจ าแนก กลุ่ม (Grouping) การใช้เหตุผลแบบอุปนัย ( Induction) การใช้เหตุผลแบบนิรนัย (Deduction) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการสรุปสาระส าคัญ (Abstracting) นอกจากการนิยามความหมายของการรู้เท่าทันสื่อแล้ว สถาบันเด็กและเยาวชน (สสย.) ได้ก าหนดจุดเน้นตามช่วงวัยในการพัฒนาพลเมือง MIDL (Media Information Digital Literacy)โดยผู้วิจัยขอน าเสนอเฉพาะด้านทักษะของเด็กในช่วงอายุ (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) ที่สอดคล้องกับงานวิจัย ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงทักษะ Media Information Digital Literacy ของแต่ละช่วงวัย อายุ 6 – 12 ปี อายุ 13 – 18 ปี ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ือการสื่อสาร การเรียนรู้ และการผลิตสื่อย่างสร้างสรรค์ ทั กษะการสื บ ค้ น แล ะตร ว จสอบข้ อมู ล สารสนเทศ จับประเด็น วิเคราะห์ และแปล ความหมายจากสื่อ ทักษะการวิเคราะห์ ประโยชน์และโทษความ เป็นเหตุเป็นผล ของสารสนเทศ ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ือการสื่อสาร และการเรียนรู้ในสังคมพหุวัฒนธรรม ทักษะการคิดอย่างมีวิ จารณญาน ตีความ ประเมินคุณคุณค่าของสารสนเทศ ทักษะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ทักษะการเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งและ ลดความขัดแย้งโดยใช้สันติภาพ ซึ่งจากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ รับรู้และเข้าใจ ความหมายของสื่อที่หลากหลายรูปแบบโดยไม่ได้จ ากัด อยู่ที่สื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยกข้อเท็จจริง ให้เหตุผลเชิงสนับสนุนผลดี ผลเสีย ของสื่อ ประเมินสื่อในลักษณะต่าง ๆ ได้ จนสามารถออกแบบ น าเสนอสื่อ และวิพากษ์วิจารณ์ สื่ออย่างสร้างสรรค์ตลอดจนมีส่วนร่วมในการสร้างและตอบโต้สื่อบนพ้ืนฐานของคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นประชาธิปไตย” สอดคล้องกับ Center Media Literacy : CML ได้กล่าวถึง การรู้ เท่าทันสื่อใน เว็บไซต์ http://www.medialit.org/media-literacy-definition-and-more สรุปได้ว่า สิ่งส าคัญ คือต้องเข้าใจว่าการรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่การ "ปกป้อง" เยาวชนจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ แม้ว่าบางกลุ่มจะมี การรณรงค์ให้ครอบครัวหันมาสนใจ และควบคุมการรับสื่อของเยาวชน แต่สื่อก็ฝังแน่นอยู่ใ น สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ แม้ว่าเราจะปิดกั้นการใช้สื่อก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถ หลีกเลี่ยงการรับสื่อในปัจจุบันได้ สื่อจะไม่มีอิทธิพลต่อเยาวชน หากเยาวชนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เป็นความสามารถในการตีความหมายจากสื่อในรูปแบบสื่อต่างๆได้ เป็นการควบคุมสื่อแทนที่เยาวชน จะถูกสื่อควบคุม ท าให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านสื่อไม่ใช่การจดจ าข้อเท็จจริงหรือสถิติเกี่ยวกับสื่อ 20 แต่ควรเรียนรู้ที่จะตั้งค าถามที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่ก าลังดูอ่านหรือฟัง Len Masterman นักเขียนที่ ได้รับการยกย่องในเรื่อง Teaching the Media เรียกมันว่า "การวิจารณ์อย่างมีอิสระ” หรือ ความสามารถในการคิดถึงตัวเอง หากไม่มีความสามารถข้ันพ้ืนฐานนี้ บุคคลไม่สามารถมีศักดิ์ศรีอย่าง เต็มที่ในฐานะมนุษย์หรือการเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย ที่จะเป็นพลเมืองก็คือการเข้าใจและมี ส่วนร่วมในการอภิปรายต่อสื่อ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นทักษะที่จ าเป็นต่อเด็ก และเยาวชนจากการใช้สื่อ เพ่ือให้เด็กมีความรู้ มีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันและใช้สื่ออย่างปลอดภัยและ สร้างสรรค์ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมท่ีมีความหลากหลายได้อย่างเป็นสุข อย่างไรก็ตาม จากรายงาน Learning for the 21st Century ได้รายงานถึงทักษะที่ จ าเป็นส าหรับการท างานและใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของการ รู้เท่าทันสื่อ ไว้ 5 องค์ประกอบ (Center for Media Literacy, 2008) ดังนี้ 1) ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) เป็นทักษะที่จะช่วยให้บุคคลสามารถรวบรวม ข้อมูลที่เหมาะสมและมีประโยชน์ และสามารถท าความเข้าใจต่อความหมายของเนื้อหาจากสารที่สื่อ น าเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Center for Media Literacy, 2008) 2) ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) เป็นทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถ ตรวจสอบการออกแบบทั้งรูปแบบของเนื้อหาสาร โครงสร้างของเนื้อหาสาร และล าดับเหตุการณ์ของ เนื้อหาสาร รวมถึงสามารถใช้แนวคิดต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในการทาความ เข้าใจบริบทของเนื้อหาสารที่น าเสนอ (Center for Media Literacy, 2008) 3) ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) เป็นทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถ เชื่อมโยงเนื้อหาสารไปยังประสบการณ์ส่วนบุคคลและท าการตัดสินเกี่ยวกับความถูกต้อง คุณภาพ และความเก่ียวข้องของเนื้อหาสาร (Center for Media Literacy, 2008) 4) ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) เป็นทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถเขียน ความคิดของพวกเขาโดยใช้ข้อความ เสียง และ/หรือภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสาหรับวัตถุประสงค์ ที่แตกต่างกัน รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเพ่ือสร้างสรรค์เนื้อหาสารของตน (Center for Media Literacy, 2008) 5) ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) เป็นทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถ เข้าไปมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์ ซึ่งจะส่งผลอย่างมหาศาลในการท างานร่วมกับผู้อ่ืน (Center for Media Literacy, 2008) ในขณะที่นักวิชาการชาวไทยจ าแนกองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อที่สอดคล้องกัน ดังตารางสรุปองค์ประกอบ ดังนี้ 21 ตารางที่ 2 แสดงการสังเคราะห์องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อ คุณลักษณะหรือองค์ประกอบ ของการรู้เท่าทันสื่อ ผู้วิจัย เข ้าถึ งส ื่อ วิเค รา ะห ์สื่อ ปร ะเ มิน สื่อ ใช ้สื่อ ให ้เก ิด ปร ะโ ยช น ์ สร ้าง สร รค ์สื่อ กา รม ีส่ว นร ่วม เข ้าใ จส ื่อ ตร ะห นัก ถึง ลก ระ ทบ วิพ าก ษ์ส ื่อ กา รต อบ สน อง กา รต ั้งค าถ าม กา รแ สว งห าข ้อม ูล รว ม สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (2560)      5 อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ นพมาศ ปลัด กอง และอังคณา ศิริอ าพันธ์กุล (2559)       6 นิธิดา วิวัฒน์พาณิชย์ (2558)      5 ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอน พ่วง (2558)      5 ขนิษฐา จิตแสง (2557)   2 เทอดศักดิ์ ไม้เท้าทอง (2557)   2 น้ าทิพย์ องอาจวาณิชย์ (2556)    3 ส านักงาน (กสทช.) และ (บส.) (2556)       6 อุษา บิ้กกิ้นส์ (2554)     4 พรทิพย์ เย็นจะบก (2552)       6 สุชาดา จักรพิสุทธิ์ (2551)      5 สุขใจ ประเทืองสุขเลิศ (2549)     4 บุบผา เมษศรีทองค า (มปป.)     4 Aspen Media Literacy Leadership Institute (1992)     4 Silverblatt & Eliceiri (1997: 48)     4 Tallim (2003)   2 Thoman (2004)      5 Baran (2004)   2 Hobbs (2007)     4 Center for Media Literacy (2008)      5 Potter (2014: 20)   2 รวม 14 18 14 10 9 2 7 2 2 3 2 2 จากตารางการสังเคราะห์คุณลักษณะหรือองค์ประกอบของการรู้ เท่าทันสื่อข้างต้น องค์ประกอบหรือคุณลักษณะที่มีผู้ใช้มากกว่า 4 รายการ ได้แก่ องค์ประกอบด้านการเข้าถึง วิเคราะห์ 22 สื่อ ประเมินสื่อ ใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ สร้างสรรค์สื่อ และเข้าใจสื่อ จะเห็นได้ว่าองค์กรและ นักวิชาการได้จ าแนกองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อที่ใกล้เคียงสอดคล้องกัน และเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า ผู้วิจัยชาวไทยส่วนใหญ่จ าแนกองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อโดยใช้แนวทางจาก ต่างประเทศโดยอาจสังเคราะห์จากแนวคิดต่างๆ หลายแนวคิดเข้าด้วยกัน ท าให้ผู้วิจัยปรับรวม องค์ประกอบบางตัวเข้าด้วยกัน เนื่องจากองค์ประกอบด้านการเข้าถึง และการใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ มีความใกล้เคียงและความหมายสอดคล้องกัน ผู้วิจัยจึงเลือกใช้องค์ประกอบด้านการเข้าถึง และ องค์ประกอบเข้าใจสื่อ กับประเมินสื่อ มีความใกล้เคียงและความหมายสอดคล้องกัน ผู้วิจัยจึง เลือกใช้องค์ประกอบด้านการการประเมินสื่อ ซึ่งจะสามารถอธิบายความหมายได้ครอบคลุมกว่า ส่วน องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม มีผู้เลือกใช้เพียง 2 ราย แต่ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ทักษะการมีส่วนร่วม เป็นทักษะที่จ าเป็นและสอดคล้องกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อในปัจจุบัน และสอดคล้องกับ นิย ามการ รู้เท่าทันสื่อตามแนวคิดของ Center for Media Literacy (2008) ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการจ าแนก องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้เพราะเป็นแนวคิดที่ใหม่และมีพัฒนาการ ที่ชัดเจนมาโดยตลอดในช่วงเวลาปี ค.ศ. 2003 ถึง ค.ศ. 2008 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วน (2559) และ น้ าทิพย์ องอาจวาณิชย์ (2556) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี โดยสังเคราะห์ได้ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) หมายถึง ทักษะการเข้าถึงสื่อจึงเป็นความรู้ ความเข้าใจและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกถึงการสร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อประเภทต่างๆ อย่าง เต็มที่ รวดเร็ว สามารถรับรู้เข้าใจเนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆ ได้อย่างเต็มความสามารถ มีการ แสวงหาข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับสื่อประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป มีความสามารถในการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ พร้อมทั้งท าความเข้าใจความหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ่านเนื้อหาจากสื่อนั้นๆ และท าความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จดจ าและเข้าใจ ความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถพัฒนากลยุทธ์เพ่ือหา ต าแหน่งที่มาของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย และสามารถเลือกกรองข้อมูลประเภทต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 2. ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) หมายถึง ทักษะการวิเคราะห์เป็นความรู้ ความเข้าใจและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกถึงการบอกหรืออธิบายเพ่ือแยกแยะข้อเท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และการโน้มน้าวจูงใจจากการน าเสนอของสื่อ รวมถึง สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มีต่อตนเองและผู้อ่ืนจากการเลือกรับข้อมูลข่าวสารจาก สื่อต่างๆ และสามารถบอกหรืออธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์แฝงของสื่อใน รูปแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมครบถ้วน รวมถึงสามารถให้เหตุผลสนับสนุนได้อย่าง สมเหตุสมผล 3. ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) หมายถึง ทักษะการประเมินสื่อเป็น ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกถึงการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธ ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่บุคคลเปิดรับ และได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เพ่ือแยกแยะสารสนเทศ ที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยสามารถตีความและแปล ความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการน าเสนอ หรือแอบแฝงมาในลักษณะต่างๆ เพ่ือน าไปสู่การ 23 ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบนพ้ืนฐานของ ประสบการณ์เดิมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และหลักการประชาธิปไตย ผลจากการวิเคราะห์สื่อที่ ผ่านมาท าให้สามารถที่จะประเมินค่าคุณภาพของเนื้อหาสารที่ถูกส่งออกมาได้ว่ามีคุณค่าต่อผู้รับมาก น้อยเพียงใด สามารถน าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับในด้านใดได้บ้าง คุณค่าที่เกิดขึ้นเป็นคุณค่าที่ เกิดขึ้นทางจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกหรือมีคุณค่าทางศีลธรรม จรรยาบรรณสังคมวัฒนธรรมหรือ ประเพณีอย่างไรบ้าง สิ่งที่สื่อน าเสนอมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งหรือไม่อย่างไร การประเมินค่าที่เกิดขึ้นอาจเป็นการประเมินคุณภาพของสื่อว่าการน าเสนอของสื่อนั้นมีกระบวนการ ผลิตที่มีคุณภาพหรือไม่ เมื่อเปรียบกับสื่อประเภทเดียวกัน ความสามารถในการประเมินเนื้อหาโดย สร้างความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับประสบการณ์พร้อมเสนอความเห็นในแง่มุมของความหลากหลาย คุณภาพความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยใช้วิธีดังนี้ 3.1 ชื่นชอบ เกิดความพึงพอใจในการตีความหมายสื่อจากประเภทรายการและ รูปแบบที่หลากหลาย 3.2 สนองตอบโดยการพิมพ์หรือพูดถึงความซับซ้อนที่หลากหลายในเนื้อหาสื่อ 3.3 ประเมินคุณภาพของเนื้อหาจากเนื้อหาสื่อและรูปแบบ 3.4 ตัดสินให้คุณค่าเนื้อหาโดยพิจารณาจากหลักจริยธรรม ศาสนาและหลัก ประชาธิปไตย 4. ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) หมายถึง ทักษะที่บุคคลเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่าสื่อได้อย่างถ่องแท้แล้ว บุคคลจึงต้องเปลี่ยนบทบาท มาเป็นผู้ผลิตสื่อ ทักษะการสร้างสรรค์จึงเป็นความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกถึง การออกแบบเพ่ือน าเสนอข้อมูลสารสนเทศ องค์ความรู้ และความคิดเห็นของตนผ่านสื่อที่ผ่านการ เลือกอย่างเหมาะสมและหลากหลายรูปแบบได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่บนพ้ืนฐานของ ความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเอง มีความสามารถในการเป็นผู้ผลิตสื่อที่ผ่านการวางแผน เขียนบท และค้นคว้าข้อมูลเนื้อหาเพ่ือน ามาประกอบตามเทคโนโลยีของสื่อหรือรูปแบบของสื่อแต่ละ ประเภทได้อย่างเหมาะสม ท าให้ได้สื่อที่จะสามารถสื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของตน รวมถึงการใช้ เทคโนโลยีต่างๆ ของสื่อเพ่ือแก้ไข และเผยแพร่สารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแสดงความเห็น และเสนอแนะความคิดของตนอย่างสร้างสรรค์ในการวิพากษ์วิจารณ์ต่อข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้มน้าวจูงใจ การโฆษณาชวนเชื่อ และข้อเสนอเกินจริงที่ น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อที่ตนเองได้เปิดรับ 5. ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) หมายถึง ทักษะการมีส่วนร่วมเป็น ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของผู้อ่ืนเพ่ือน าไปสู่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะ ต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนในการวิพากษ์ และแสดง ความคิดเห็นต่อสื่อต่างๆ อย่างเปิดเผยบนพ้ืนฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม รวมถึงการเปิด โอกาสให้บุคคลอ่ืนเข้ามามีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์ จากสื่อของตนอย่างเหมาะสม 24 3. การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 การวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 เป็นการวัดทางจิตวิทยา เพ่ือท าความ เข้าใจหลักการวัดทางจิตวิทยา มาตรของการวัดและคุณสมบัติของมาตรวัดทางจิตวิทยา วิธีการสร้าง วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) โดยผู้วิจัยได้ศึกษา หลักการและทฤษฎี จากการศึกษาพบว่ามีนักวิชาการและนักวัดผลได้ศึกษาการสร้างและพัฒนา เครื่องมือ ดังนี้ 3.1 หลักการวัดทางจิตวิทยา ในการพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะบุคคลจะอาศัยหลักการวัดทางจิตวิทยา (ศิริชัย กาญจนวาสี : 2550) กล่าวถึง การวัดทางการศึกษาและจิตวิทยาเป็นการวัดคุณลักษณะภายใน ของมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง แต่มีความส าคัญและจ าเป็นต้องศึกษา เพราะการวัด คุณลักษณะภายในจะท าให้เข้าใจการเกิดพฤติกรรมภายนอกของมนุษย์ที่สามารถสังเกตได้โดยตรง อันจะน าไปสู่การท านายควบคุม และพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ การวัดคุณลักษณะภายในของมนุษย์ จ าเป็นต้องอาศัยการวัดทางอ้อมตามแนวคิดของนักวัดผลที่แสดงออกในรูปของทฤษฎีการวัด ทฤษฎี การทดสอบมาช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะภายในที่ต้องการวัดกับพฤติกรรมที่ แสดงออก ให้สอดคล้องกับการตรวจสอบความตรงเชิงทฤษฎี ที่เป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์และส่ง เสริมกระบวนการสร้ างทฤษฎี และการทดสอบทฤษฎี ต้องวิ เคราะห์ทั้ ง กระบวนการพัฒนาแบบวัด เพ่ือให้ได้หลักฐานสนับสนุนความตรงตามคุณลักษณะที่ต้องการวัดซึ่งการ วัดทางจิตวิทยาจะมีธรรมชาติของการวัด ดังนี้ 3.1.1 เป็นการวัด หรือสังเกตทางอ้อม (Indirect observation) ในการวัดต้อง อาศัยสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นซึ่งอาจใช้ค้าถามหรือข้อสอบ เพ่ือให้บุคคลตอบสนองออกมาเป็นข้อสอบ หรือค าพูด หรือพฤติกรรมที่สังเกตได้ ส าหรับน าไปแปลความหมายถึงสิ่งที่มุ่งวัดนั้น 3.1.2 การวัดหรือการสังเกตแต่ละครั้งเป็นการรวบรวมข้อมูลเพียงบางส่วน ของพฤติกรรมไม่สามารถวัดพฤติกรรมได้ทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรม ตัวอย่างที่ใช้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ต้องการวัดทั้งหมด 3.1.3 ผลที่ได้จากการวัดเป็นคุณลักษณะในเชิงสัมพันธ์ (Relative) หรือ เปรียบเทียบค่าตัวเลขที่ยังมิใช่ค่าสัมบูรณ์ในตัวเอง จึงต้องน าไปเปรียบเทียบตีความหมายกับผลการ วัดของบุคคลอื่น หรือเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนดไว้ 3.1.4 การวัดมีความคลาดเคลื่อน (error) เกิดขึ้นเสมอ การวัดจึงต้องใช้ ทฤษฎีการวัดที่ดีพัฒนาเครื่องมือที่มีคุณภาพ เพ่ือลดความคลาดเคลื่อนให้เกิดข้ึนน้อยที่สุด จากธรรมชาติของการวัดดังกล่าว การวัดคุณค่าของคุณลักษณะภายในบุคคล หรือ คุณลักษณะใด ๆ ก็ตาม ผู้วัดจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่มุ่งวัดคืออะไร และควรวัดสิ่งนั้น อย่างไร และควรแปรความหมายอย่างไร ดังกรอบแนวคิดของการวัดคุณลักษณะภายในของบุคคลที่ แสดงในภาพที่ 4 25 ภาพที่ 4 กรอบแนวคิดของการวัดคุณลักษณะภายในของบุคคล (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) 3.2 มาตรการวัดและคุณสมบัติของมาตรวัดทางจิตวิทยา มาตรของการวัด การวัดเป็นการก าหนดตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการศึกษาภายใต้ กฎเกณฑ์ท่ีแน่นอน ผู้วิจัยจ าเป็นจะต้องทราบคุณลักษณะของข้อมูลที่ถูกวัด เพ่ือใช้ในการพิจารณาว่า จะเลือกใช้วิธีการทางสถิติใดจึงจะเหมาะสม ดังนั้นจึงควรทราบว่าข้อมูลที่ถูกวัดมานั้นอยู่ในมาตรการ วัดระดับใด ซ่ึงมาตรการวัดแบ่งออกเป็น 4 ระดับคือ ระดับที่ 1 มาตรการวัดระดับนามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นระดับที่ใช้ จ าแนกความแตกต่างของสิ่งที่ต้องการวัดออกเป็นกลุ่ม ๆ โดยใช้ตัวเลข เช่น ตัวแปรเพศ แบ่งออกเป็น กลุ่มเพศชายและกลุ่มเพศหญิง ในการก าหนดตัวเลขอาจจะใช้เลข 1 แทนเพศชาย และเลข 2 แทน เพศหญิง ตัวแปรระดับการศึกษา แบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาต่ ากว่าปริญญาตรี อาจจะแทนด้วย เลข 1 กลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี อาจจะแทนด้วยเลข 2 และกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับ ปริญญาตรี อาจจะแทนด้วยเลข 3 เป็นต้น ตัวเลข 1 หรือ 2 หรือ 3 ที่ใช้แทนกลุ่มต่าง ๆ นั้น ถือเป็น ตัวเลขในระดับนามบัญญัติ ไม่สามารถน ามาบวก ลบ คูณ หาร หรือหาสัดส่วนได้ แต่อาจน าไปใช้ใน กระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติเช่น ค านวณหาความถ่ีหรือร้อยละเท่านั้น ระดับที่ 2 มาตรการวัดระดับเรียงอันดับ (Ordinal Scales) เป็นระดับที่ใช้ ส าหรับจัดอันดับที่หรือต าแหน่งของสิ่งที่ต้องการวัด ตัวเลขในมาตรการวัดระดับนี้ เป็นตัวเลขที่บอก ความหมายในลักษณะ มาก-น้อย สูง-ต่ า เก่ง-อ่อน กว่ากัน เช่น ด.ช.ด า สอบได้ที่ 1 ด.ช.แดง สอบ ได้ที่ 2 ด.ญ.เขียวสอบได้ที่ 3 หรือ การประกวดร้องเพลง นางสาวเขียวได้รางวัลที่ 1 นางสาวชมพูได้ 26 รางวัลที่ 2 นางสาวเหลืองได้รางวัลที่ 3 เป็นต้น ตัวเลขอันดับที่แตกต่างกันไม่สามารถบ่งบอกถึง ปริมาณความแตกต่างได้ เช่น ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ที่ประกวดร้องเพลงได้รางวัลที่ 1 มีความเก่ง มากกว่าผู้ที่ได้รางวัลที่ 2 ในปริมาณเท่าใด ตัวเลขในระดับนี้ สามารถน ามาบวกหรือลบ กันได้ แต่การ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติของมาตรดังกล่าวจึงมีค่อนข้างจ ากัด โดยทั่วไปอาจใช้เฉพาะความถี่หรือร้อย ละของจ านวนตัวอย่างที่ล าดับตามที่ระบุไว้เท่านั้น (เช่น จ านวนครูที่กังวลเรื่องผลการเรียนรู้ของ นักเรียนมากท่ีสุดเป็นอันดับที่ 1 มีเพียงร้อยละ 26 ของจ านวนครูทั้งหมดเท่านั้น) ระดับที่ 3 มาตรการวัดระดับช่วง ( Interval Scale) เป็นระดับที่สามารถ ก าหนดค่าตัวเลข โดยมีช่วงห่างระหว่างตัวเลขเท่า ๆ กัน สามารถน าตัวเลขมาเปรียบเทียบกันได้ว่ามี ปริมาณมากน้อยเท่าใด แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกี่เท่าของกันและกัน เพราะมาตรการวัดระดับนี้ ไม่มี 0 (ศูนย์) แท้ มีแต่ 0 (ศูนย์) สมมติ เช่น นายวิชัยสอบได้ 0 คะแนน มิได้หมายความว่าเขาไม่มี ความรู้ เพียงแต่เขาไม่สามารถท าข้อสอบซึ่งเป็นตัวแทนของความรู้ทั้งหมดได้ หรือ อุณหภูมิ 0 องศา มิได้หมายความว่าจะไม่มีความร้อน เพียงแต่มีความร้อนเป็น 0 องศาเท่านั้น จุดที่ไม่มีความร้อนอยู่ เลยก็คือที่ -273 องศา ดังนั้นอุณหภูมิ 40 องศาจึงไม่สามารถบอกได้ว่ามีความร้อนเป็น 2 เท่าของ อุณหภูมิ 20 องศา เป็นต้น ตัวเลขในระดับนี้ สามารถน ามาบวก ลบ คูณ หรือหารกันได้ ส าหรับการ วิเคราะห์ทางสถิติสามารถกระท าได้เกือบทุกประเภท เนื่องจากการวัดด้วยมาตรประเภทนี้สามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างกันได้ ระดับที่ 4 มาตรการวัดระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นระดับที่สามารถ ก าหนดค่าตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการวัด มี 0 (ศูนย์) แท้ เช่น น้ าหนัก ความสู ง อายุ เป็นต้น ระดับนี้ สามารถน้าตัวเลขมาบวก ลบ คูณ หาร หรือหาอัตราส่วนกันได้ คือสามารถบอกได้ว่า ถนนสายหนึ่ง ยาว 50 กิโลเมตร ยาวเป็น 2 เท่าของถนนอีกสายหนึ่งที่ยาวเพียง 25 กิโลเมตร ส าหรับสถิติการ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ สามารถใช้วิธีการทางสถิติได้เกือบทุกประเภทส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่วัด ได้จากมาตรประเภทนี้ (ชิดชนก เชิงเชาว์, 2556) 3.3 วิธีการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้ก าหนดวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาแบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาแบบวัด ดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพ่ือก าหนดกรอบแนวคิด 2. สังเคราะห์องค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อจากเอกสาร ทฤษฎี และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ของในแต่ละองค์ประกอบ เพ่ือก าหนดรูปแบบ ของข้อค าถาม ลักษณะของตัวเลือกตอบ จ านวนข้อ และก าหนดเกณฑ์การให้คะแนนโดยเลือกใช้ เกณฑร์ูบริคในการก าหนดค่าคะแนนรายตัวเลือก 3. สร้างรายการค าถาม แล้วน าให้อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมของข้อค าถาม 27 4. ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมนิยาม และขอบเขตของเนื้อหาที่มุ่งวัด ความชัดเจนในการใช้ภาษา ตามโครงสร้างขององค์ประกอบและน าผลการตรวจสอบมาปรับปรุงข้อ ค าถาม 5. น าไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างใน การวิจัย จ านวน 50 คน เพ่ือดูความเป็นปรนัยของข้อค าถาม อ านาจจ าแนก แล้วหาความเที่ยงของชุด ค าถาม แก้ไข ปรับปรุง และคัดเลือกข้อค าถามท่ีมี คุณภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด 6. เก็บข้อมูลรวบรวมข้อมูลกับตัวอย่างเป้าหมาย จ านวน 1,000 คน 7. น าข้อมูลมาตรวจสอบความเป็นเอกมิติ โดยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) เพ่ือเป็นการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นในการวิเคราะห์ แบบวัดตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) 8. หาคุณภาพของแบบวัด โดยตรวจสอบมาตรวัดด้วยทฤษฎีการสอบสนอง ข้อสอบ ด้วยโมเดล GRM (Grade Respond Model) 9. สร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 และ จัดท าคู่มือการใช้แบบวัดต่อไป 3.4 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (scoring rubric) ความหมายของรูบริค “รูบริค” (Rubric)มาจากภาษาละตินว่า “RUBRICATERRA” ซึ่งเป็นค าโบราณที่ใช้ ในทางศาสนา หมายถึง การท าเครื่องหมายสีแดงไว้บนสิ่งส าคัญเพ่ือใช้น าทาง ส่วนทางการศึกษานั้น รูบริค หมายถึง สมรรถภาพหรือรายการของคุณลักษณะที่บรรยายถึง ความสามารถในการแสดงออกของนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เพ่ือใช้เป็นแนวทางที่ชัดเจนในการให้ คะแนนนักวิชาการสมัยใหม่อธิบายว่า ค าว่า “Rubric” หมายถึง “กฎ” หรือ “กติกา” (Rule) ส่วนค า ว่า “Rubric Assessment” นั้น หมายถึง แนวทางในการให้คะแนน (Scoring Guide) ซึ่งสามารถที่ จะแยกแยะระดับต่าง ๆ ของความส าเร็จในการเรียน หรือการปฏิบัติของนักเรียนได้อย่างชัดเจนจาก ระดับดีมากไปจนถึงระดับต้องปรับปรุงแก้ไข ดังนั้น รูบริค จึงเป็นเครื่องมือในการให้คะแนน ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ด้านต่าง ๆ ที่ ใช้พิจารณาชิ้นงานหรือการปฏิบัติงาน และระดับคุณภาพของเกณฑ์แต่ละด้านซึ่งมีตั้งแต่ระดับดีเยี่ยม จนถึงระดับต้องปรับปรุง ส าหรับในครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้เกณฑ์รูบริคเพ่ือก าหนดระดับพฤติกรรมบ่งชี้ใน แต่ละองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ มีลักษณะเป็นระดับคะแนนตั้งแต่ระดับดีมากจนถึงต้อง ปรับปรุง ข้อดีของการใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค 1. ช่วยให้ผู้วิจัยและกลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจในเกณฑ์ท่ีจะวัดตรงกัน 2. เกิดความเท่ียงในการวัด 3. ท าให้ผู้วิจัยทราบขอบเขตที่จะวัด 28 องค์ประกอบของรูบริค ในการก าหนดเกณฑ์การประเมิน ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. เกณฑ์หรือประเด็นที่จะประเมิน (Criteria) เป็นการพิจารณาว่าภาระงานหรือ ชิ้นงานนั้น ๆ ประกอบด้วยคุณภาพก่ีด้าน อะไรบ้าง 2. ระดับความสามารถหรือระดับคุณภาพ (Performance Level) เป็นการก าหนด จ านวนระดับของเกณฑ์ ส่วนมากจะประกอบด้วย 3 - 6 ระดับ 3. การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Description) เป็น การเขียนค าอธิบายความสามารถให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในแต่ละระดับ ซึ่งจะท าให้ง่าย ต่อการตรวจให้คะแนน ประเภทของรูบริค 1. รูบริคแบบองค์รวมหรือภาพรวม (Holistic scoring rubric) เป็นเกณฑ์การให้ คะแนนการปฏิบัติ/ผลงานโดยพิจารณาภาพรวมของการปฏิบัติ/ผลงานที่มีการบรรยายคุณภาพ ลดหลั่นตามระดับคุณภาพอย่างชัดเจน เกณฑ์การประเมินในภาพรวมนี้เหมาะที่จะน าไปใช้ในการ ประเมินการเขียน สามารถที่จะตรวจสอบความต่อเนื่อง ความคิดสร้างสรรค์ และความสละสลวยของ ภาษาที่เขียนได้ เกณฑ์การประเมินในภาพรวมส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 3-6 ระดับ ส่วนเกณฑ์การ ประเมิน 3 ระดับ จะเป็นที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากการใช้เกณฑ์ 3 ระดับนั้น จะง่ายต่อการก าหนด รายละเอียด ซึ่งจะยึดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย และต่ ากว่าค่าเฉลี่ย นอกจากง่ายต่อการก าหนดค่า แล้วยังง่ายต่อการตรวจให้คะแนนอีกด้วย เนื่องจากความแตกต่างระหว่างระดับของเกณฑ์ท้ัง 3 ระดับ นั้นจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ถ้าใช้ 5 หรือ 6 ระดับ ความแตกต่างระหว่างระดับจะแตกต่างกัน เพียงเล็กน้อย ซึ่งท าให้ยากต่อการตรวจคะแนน ถ้าต้องการใช้เกณฑ์ 5 หรือ 6 ระดับ วิธีการที่จะช่วย ในการก าหนดเกณฑ์ง่ายขึ้น ครูอาจจะสุ่มตัวอย่างงานของนักเรียนมาตรวจ แล้วแยกเป็น 3 กอง เป็น งานที่มีคุณภาพดี ปานกลาง และไม่ด ีแล้วตรวจสอบลักษณะที่เป็นตัวแยกระหว่างงานที่มีคุณภาพไม่ดี ลักษณะเหล่านี้จะมาเป็นรายละเอียดของแต่ละระดับ ตารางที่ 3 ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแบบภาพรวม ระดับคะแนน ลักษณะของงาน 3 (ดี) - เขียนได้ตรงประเด็นตามที่ก าหนดไว้ /มีการจัดระบบการเขียน เช่น มีค าน า เนื้อหาและบทสรุปอย่างชัดเจน /ภาษาท่ีใช้ เช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์มีความ ถูกต้องสมบูรณ์ท าให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย / มีแนวคิดที่น่าสนใจ ใช้ภาษาสละสลวย 2 (ผ่าน / พอใช้) - เขียนได้ตรงประเด็นตามที่ก าหนดไว้ / มีการจัดระบบการเขียน เช่น มีค าน า เนื้อหา และบทสรุป / ภาษาท่ีใช้ท าให้ผู้อ่านเกิดความสับสน / ใช้ศัพท์ที่ เหมาะสม 1 (ต้องปรับปรุง) - เขียนไม่ตรงประเด็น / ไม่มีการจัดระบบการเขียน / ภาษาท่ีใช้ท าให้เกิดความ สับสน / ใช้ศัพท์ที่เหมาะสม 0 - ไม่มีผลงาน 29 2. รูบริคแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic scoring rubric) คือ แนวทางการให้ คะแนน โดยพิจารณาจากแต่ละส่วนของงาน ซึ่งแต่ละส่วนจะต้องก าหนดแนวทางการให้คะแนนโดยมี ค านิยามหรือค าอธิบายลักษณะของงานในส่วนนั้น ๆ ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน เหมาะส าหรับการ ประเมินความก้าวหน้าที่ต้องการให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) เพ่ือให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงและพัฒนา ส าหรับการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้ การสร้างเกณฑ์รูบริคแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic scoring rubric) ส าหรับการประเมินทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่ต้องการให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) เพ่ือใช้ในการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนได้ (ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552) การสร้างเกณฑ์การประเมินแบบรูบริค โชติกา ภาษีผล และคณะ (2556) ได้น าเสนอขั้นตอนการสร้างเกณฑ์การประเมิน แบบรูบริค ไว้ดังนี้ 1. ทบทวนมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาที่ ต้องการท าการประเมินซึ่งควรก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้มีความชัดเจน เพ่ือช่วยให้ผู้สอน สามารถวางแผนการประเมินและการให้คะแนนได้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้และการเรียนการสอน ตามสภาพจริง 2. ก าหนดคุณลักษณะที่ต้องการประเมิน โดยคุณลักษณะที่ต้องการประเมินหรือ เกณฑ์การพิจารณาที่ต้องการวัดผู้เรียนนั้น ควรมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และงานที่ มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ โดยให้ความส าคัญกับการประเมินกระบวนการ หรือการประเมินผลงาน โดยใช้ค าหรือข้อความที่สั้น กระชับ และชัดเจน 3. ระบุนิยามของคุณลักษณะที่ต้องการประเมินให้มีความชัดเจน โดยการก าหนด เป็นพฤติกรรมบ่งชี้หรือคุณลักษณะของผลงานที่สามารถสังเกตได้ เพื่อให้ผู้สอนหรือผู้ประเมิน มีความ เข้าใจถึงคุณลักษณะที่ต้องการประเมินได้ตรงกัน ซึ่งจะท าให้ผลการประเมิน มีความถูกต้อง 4. ก าหนดระดับคุณภาพของการประเมิน เป็นการน าพฤติกรรมบ่งชี้หรือ คุณลักษณะที่ต้องการประเมินมาเป็นตัวก าหนดในแต่ละระดับ โดยการก าหนดจ านวนระดับคุณภาพ ควรก าหนดอย่างน้อย 3 ระดับ แต่ไม่ควรเกิน 5 ระดับ เพราะจะท าให้ยากต่อการให้คะแนน 5. ก าหนดค าอธิบายระดับคุณภาพ ค าอธิบายคุณภาพในแต่ละระดับนั้น จ าเป็นต้อง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันตามล าดับระดับคุณภาพอย่างชัดเจน เทคนิคการเขียนเกณฑ์การให้ คะแนนในแต่ละระดับคุณภาพจะเริ่มจากการก าหนดค าอธิบายคุณลักษณะหรือพฤติกรรมในด้านดี ที่สุด (ระดับสูงสุด) กับด้านที่แย่ที่สุด (ระดับต่ าสุด) ให้ตรงข้ามกันก่อน เพ่ือให้ง่าย ต่อการเขียนใน ระดับอ่ืนๆ ต่อไป หรืออาจเริ่มเขียนด้านดีที่สุดก่อนและเขียนด้านไม่ดีในระดับคะแนนที่ลดต่ าลงมา เรื่อยๆ ภาษาที่ใช้ต้องเป็นพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่สามารถสังเกตได้ และหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ ไม่ชัดเจนหรือคลุมเครือ 6. น าเกณฑ์การประเมินที่ได้สร้างขึ้นไปทดลองใช้ประเมินผลงานของผู้เรียนเพ่ือ เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและความชัดเจนของเกณฑ์การประเมิน โดยให้ผู้สอนหรือ ผู้ประเมิน ท่านอ่ืนมีส่วนร่วมในการทดลองใช้และร่วมกันวิพากษ์เกณฑ์การประเมินที่สร้างขึ้น 30 7. หลังจากทดลองใช้เกณฑ์การประเมินแล้ว ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังมี ข้อบกพร่อง แล้วน าไปทดลองใช้ประเมินอีกครั้งหนึ่ง ตารางที่ 4 ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแบบรูบริคส าหรับประเมินการคิดแก้ปัญหา องค์ประกอบ เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก (4) ด ี(3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1) 1. การระบุปัญหา สามารถระบุ ปัญหา ที่มาของ ปัญหา ตลอดจน ร่องรอยและ ปัจจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องได้ ชัดเจน และตรง ประเด็น อย่าง ลึกซึ้ง สามารถระบุ ปัญหา ที่มาของ ปัญหา ตลอดจน ร่องรอยและ ปัจจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องได้ ชัดเจนและตรง ประเด็น อย่าง เพียงพอ มีความพยายาม ที่จะระบุปัญหา ที่มาของปัญหา ตลอดจน ร่องรอยและ ปัจจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง แต่ยัง ไม่ชัดเจนหรือไม่ ตรงประเด็น มีข้อจ ากัดใน การที่จะระบุ ปัญหา ที่มาของ ปัญหา ตลอดจน ร่องรอยและ ปัจจัยต่างๆ ที่ เกี่ยวข้อง ไม่ ชัดเจนและไม่ ตรงประเด็น 2. การตีความ ปัญหาเพื่อระบุ แนวทางแก้ไขที่ หลากหลาย (การ วิเคราะห์) สามารถระบุแนว ทางแก้ไขปัญหา ได้หลากหลาย ที่ สามารถน าไปใช้ ในบริบทนั้นๆ ได ้ สามารถระบุแนว ทางแก้ไขปัญหา ได้หลากหลาย แต่มีเพียงบาง แนวทางแก้ไข ปัญหา ที่สามารถ น าไปใช้ในบริบท นั้นๆ ได้ สามารถระบุแนว ทางแก้ไขปัญหา เพียงแนวทาง เดียวที่สามารถ น าไปใช้ในบริบท นั้นๆ ได้ สามารถระบุแนว ทางแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถ น าไปใช้ในบริบท นั้นๆ ได้ (ประกอบ กรณีกิจ และ จินตวีร์ คล้ายสังข์, 2557) 31 การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพ่ือก าหนดกรอบแนวคิด วิเคราะห์องค์ประกอบ/ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ของในแต่ละ องค์ประกอบ/รูปแบบของข้อค าถาม/ จ านวนข้อ /ก าหนดเกณฑ์การให้คะแนน โดยเลือกใช้เกณฑ์รูบริคในการก าหนดค่าคะแนนรายตัวเลือก/ จัดท า Test Blue Print สร้างข้อค าถามของแบบวัดตาม Test Blue Print ให้ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) น าผลที่ได้มาท าการแก้ไข และปรับปรุงข้อค าถาม น าไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน เพ่ือคุณภาพโดยทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) สร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) กลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน วิเคราะห์คุณภาพรายข้อ และรายฉบับ โดยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธวีิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) จัดท าคู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ทดลองใช้ครั้งที่ 2 กับกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 1,000 คน ภาพที่ 5 ขั้นตอนการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยประยุกต์ใช้ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 32 ผู้เช่ียวชาญตดัสินความสอดคล้องและความชัดเจนของค าถาม ข้อค าถาม ทดลองใช้และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งสมมติฐานตามค าท านายของทฤษฎี วิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐานเพื่อสนับสนุนความตรงตามทฤษฎ ี ผู้เชี่ยวชาญตดัสินความสอดคล้องและความ ครอบคลมุโครงสร้าง III IV II I องค์ประกอบ ผู้เชี่ยวชาญตดัสินความสอดคล้องและความเป็น ตัวแทนองค์ประกอบ ตัวบ่งช้ี โครงสร้างของคุณลักษณะที่ต้องการวัด นิยามเชิงปฏิบัติการ นิยามเชิงทฤษฎี ภาพที่ 6 ขั้นตอนการพัฒนาและตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง/เชิงทฤษฎี (ศิริชัย กาญจนวาสี,2556) 33 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นสิ่งที่มีความส าคัญและมีบทบาทอย่างมากในการวิจัย การเลือกใช้เครื่องมือใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์และลักษณะพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด ซึ่ง หมายความว่าจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยด้วยเช่นกัน ในการวิจัยพบว่าเครื่องมือที่นิยม ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 5 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินการปฏิบัติ เครื่องมือแต่ละประเภทจะมีลักษณะที่ส าคัญและ ความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แตกต่างกันออกไป เพ่ือให้ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้ เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การวิจัย (พิสณุ ฟองศรี, 2552; ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) ส่วนเครื่องมือวัดและประเมินที่นิยมใช้ในสถานศึกษา เนื่องจากใช้ง่ายและสะดวก ได้แก่ 1.แบบสังเกต (Observation) 2.แบบสัมภาษณ์ (Interview) 3.แบบตรวจสอบรายการ (Check List) 4.แบบมาตร ประมาณค่า (Rating Scale) 5.แบบวัดสถานการณ์ (Situational Test) 6.แบบบันทึกพฤติกรรม (Anecdotal Records) 7.แบบรายงานพฤติกรรมตนเอง (Self-Report) (ส านักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, 2551 ) แต่ละแบบมีรายละเอียดด้านลักษณะ การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือตามแบบนั้น ๆ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อ สามารถสังเคราะห์เป็น ตารางเครื่องมือวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ได้ดังนี้ 34 ตารางที่ 5 ตารางสังเคราะห์เครื่องมือวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ผู้วิจัย ชื่อเรื่อง เครื่องมือ Kathryn Greene และคณะ A Theory-Grounded Measure of Adolescents’ Response to a Media Literacy Intervention แบบมาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท Adam Maksl, (2015) Measuring News Media Literacy NFC Scale (The Need for Cognition Scale) แบบ 5 ระดับ Emily Vraga, (2015) A Multi-Dimensional Approach to Measuring News Media Literacy มาตรประมาณค่า สุภา พนัสบดี,(2556) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการ เปิดรับกับการรู้เท่าทันสื่อ แบบสอบถาม ขนิษฐา จิตแสง,(2557) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคลและกลุ่มบุคคลกับ ทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนในเขต เทศบาลนครขอนแก่น แบบสอบถาม เสาวนีย์ ฉัตรแก้ว, (2556) กระบวนการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนผ่าน กรณีศึกษาโครงการ Idea Idol เท่าทันสื่อ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วง, (2559) พัฒนาแบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา แบบประเมินมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และ ชุด ที่ 2 คือ ข้อสอบสถานการณ์ ที่มีค่าคะแนนเป็น แบบ 0 กับ 1 อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ และคณะ, (2559) การรู้เท่าทันสื่อ : ประโยชน์และการน าไปใช้ แบบสอบถามปลายเปิด ณัฐกานต์ ภาคพรต และ ณมน จีรังสุวรรณ, (2557) เปรียบเทียบทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และไอซีทีส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการประเมินตามสภาพ จริงกับความคาดหวังในศตวรรษที่ 21 ขอนแก่น แบบสังเกตพฤติกรรมและแบบสัมภาษณ์ 34 35 ตารางที่ 5 ตารางสังเคราะห์เครื่องมือวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ผู้วิจัย ชื่อเรื่อง เครื่องมือ อุลิชษา ครุฑะเสน, (2556) แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อของแกน น าเยาวชน แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง แบบสอบถาม กฤชณัท แสนทวี, (2554) พฤติกรรมการเปิดรับและระดับการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชน ในเขตกรุงเทพมหานคร แบบสัมภาษณ์ นัทธ์หทัย อุบล, (2552) แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการคิด วิเคราะห์กับการรู้เท่าทันสื่อหนังสือพิมพ์ ของนักเรียนระดับ มัธยมศึกษา สังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อหนังสือพิมพ์ มีลักษณะ เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มี ลักษณะเป็นแบบสถานการณ์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก (ต่อ) 35 36 จะเห็นได้ว่า จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ ส่วนใหญ่ใช้ เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และมาตรประมาณค่า ในการวิจัยครั้ง ผู้วิจัยได้เลือกแบบวัด เชิงสถานการณ์แบบหลายตัวเลือก ที่มีค่าคะแนนแตกต่างกัน ในการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค เพ่ือให้ได้สารสนเทศของแบบวัดในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีวิธีการใช้เครื่องมือ และการหา คุณภาพที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัชชา มหปุญญานนท์ (2557) ที่ศึกษา เกี่ยวกับ คุณภาพของแบบทดสอบแบบเลือกตอบภายใต้เงื่อนไขท่ีมีการวัดระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ วิธีการตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วน และจ านวนตัวถูกที่แตกต่างกัน ผลการวิจัยสรุปว่า แบบทดสอบแบบเลือกชุดตัวถูกวัดความรู้ขั้นความจ าที่มีค าตอบถูกมากกว่า 1 ตัว มีค่ าฟังก์ชัน สารสนเทศของข้อค าถาม, แบบทดสอบ และประสิทธิภาพสัมพัทธ์สูงที่สุด ส่วนงานวิจัยของ ญาณี วัฒนากร (2558) ได้พัฒนาลักษณะเฉพาะของแบบวัดทักษะการท างานร่วมกับผู้อ่ืนแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดเชิงสถานการณ์ ผลสรุปว่า คุณภาพของแบบวัดมีความตรงเชิง เนื้อหา ความเที่ยง และอ านาจจ าแนกส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และการตรวจสอบความตรงเชิง โครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และงานวิจัยของ ณิชา อาจเดช (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการมีวินัยส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการมีวินัย มี ลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ผลการวิจัยสรุปว่า คุณภาพของแบบ วัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านการมีวินัย มีค่าอ านาจจ าแนก ค่าความเที่ยงทั้งฉบับ และความ เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง อยู่ในเกณฑ์ดี ส่วน อารีรัตน์ หมื่นมา, (2546) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนา แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่าและสถานการณ์ส าหรับวัยเด็กตอนปลาย ผลการวิจัยปรากฏว่า การเปรียบเทียบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ ชนิดมาตราส่วน ประมาณค่าและสถานการณ์ พบว่า แบบวัดทั้งสองชนิดมีคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงปรากฏว่า คุณภาพด้านความเที่ยง พบว่า แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ชนิดสถานการณ์มีค่าความเที่ยงสูงกว่า ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า และงานวิจัยของ ภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม (2551) ได้ศึกษาการ เปรียบเทียบคุณภาพของแบบวัดความสามารถในการเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างมาตรประมาณ ค่ากับแบบวัดชนิดสถานการณ์ ผลปรากฏว่า ในช่วงระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่า อุปสรรคต่ าถึงค่อนข้างสูง แบบวัดสถานการณ์ให้ฟังก์ชันสารสนเทศสูงกว่าแบบวัดชนิดมาตรประมาณ ค่า และเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพสัมพัทธ์เฉลี่ยพบว่าแบบวัดชนิดสถานการณ์มีประสิทธิภาพสูงกว่า แบบวัดชนิดมาตรประมาณค่า 37 แบบวัดเชิงสถานการณ์ (Situational Test) 1. ลักษณะของแบบวัดเชิงสถานการณ์ เป็นแบบทดสอบที่ใช้สถานการณ์เป็น การน าเอาเรื่องราวมาเสนอ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ แล้ว ให้ผู้ตอบแสดงความรู้สึกต่อเรื่องราวนั้น ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการน าเอาเรื่องมาเป็นเงื่อนไขในการ สะท้อนภาพความรู้สึกต่างๆ เอาภาพ เอาเรื่องมากระตุ้นให้ผู้ตอบแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ออกมา แบบ วัดเชิงสถานการณ์ หรือข้อสอบเชิงสถานการณ์ที่ใช้อยู่ในการสอบด้านสติปัญญาหรือวัดผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย เรื่องราว ประเด็นปัญหาแล้วให้ผู้สอบแก้ปัญหานั้น ๆ ในการสอบวัดทักษะต่าง ๆ ที่เป็น ส่วนสติปัญญา อันได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ แบบวัดคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ก็มีการน าเอาวิธีนี้มาใช้มาก โครงสร้างของแบบวัดเชิงสถานการณ์จึงประกอบไปด้วย เรื่องราวที่จะน าเสนอปัญหา ข้อพิจารณา ต่าง ๆ และให้ผู้สอบตอบตามระดับขั้นของคุณค่าของ ค าตอบตามลักษณะองค์ประกอบที่ก าหนด ข้อสอบแบบใช้สถานการณ์ที่น ามาใช้สอบวัดทักษะก็ใช้ หลักการเดียวกัน คือ มีข้อกระทงเป็นเรื่องราว ชี้น าให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้สึกต่อเรื่องราวหรือบุคคล หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น เรื่องราวเหล่านั้น ก็คือการน าเสนอเป้าที่จะให้บุคคลแสดงความรู้สึก ออกมานั่นเอง แล้วก็ให้ผู้สอบตอบแสดงความรู้สึกซึ่งค าตอบจะสามารถบ่งบอกถึงทักษะหรือ ความรู้สึกได้ (ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551) แบบวัดเชิงสถานการณ์ (situational test) ค าถามชนิดนี้จะประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ของจริง หรือเรื่องราวอะไรสักอย่างหนึ่งมาเสนอ เร้าใจให้เด็กเกิดความคิดก่อนเป็นตอนน า จากนั้นจึงตั้งค าถามหลาย ๆ ข้อ หลาย ๆ แง่มุมที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนั้น ค าถามชนิดนี้มีคุณค่าตรงที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์เบ็ดเสร็จของการศึกษาได้เป็นอย่างดี อีก ทั้งยังสามารถวัดสมรรถภาพสมองขั้นสูงได้ง่ายกว่าข้อสอบประเภทอ่ืน ๆ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2527) แบบวัดเชิงสถานการณ์ เป็นการใช้สถานการณ์ต่างๆ แล้วให้นักเรียนพิจารณาว่าใน สถานการณ์เหล่านั้น นักเรียน มีความรู้สึก หรือมีความคิดเห็นอย่างไร หรือนักเรียนจะท าอย่างไร ค าตอบของนักเรียนจะไม่มีผิดหรือถูก แต่ค าตอบจะเป็นข้อมูลบอกให้ทราบว่าคุณลักษณะในด้านนั้นๆ ที่เราต้องการวัด นักเรียนมีอยู่ในระดับใด การสร้างแบบวัดเชิงสถานการณ์ จะมีจุดมุ่งหมายที่ แน่นอนว่าในแต่ละสถานการณ์ต้องการตรวจสอบคุณลักษณะด้านใดของผู้เรียน ตัวเลือกจะมีระดับ ของคะแนนไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่อยู่กับทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาที่น ามาใช้เป็นหลักในการสร้างตัวเลือก เพ่ือจะบอกว่า คุณลักษณะด้านจิตใจของบุคคลนั้น เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในระดับใด ตามทฤษฎีนั้นๆ (ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน, 2551) 2. ขั้นตอนการสร้างแบบวัดเชิงสถานการณ์ (Situational Test) 1. ระบุความต้องการหรือเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการวัด ในที่นี้ คือวัดทักษะการ รู้เท่าสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2. ศึกษาคุณลักษณะหรือองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 เพ่ือการก าหนดคุณลักษณะ เป็นประเด็นที่ชัดเจน โดยแยกเป็นองค์ประกอบแต่ละด้าน 3. น าคุณลักษณะหรือองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ที่ ต้องการวัด มาเขียนในลักษณะของนิยามปฏิบัติการและตัวบ่งชี้ลักษณะของพฤติกรรมที่แสดงออกซ่ึง สามารถวัดได้ เพ่ือให้คุณลักษณะที่จะวัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมที่สังเกตและวัดได้ หรือก าหนด 38 ขอบข่าย ประเด็นหลักและรายการของสิ่งที่จะถามในแต่ละเรื่องนั้นของการวัดนั้นให้ชัดเจนและ ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการวัด พร้อมทั้งก าหนดเกณฑ์รูบริคให้กับตัวเลือกแต่ละตัวเลือก 4. ก าหนดวิธีการวัดเป็น แบบวัดเชิงสถานการณ์ พร้อมทั้งรูปแบบและประเภท ของค าถามให้เหมาะกับเรื่องที่จะวัดและลักษณะของผู้สอบในทีนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 5. สร้างเครื่องมือตามลักษณะและชนิดของเครื่องมือที่ก าหนด ซึ่งมีรายละเอียด ของการสร้างข้อค าถามและตัวเลือก จ านวน 4 ตัวเลือก ที่มีค่าคะแนนทุกตัวเลือก 6. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ทั้งในด้านความตรง ความเป็นปรนัยความ ชัดเจนของภาษา หรือความเหมาะสมของข้อความรวมทั้งการจัดเรียงข้อความทั้งนี้ในการตรวจสอบ คุณภาพ เป็นไปตามลักษณะของเครื่องมือวัดแต่ละชนิดที่อาจแตกต่างกันบ้างในบางประเด็นส าหรับ การตรวจสอบคุณภาพขั้นนี้โดยการ 6.1 ตรวจสอบข้อค าถามเหล่านั้นด้วยตนเอง แล้วท าการปรับปรุงแก้ไข 6.2 ให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 ท่านขึ้นไป ตรวจสอบความตรงเชิงพินิจข้อ ค าถามตรงกับนิยามที่ระบุไว้หรือไม่ ความชัดเจนและความถูกต้องของภาษาที่ใช้ น าข้อมูลที่ได้จาก ผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงตามความเหมาะสม 7. น าเครื่องมือที่สร้างไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่ตัวอย่างจ านวน 50 คน เพ่ือดู ความเป็นปรนัย ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ คือดูว่าข้อค าถามนั้นเข้าใจตรงกันหรือไม่มีความเข้าใจ ในข้อค าถามเพียงใด ค าถามชัดเจนเข้าใจง่ายหรือไม่ มีค าตอบที่ควรจะเป็นครบหรือไม่ที่ส าคัญคือค า ชี้แจง ผู้ตอบมีความเข้าใจค าชี้แจงมากน้อยเพียงใด 8. น าผลที่ได้จากการทดลองใช้มาวิเคราะห์ อ านาจจ าแนก แล้วปรับปรุงแก้ไข ตามผลการทดลองใช้ ในด้านความเป็นปรนัยและตามผลการวิเคราะห์ 9. น าแบบวัดไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 1,000 คน ผลที่ได้น ามาตรวจสอบ ความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ตามข้อตกลงของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) จากนั้น วิเคราะห์คุณภาพทั้งรายข้อ และคุณภาพทั้งฉบับ สารสนเทศของแบบวัด ด้วย Grad-Response Model (GRM) และน าข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข 10. สร้างเกณฑ์ปกติ จากกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 คน เมื่อเครื่องมือ มีคุณภาพดีแล้วและจัดพิมพ์แบบวัดเป็นฉบับสมบูรณ์ และคู่มือการใช้แบบวัดต่อไป 4. การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดโดยประยุกต์ทฤษฏีตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ดัชนีที่ใช้บอกคุณภาพของเครื่องมือวัดและประเมินผลที่ส าคัญ และจ าเป็นมี ดังต่อไปนี้ 4.1 ความตรง (Validity) หมายถึง คุณลักษณะของเครื่องมือวัดและประเมินผลที่ สามารถสะท้อนความหมายที่แท้จริงของแนวคิดที่ต้องการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์และแม่นยาตรงตาม คุณลักษณะที่แท้จริงของข้อมูล เครื่องมือที่มีความตรง หมายถึง เครื่องมือนั้นสามารถวัดได้ตามสิ่งที่ ต้องการจะวัด หรือวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ที่จะวัด กูลิคสัน (Gulikson, 1950) อธิบายความหมาย 39 ว่า ความตรง หมายถึง ค่าสหสัมพันธ์ของแบบสอบกับเกณฑ์ อีเบล (Ebel, 1965) นิยามความตรงว่า หมายถึง คุณสมบัติของแบบสอบถามที่สามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัด กรอนลันด์ (Grounlund, 1990) ได้นิยามความตรงของแบบสอบถามว่า หมายถึง ขอบเขตของผลการประเมินที่สอดคล้องกับ จุดประสงค์นั้น สเตนเลย์ และฮอพกินส์ (Stanley & Hopkins, 1972) ได้นิยามไว้คล้ายกันว่า ความตรงกับแบบสอบ คือ ความถูกต้องแม่นย าของคะแนนในการพยากรณ์ที่ เฉพาะเจาะจง ส่วน ศิริชัย กาญจนวาสี (2556) ได้ให้ความหมายของความตรงว่า ความตรง (Validity) เป็นคุณสมบัติ ที่ส าคัญของเครื่องมือวัดผล ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพด้าน ความถูกต้องของผลที่ได้จากการวัด ท าให้ สามารถน าคะแนนที่ได้ไปแปลความหมาย ถึงสิ่งที่มุ่งวัดได้อย่างเหมาะสม จากความหมายของความตรงดังกล่าว สรุปได้ว่า ความตรงเป็นคุณสมบัติของ เครื่องมือที่สามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้ตามจุดประสงค์ของการวัด การตรวจสอบ ความตรงจึง ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการวัดความตรงในการวัดข้อมูล 4.1.1 ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง คุณสมบัติของ เครื่องมือที่สามารถวัดได้ตรงและครอบคลุมเนื้อหาสาระที่ต้องการจะวัด หรือเนื้อหาสาระในเครื่องมือ กับเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดมีความสอดคล้องกัน การหาความตรงของเครื่องมือวัดและ ประเมินผลท าได้โดยขอความอนุเคราะห์ให้ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อเรื่องที่ต้องการจะวัดเป็นผู้พิจารณา เครื่องมือ พิจารณาข้อค าถามของข้อสอบว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดในตารางวิเคราะห์ หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะต้องพิจารณานิยามของตัวแปร ขอบเขต และองค์ประกอบของเนื้อหาที่จะวัด ด้วย เป็นการหาดัชนีความสอดคล้องของข้อค าถามกับจุดประสงค์ ( Index of Item Objective Congruence : IOC ) เกณฑ์ในการคัดเลือกข้อสอบ คือ ดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) ความตรงตาม เนื้อหา จ าแนกได้ 2 ชนิด คือ 1) ความตรง เชิ ง เหตุผล (Logical Validity) เป็นความตรงที่ ให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดได้ตรงตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรหรือไม ่ 2) ความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) เป็นคุณภาพของแบบทดสอบที่ พิจารณาว่าข้อสอบหรือข้อค าถามแต่ละข้อวัดได้ตรงตามคุณลักษณะที่นิยามไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นความ ตรงที่เหมาะสมกับแบบวัดด้านความรู้สึก (Affective Domain) ก่อนสร้างข้อสอบหรือแบบวัด จะต้อง นิยามสิ่งที่จะวัดได้ชัดเจนก่อน หลังจากนั้นจึงจะสร้างข้อสอบหรือข้อค าถามให้สอดคล้องกับนิยามที่ ก าหนดไว้ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อสอบหรือข้อค าถามแต่ละข้อว่าตรงตามท่ีนิยามไว้หรือไม่ ถ้า สร้างได้ตรงกับที่นิยามไว้ก็แสดงว่าแบบวัดมีความตรงตามเนื้อหาทางด้านความตรงเชิงพินิจ (นุชจรี คงโพธิ์น้อย, 2555) การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการตรวจสอบ ความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) เพ่ือท าการตรวจสอบความตรงของแบบวัด ท าได้โดยการ วิเคราะห์เนื้อหาของแบบวัด โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของขอบเขตความ ครอบคลุมของโครงสร้างตรงตามจุดมุ่งหมายที่วัด แล้วน าผลการพิจารณามาวิเคราะห์ค านวณค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index of Congruence : IOC) โดยใช้สูตรการค านวณ ดังนี้ 40 IOC = ∑ R N เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับนิยาม ∑ R หมายถึง ผลรวมคะแนนผลการตัดสินข้อค าถามของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จ านวนของผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์ในการพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับเนื้อหา IOC มากกว่า ร้อยละ 0.60 (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) 4.1.2 ความตรงตามเกณฑ์สัมพัทธ์ (Criterion – related Validity) หมายถึง ความสามารถของแบบสอบด้านความสอดคล้องสัมพัทธ์ กันระหว่างคะแนนจากแบบสอบกับเกณฑ์ ภายนอก ที่สามารถใช้วัดลักษณะที่ต้องการ เกณฑ์ภายนอกอาจเป็นผลการปฏิบัติ พฤติกรรม หรือ ผลการด าเนินงานที่ปรากฏของคุณลักษณะนั้น สามารถจ าแนกได้ 2 ประเภท คือ 1) ความตรงตามสภาพ (Concurrent Validity) เป็นความสามารถของ แบบทดสอบท่ีวัดได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของบุคคลในขณะนั้น 2) ความตรงเชิงท านาย (Predictive Validity) เป็นความสามารถของ แบบทดสอบท่ีวัดผลได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอนาคต 4.1.3 ความตรงตามโครงสร้าง (Construct validity) ค าว่าโครงสร้าง หรือ ทฤษฎี (Construct) หมายถึง คุณลักษณะเชิงนามธรรม ( trait) ของสิ่งที่จะวัด ความตรงตาม โครงสร้างจึงหมายถึง เครื่องมือนั้นสามารถวัดพฤติกรรมและสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ได้ตามของเขต ความหมายเป็นไปตามหลักการทฤษฎีนั้น ๆ หรือไม่ เช่น แบบวัดแรงจูงใจควรมีความแม่นตรงตาม โครงสร้างเกี่ยวกับแรงจูงใจ แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ จะต้องพิจารณาว่าโครงสร้างของความคิด สร้างสรรค์นั้นประกอบด้วยคุณลักษณะและสมรรถภาพอะไรบ้างความตรงตามโครงสร้างจึงขึ้นอยู่กับ การเปลี่ยนแปลงทางทฤษฎีทางการศึกษาและจิตวิทยา ถ้าทฤษฎีเปลี่ยนแปลงจะท าให้คุณลักษณะ และสมรรถภาพที่จะวัดเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความตรงตามโครงสร้างมีความส าคัญมากส าหรับการวัด บางประเภท เช่น สติปัญญา แรงจูงใจ ความก้าวร้าว ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ การประมาณค่า ความตรงตามโครงสร้างตามเครื่องมือสามารถหาได้หลายวิธี (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) วิธีที่นิยมใช้ มีดังนี้ คือ 1) การวิเคราะห์องค์ประกอบ ( Factor analysis ) เป็นวิธีการหาความ ตรงตามโครงสร้างที่ตรงประเด็นมากที่สุด เป็นวิธีการทางสถิติส าหรับตรวจชี้ลักษณะประจ าทาง จิตวิทยา ( Anastasi, 1988) ตัวอย่าง เช่น ถ้าน าแบบสอบ 20 ฉบับไปทดสอบกับนักเรียน 300 คน ขั้นแรกต้องค านวณค่าสหสัมพันธ์ของแบบสอบทุกฉบับกับฉบับอ่ืนทีละฉบับ จะได้ค่าสหสัมพันธ์รายคู่ ไว้ 190 ค่า ค่าเหล่านี้จะแสดงให้เห็นกลุ่มของแบบสอบเป็นกลุ่มๆ ได้เอง และจะชี้ให้เห็นลักษณะ ร่วมกัน นั่นคือถ้าเป็นแบบสอบ ค าศัพท์ อุปมาอุปมัย ค าตรงข้าม และต่อเติมประโยค มีค่าสหสัมพันธ์ กันสูงมาก แต่กับแบบสอบอ่ืนๆ มีค่าต่ ามาก เราสามารถสรุปว่า “ มีความเข้าใจในถ้อยค า” เป็นตัว ประกอบร่วมอยู่ หลังจากวิเคราะห์ตัวประกอบแล้วก็สามารถใช้ประโยชน์ของตัวประกอบและค่า น้ าหนักของตัวประกอบแต่ละตัว แสดงค่าความตรงตามโครงสร้างได้ ซึ่งเรียกว่า ความตรงเชิงตัว 41 ประกอบ (Factorial validity) การวิเคราะห์องค์ประกอบจะเป็นศูนย์รวมความหลากหลายของการ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ซึ่งถูกออกแบบมาเพ่ือใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ภายในระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่สังเกตหรือวัดได้ (Daniel,1988) ได้ พูดถึงการวิ เคราะห์องค์ประกอบไว้ว่า “การวิ เคราะห์ องค์ประกอบถูกออกแบบมาเพ่ือใช้ตรวจสอบโครงสร้างของชุดตัวแปรและเพ่ือใช้อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรในรูปของจ านวนที่น้อยที่สุดของตัวแปรแฝงที่สังเกตไม่ได้ ซึ่งตัวแปรแฝงที่สังเกตไม่ได้ เหล่านี้จะถูกเรียกว่า “องค์ประกอบ” (Joreskog และ Sorbom ,1989) ได้อธิบายว่า “แนวคิดที่ ส าคัญภายใต้รูปแบบของการวิเคราะห์องค์ประกอบ คือ มีตัวแปรบางตัวที่ไม่สามารถสังเกตหรือวัดได้ โดยตรง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแปรแฝงหรือองค์ประกอบ ตัวแปรที่ไม่สามารถสังเกตหรือวัดได้ โดยตรงนั้น สามารถอ้างอิงได้ทางอ้อมจากข้อมูลของตัวแปรที่สังเกตได้ การวิเคราะห์องค์ประกอบ เป็นกระบวนการทางสถิติส าหรับเปิดเผย (uncooering) ตัวแปรแฝงที่มีอยู่ โดยศึกษาผ่านความ แปรปรวนระหว่างชุดของตัวแปรที่สังเกตได้” กระบวนการวิเคราะห์องค์ประกอบถือก าเนิดขึ้นมา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย Spearman ปี ค.ศ.1904 แต่การวิเคราะห์องค์ประกอบในสมัยนั้นยัง เป็นวิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและเสียเวลามากในการวิเคราะห์ ดังนั้น การวิเคราะห์องค์ประกอบจึงยัง ไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่นักวิจัยสมัยนั้น จนกระทั่งคอมพิวเตอร์ได้ถือก าเนิดขึ้นมาและตามมาด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยเหลือในการวิเคราะห์องค์ประกอบ ดังนั้นการวิเคราะห์องค์ประกอบจึง ได้แพร่หลายออกไปในหมู่นักวิจัยกันอย่างกว้างขวาง (Kerlinger,1986) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการ วิเคราะห์องค์ประกอบไว้ว่า “เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มาก ถูกสร้างขึ้นมาเพ่ือใช้ศึกษา ปัญหาที่ซับซ้อนในศาสตร์ทางพฤติกรรม” จุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์องค์ประกอบมี 2 ประการคือ 1.1) เพ่ือส ารวจหรือค้นหาตัวแปรแฝงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวแปรที่สังเกต หรือวัดได ้เรียกว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจ (Exproratory factor analysis) 1.2) เพ่ือพิสูจน์ ตรวจสอบหรือยืนยันทฤษฎีที่ผู้อ่ืนค้นพบ เรียกว่า การ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ส าหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เป็น วิธีการตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ตามข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบ (IRT) หรือเป็นการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธีระยุทธ รัชชะ (2556) ได้กล่าวว่า การวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิง ยืนยัน (CFA) เป็นการตรวจสอบเพ่ือยืนยันว่าโมเดลการวัดที่ได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ และโมเดลการ วัดที่ได้จากทฤษฎีสอดคล้อง (Fit) กันจริง (นงลักษณ์ วิรัชชัย,2553; ธีระยุทธ รัชชะ,2556) จึงขอ น าเสนอเฉพาะการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ดังนี้ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory factor analysis) เป็นการ วิเคราะห์องค์ประกอบที่แก้ไขจุดอ่อนของการวิเคราะห์เชิงส ารวจ ได้เกือบทั้งหมด ข้อตกลงของ CFA มีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริงมากกว่า ซึ่งในการวิเคราะห์หาค่าน้ าหนักองค์ประกอบ และ เมื่อได้ผลการวิเคราะห์แล้วยังมีการตรวจสอบหาความสอดคล้องระหว่างโมเดลตามทฤษฏีกับข้อมูล เชิงประจักษ์อีกด้วย รวมทั้งมีการตรวจสอบโครงสร้างของโมเดลว่ามีความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ตัวอย่างหลายกลุ่มหรือไม่ มีข้ันตอนดังนี้ (ภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม, 2557) 42 1. ก าหนดรูปแบบของโมเดลตัวประกอบ (specification of the confirmatory factor model) ในขั้นนี้เป็นการก าหนดรูปแบบโครงสร้างของตัวแปรตามทฤษฎีที่ผู้วิจัยสนใจที่ ต้องการจะตรวจสอบโดยก าหนดรายละเอียดดังนี้ 1.1 จ านวนตัวประกอบร่วมและจ านวนตัวแปรที่สังเกตได้ 1.2 ความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบร่วม 1.3 ค ว ามสั ม พัน ธ์ ร ะห ว่ า งตั ว ป ร ะกอบร่ ว มกั บ ตั ว แป รที่ สั ง เ กต ได้ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สังเกตได้กับตัวประกอบส่วนที่เหลือ 1.4 ความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบส่วนที่เหลือ 2. ศึกษาคุณสมบัติที่จ าเป็นส าหรับการประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล (Identification of the confirmatory factor model) การประมาณค่าพารามิเตอร์แต่ละตัวใน โมเดลจะเป็นเอกลักษณะ (unique) ก็ต่อเมื่อโครงสร้างของโมเดลอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถใช้ประมาณ ค่าพารามิเตอร์ที่สนใจทุกตัวได้ (identify) ถ้าโมเดลไม่ identify ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณ ค่าพารามิเตอร์ของโมเดลอย่างเป็นเอกลักษณะได้เงื่อนไขที่สามารถใช้ประมาณค่าพารามิเตอร์ที่สนใจ ได้ มีดังนี้ 2.1 เงื่อนไขที่จ าเป็น (necessary) ส าหรับโครงสร้างของโมเดล คือ จะต้องมี จ านวนหน่วยของข้อมูลมากกว่าจ านวนพารามิเตอร์ที่สนใจประมาณค่า เช่น ถ้าโมเดลมีพารามิเตอร์ที่ สังเกตได้ a ตัว จ านวนค่าความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมที่สามารถน าไปใช้เป็นข้อมูลส าหรับ ประมาณค่าพารามิเตอร์จะมีได้ a (a + 1)/2 ดังนั้นจ านวนพารามิเตอร์อิสระที่สนใจประมาณค่า จะต้องมีไม่เกิน a (a + 1)/2 ตัว 2.2 เงื่ อนไขที่ จ า เป็นและเพียงพอ (necessary and sufficient) ส าหรับ ประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล คือ พารามิเตอร์อิสระที่สนใจประมาณค่าทุกตัวจะต้องสามารถ ค านวณหรือหาค่าโดยการจัดกระท าทางพีชคณิตในส่วนของค่าความแปรปรวน และความแปรปรวน ร่วมของตัวแปรที่สังเกตได้ 3. ประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล (estimation of the confirmatory factor model) โดยการใช้ข้อมูลตัวอย่างที่อยู่ในรูปของเมทริกซ์ความแปรปรวนร่วมของกลุ่มตัวอย่าง และ สารสนเทศที่เกี่ยวกับโครงสร้างของโมเดล เป็นข้อมูลในการประมาณค่าพารามิเตอร์ ซึ่งในการ ประมาณค่าพารามิเตอร์จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ LISREL, EQS หรือ LISCOMP โดยใช้หลักความ น่าจะเป็นไปได้สูงสุด (maximum likelihood) ด้วยการพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเมทริกซ์ ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วมของประชากรกับเมทริกซ์ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วม ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งผลการวิเคราะห์จะท าให้ทราบค่าประมาณพารามิเตอร์ ดังนี้ 3.1 เมทริกซน์้ าหนักตัวประกอบของตัวแปรที่สังเกตได้บนตัวแปร 3.2 เมทริกซ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวประกอบ 3.3 เมทริกซ์ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบส่วนที่ เหลือ 43 4. ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล (assessment of fit in the confirmatory factor model) การตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลพิจารณาจากดัชนีต่อไปนี้ 4.1 ผลการทดสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล ทดสอบด้วยสถิติ ไคสแควร์ ถ้าผลการทดสอบไม่มีนัยส าคัญแสดงว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูล 4.2 ดัชนีสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล (goodness-of fit: GFI) ดัชนีนี้เป็น อัตราส่วนของผลต่างระหว่างค่าฟังก์ชันความกลมกลืนจากโมเดลก่อนปรับและหลังปรับกับฟังก์ชัน ความกลมกลืนก่อนปรับโมเดล ค่าดัชนีนี้มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 โมเดลที่มีความกลมกลืนกับข้อมูล เชิงประจักษ์ดีค่า GFI ควรมีค่าเข้าใกล้ 1.00 4.3 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโมเดล ส าหรับโมเดลที่เป็นส่วนหนึ่งหรือ โมเดลซ้อนหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 4.4 ดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (adjusted goodness of fit Index: AGFI) เป็นการน าค่าดัชนี GFI มาปรับแก้โดยค านึงถึงขนาดขององศาอิสระ รวมทั้งจ านวนตัวแปรและ ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง มีคุณสมบัติคล้ายกับค่า GFI 4.5 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (relative chi-square: 𝜒2/df) เป็นค่าสถิติที่ ใช้ เปรียบเทียบระดับความกลมกลืนระหว่างโมเดลที่มีค่าองศาอิสระไม่เท่ากัน โดยที่โมเดลที่มีความ เหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี ควรมีค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ไม่เกิน 2 5. แปลความหมายของผลการวิเคราะห์ ( interpretation of the confirmatory factor model) ท าการแปลความหมายและสรุปผลการวิเคราะห์ตัวประกอบเชิงยืนยัน ถ้าผลที่ได้ สอดคล้องกับสมมติฐานตามโมเดลตัวประกอบที่น ามาตรวจสอบ ก็เป็นหลักฐานส าหรับยืนยันตัว ประกอบหรือลักษณะที่มุ่งวัด แต่ถ้าผลไม่สอดคล้องจะต้องหาแนวทางอธิบายส าหรับการปรับเปลี่ยน หรือปรับปรุงเครื่องมือ ทฤษฎีหรือโมเดลเพื่อท าการตรวจสอบต่อไป 4.2. ค่าอ านาจจ าแนก แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค หาค่า อ านาจจ าแนกโดยวิธีทดสอบ t-test แบบเทคนิค 25% หลังจากนั้นวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test ที่ระดับ ความเที่ยงร้อยละ 95 ข้อที่มีค่า p-value <0.05 ถือว่ามีอ านาจจ าแนกอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ โดยมีวิธีการ ดังนี้ 4.2.1 น าเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างหาคะแนนรวมของ แต่ละคน 4.2.2 เรียงคะแนนจากน้อยไปหามาก 4.2.3 ตัด 25% บนและล่าง จะได้คะแนนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง และกลุ่มต่ า 4.2.4 ค านวณหาค่าอ านาจจ าแนก สูตรการค านวณโดยใช้สูตรดังนี้ 44 t = x̅𝐻 − x̅𝐿 √𝑆. 𝐷.𝐻 2 𝑛𝐻 + 𝑆. 𝐷.𝐿 2 𝑛𝐿 เมื่อ t คือ ค่าอ านาจจ าแนกของแบบวัด x̅H คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มสูง x̅L คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มต่ า S.D.2H คือ ความแปรปรวนของกลุ่มสูง S.D.2L คือ ความแปรปรวนของกลุ่มต่ า nH คือ จ านวนกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มสูง nL คือ จ านวนกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มต่ า 4.3 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ส าหรับการวิจัยครั้งนี้ใช้โมเดล ใช้โมเดล Graded Response Model: GRM ใช้หลักการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละรายการค าตอบแบบ 2 ขั้นตอน (Indirect IRT Model) โดยขั้นตอนแรกค านวณค่าความชันร่ วมของแต่ละข้อค า ถาม จากนั้ นจึ งค านวณ ค่าพารามิเตอร์ของแต่ละรายการค าตอบในแต่ละข้อค าถาม ในโมเดล GRM ค าถามแต่ละข้อค าถาม อธิบายได้ด้วยความชันร่วมของข้อค า ถาม (Common item slope parameter: αi) และค่า Threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (Category threshold parameter: βij) เมื่อ j = 1,….,mi โดย mi เป็นจ านวนของ Threshold ของข้อ i และจ านวนรายการค าตอบของข้อ i (Ki ) = mi + 1 ดัง ตัวอย่างค าถาม คุณพ่อดูโฆษณาของการท่องเที่ยวประเทศไทย (ททท.) และสนใจ สถานที่ท่องเที่ยวในรายการโฆษณานั้น นักเรียนจะสามารถช่วย แก้ปัญหานี้ โดยการสืบค้นข้อมูลหรือหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลใด อย่างไรบ้าง Score x 1. กระทู้ทางเว็บไซต์ www.pantip.com ดีกว่า ได้ข้อมูลมากมายและ รวดเร็วดีด้วย 2 2. เว็บไซต์ ททท. และเว็บไซต์ค้นหาสถานที่โดยระบุชื่อสถานที่ที่ ต้องการทราบข้อมูล 3 3. เว็บไซต์และค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุไว้ โทรไปสอบถามข้อมูล จากเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน 4 4. รอดูโฆษณาทางโทรทัศน์อีกรอบถึงอย่างไรก็ต้องโฆษณามาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว 1 1 2 3 Thresholds 45 ดังนั้นข้อค าถามข้อนี้ มี K = 4 Categories (1, 2, 3, 4) M = 3 Threshold (1, 2, 3) การวิเคราะห์ตามโมเดล GRM จึงมีเป้าหมายเพ่ือประมาณค่า αi และต าแหน่งของ βij ของ ผู้ตอบที่มีคุณลักษณะ (θ) โดยใช้สูตร ดังนี้ 𝑃ix*(θ) = exp ⌊ai(θ−βij)⌋ 1+exp[ai(θ−βij)] เมื่อ X = j = 1,…..,mi Pix *(θ) = ความน่าจะเป็นที่ผู้ตอบซึ่งมีคุณลักษณะระดับ θ จะตอบข้อ i ด้วยการ เลือกรายการค าตอบที่ X เมื่อ X = 1, 2,….. mi αi = ค่าพารามิเตอร์ ความชันร่วม (Slope parameter) ของข้อที่ i βij = ค่าพารามิเตอร์ Threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (Threshold parameter) ของข้อที่ i ค่า αi คล้ายกับค่าอ านาจจ าแนกของข้อสอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม แต่ไม่ควรประเมินโดยตรงว่าเป็นอ านาจจ าแนกข้อสอบ เพราะการประเมินขนาดความสามารถในการ จ าแนก ต้องค านวณจากค่าสารสนเทศของข้อสอบที่ระดับ θ ของผู้สอบ โค้งแสดงฟังก์ชั่นของ Pix*(θ) เรียกว่าโค้งลักษณะปฏิบัติการ (Operating Characteristic Curve: OCC) ซึ่งจะต้องค านวณแต่ละ โค้งที่แยกระหว่างรายการค าตอบ ดังนั้น การประมาณค่า βij ตามตัวอย่างข้อค าถาม จ านวน 3 ค่า และ αi จ านวน 1 ค่าที่ร่วมกันของแต่ละข้อ โดย βij มีความหมาย คล้ายกับระดับค่า θ ที่จ าเป็นต้อง มีเ พ่ือให้มีโอกาสตอบเหนือ Threshold j ด้วยความน่าจะเป็น .50 หรือ 50% ในการค านวณ ค่าพารามิเตอร์ Threshold 3 ค่า ได้แก่ 1) การตอบ 1 เทียบกับ 2,3,4 2) การตอบ 1,2 เทียบกับ 3,4 3) การตอบ 1,2,3 เทียบกับ 4 ด้วยการใช้โมเดล 2 พารามิเตอร์ ส าหรับแต่ละรายการค าตอบ ภายใต้เงื่อนไขความชันของโค้ง OCC ที่เท่ากันส าหรับแต่ละข้อ ท าให้สามารถค านวณความน่าจะเป็น ในการตอบแต่ละรายการค าตอบของผู้มีคุณลักษณะ ส าหรับ x = 1,2,3,4 โดยใช้การลบความน่าจะ เป็น ดังสมการ 𝑃𝑖𝑥(𝜃) = 𝑃𝑖(𝑥+1) ∗ (𝜃) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ความน่าจะเป็นของการเลือกตอบรายการค าตอบต่ าสุด หรือเหนือกว่าจะมีค่าเป็น 1.00 นั่นคือ 𝑃𝑖1∗ (𝜃) = 1.00 และความน่าจะเป็นของการเลือกตอบ เหนือกว่ารายการค าตอบสูงสุด จะมีค่าเป็น 0 ดังนั้น 𝑃𝑖4∗ (𝜃) = 0 จากตัวอย่างค าถามที่ใช้ ความจะ เป็นของการเลือกตอบแต่ละรายการค าตอบของผู้ที่มีคุณลักษณะ 𝜃 เป็นดังนี้ 𝑃𝑖1(𝜃) = 1.00 − 𝑃𝑖1∗(𝜃) 𝑃𝑖2(𝜃) = 𝑃𝑖2 ∗(𝜃) − 𝑃𝑖3 ∗(𝜃) 𝑃𝑖3(𝜃) = 𝑃𝑖3 ∗(𝜃) − 𝑃𝑖4 ∗(𝜃) 46 ดังนั้น ทฤษฎี GRM พัฒนาบนพ้ืนฐานการตอบแบบ 2 พารามิเตอร์ เหมาะส าหรับ แบบวัดหรือข้อค าถามที่มีความยากและค่าอ านาจจ าแนกที่แตกต่างกัน การเลือกใช้โมเดลการ ตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า ควรพิจารณาถึง 1) ปรัชญาความเชื่อเกี่ยวกับ โมเดล และจุดมุ่งหมายของการน าผลไปใช้ของผู้พัฒนาแบบสอบ 2) ควรใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็น Heterogeneous sample และขนาดของกลุ่มตัวอย่างต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะท าให้ความ คลาดเคลื่อนมาตรฐานอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามเป้าหมายของการน าผลไปใช้ 3) ควรเลือกใช้ แผนการตอบที่สะดวกและสามารถตรวจให้คะแนนได้ง่ายอย่างเป็นปรนัย 4) ข้อมูลที่น ามาวิเคราะห์ ต้องมีการตอบทุกข้อและแต่ละข้อจะต้องมีการตอบทุกรายการจึงจะท าให้สามารถประมาณ ค่าพารามิเตอร์ของโมเดลที่เลือกใช้ได้ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) ตารางที่ 6 การประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามจากมาตรประมาณค่า 4 ระดับ โดยใช้ Graded Response Model (GRM) ข้อค าถามที ่ ค่าพารามิเตอร์ 𝛂 (SE) 𝛃1(SE) 𝛃2(SE) 𝛃3(SE) 1 1.01 (0.24) -2.04 (0.48) -1.79 (0.40) -1.16 (0.28) 2 1.13 (0.23) -1.91 (0.34) -1.27 (0.25) -0.54 (0.18) 3 0.39 (0.15) -1.57 (0.92) 0.40 (0.46) 2.67 (1.07) 4 1.78 (0.17) -2.17 (0.50) -0.41 (0.23) 1.39 (0.36) 5 0.50 (0.16) -0.18 (0.35) 1.50 (0.62) 3.01 (0.98) 6 0.91 (0.20) -0.51 (0.21) -0.17 (0.19) 0.35 (0.21) 7 0.25 (0.14) -1.28 (1.07) 1.92 (1.40) 6.85 (3.73) 8 0.25 (0.14) 0.47 (0.69) 2.63 (1.70) 5.97 (3.66) 9 1.08 (0.21) 0.28 (0.16) 0.54 (0.18) 1.39 (0.26) 10 1.05 (0.20) -0.67 (0.20) 0.21 (0.18) 0.62 (0.21) 11 0.55 (0.17) 0.60 (0.34) 1.28 (0.47) 2.25 (0.70) 12 0.55 (0.17) -1.69 (0.61) -0.85 (0.37) -0.31 (0.33) 13 0.92 (0.17) -0.64 (0.22) -0.11 (0.19) 0.91 (0.25) 14 0.57 (0.17) -1.25 (0.25) 0.45 (0.35) 1.30 (0.50) 15 1.20 (0.15) -2.63 (1.33) -1.45 (0.83) 2.96 (2.00) หมายเหตุ -2 log Likelihood = 5,650.8 จากตาราง 6 แสดงค่าพารามิเตอร์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อสอบหรือข้อค าถาม 15 ข้อ และแต่ละข้อมี 4 รายการค าตอบ โดยใช้โปรแกรม MULTILOG (Thissen, 1991 อ้างถึงในศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) ค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบประกอบด้วย พารามิเตอร์ความชันร่วมของข้อค าถาม (α) และค่าพารามิเตอร์ Threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (𝛃1 , 𝛃2 และ 𝛃3 ) ค่า 𝛃 กระจาย ครอบคลุมช่วงของ θ ได้พอสมควร และเป็นค่าเรียงล าดับ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของ GRM นอกจากนี้ โปรแกรม MULTILOG ยังให้ค่า สัดส่วนการตอบแต่ละรายการค าตอบที่ปรากฏ (Observed proportion of responses) และสัดส่วนการตอบแต่ละรายการค าตอบที่คาดหมายตามโมเดล 47 (Expected proportion of responses) ค่าดังกล่าวช่วยบ่งบอกว่าโมเดลสามารถท านายผลการตอบ รายข้อของผู้ตอบได้ดีเพียงไร ซึ่งอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความสอดคล้องระหว่างโมเดล กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อค าถามที่ 3,7,8 และ 14 มีค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมที่ต่ ากว่าข้ออ่ืน เพราะ ผู้ตอบหลายคนเลือกรายการค าตอบแบบสุดขั้ว จึงเป็นข้อที่ไม่ค่อยสัมพันธ์กับคุณลักษณะ θ ที่มุ่งวัด ส าหรับข้อ 1,2,9 และ 10 มีค่าพารามิเตอร์ความร่วมสูงกว่าข้ออ่ืน อาจแปลผลได้ในท านองมีค่า อ านาจจ าแนกสูงกว่าข้ออ่ืน แต่ควรพิจารณาถึงระดับการจ าแนก ณ ต าแหน่ง θ ต่าง ๆ โดยค านวณ ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม ตารางที่ 7 แสดงค่าพารามิเตอร์ของแบบวัดและค่าพารามิเตอร์ของผู้ตอบ ค่าพารามิเตอร์ของแบบวัด α หมายถึงความชันร่วมของข้อค าถาม β หมายถึง ค่า Threshold ของแต่ละรายการ ค าตอบของข้อที่ i ค่าพารามิเตอร์ของผู้ตอบ θ หมายถึง ความสามารถของผู้ตอบ 4.3.1) ฟังก์ชันสารสนเทศ (information function) ดัชนีที่ใช้ประมาณค่า แบบวัดที่ถูกต้องแม่นย าคือ ฟังก์ชันสารสนเทศ (information function) (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) 1) ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม (item information function: IIF) คือ ค่าที่แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง Ii(θ) ของผู้สอบในการ ตอบข้อสอบแต่ละข้อ เป็นดัชนีผสมที่สร้างจากดัชนีคุณลักษณะของข้อสอบหลายลักษณะ ประกอบด้วย ค่าพารามิเตอร์ความยาก ค่าพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก และค่าความแปรปรวนของ คะแนนรายข้อ เพ่ือใช้บ่งชี้คุณภาพของข้อสอบ ซึ่งสามารถค านวณได้จากสูตรต่อไปนี้ IIF หรือ Ii(θ) = ∑ [ 𝑃𝑖𝑥 (𝜃)2 ∗ 𝑃𝑖𝑥(𝜃) ] 𝑚 𝑥=0 ค่า ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อขึ้นอยู่ กับความชันของโค้ ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบและค่าความแปรปรวนที่มีเงื่อนไขที่แต่ละระดับความสามารถ ถ้าโค้ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบชันมากขึ้นในขณะที่ความแปรปรวนของการตอบข้อสอบถูกน้อยลง โค้ง สารสนเทศของข้อสอบที่ระดับความสามารถนั้นๆ จะยิ่งสูงขึ้น ความสูงของโค้งสารสนเทศของข้อสอบ อยู่ที่ระดับความสามารถใด แสดงว่าสามารถจ าแนกระดับความสามารถของผู้สอบได้ดี ณ ระดับ ความสามารถนั้น โดยทั่วไปจะมีค่าฟังก์ชันสารสนเทศจะมีค่าสูงขึ้น ถ้าค่าพารามิเตอร์ a ของข้อสอบมี ค่ามากข้ึน 2) ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด (test information function) เกิดจากผลรวมเชิงพีชคณิตของค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อรวมเข้าด้วยกันทั้งฉบับ ณ ต าแหน่ง θ เดียวกัน เป็นผลมาจากการประมาณค่าความสามารถของผู้สอบจากการตอบข้อสอบ ทั้งฉบับค่านี้แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง (θ) ของแบบสอบทั้ง 48 ฉบับว่ามีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นโค้งสารสนเทศของแบบสอบจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความถูกต้องแม่นย าของ ค่าความสามารถท่ีประมาณได้ จาก IIF สามารถน ามาค านวณ TIF และ SE (θ) ได้ดังนี ้ ซึ่งแสดงในรูปสมการได้ดังนี้ TIF หรือ I(θ) = ∑ 𝐼𝑖(𝜃) 𝑘 𝑖=1 𝑆𝐸(𝜃) = 1 √𝐼(𝜃) เมื่อ I(θ) = ค่าฟังก์ชันสารสนเทศท่ีได้รับจากแบบสอบส าหรับผู้ที่มีความสามารถ θ 4.4 เกณฑ์ปกติ การสร้างเกณฑ์ปกติ (Norms) ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาวิธีการสร้างเกณฑ์ปกติ ดังนี้ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) กล่าวว่า เกณฑ์ปกติ หมายถึง ข้อเท็จจริงทางสถิติที่บรรยายการแจกแจงของคะแนนจากประชากรที่นิยมไว้อย่างดีแล้ว และเป็น คะแนนตัวที่บอกระดับความสามารถของผู้สอบว่าอยู่ในระดับใดของกลุ่มประชากร แต่ในทางปฏิบัติ ประชากรที่นิยมไว้อย่างอย่างดี (Well Defined Population) เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีของประชากร นั่นเอง แต่ต้องมีจ านวนมากพอท่ีจะเป็นตัวแทนของประชากรได้ ไม่เช่นนั้นจะท าให้เกณฑ์ปกติเชื่อมั่น ไม่ได้ การสร้างเกณฑ์ปกติจึงข้ึนอยู่กับเกณฑ์ 3 ประการ 1. ความเป็นตัวแทนที่ดี การสุ่มกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่นิยามท าได้ หลายวิธี เช่น สุ่มแบบธรรมดา สุ่มแบบแบ่งชั้น สุ่มแบบเป็นระบบ หรือสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เป็นต้น เลือก กลุ่มตามความเหมาะสม โดยการพิจารณาประชากรเป็นตัวส าคัญ ถ้าประชากรมีลักษณะเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันไม่มีคุณสมบัติแตกต่างกันมากนัก ใช้วิธีสุ่มแบบธรรมดาดีที่สุด ถ้าเป็นลักษณะมีสิ่งแตกต่าง กันมาก เช่น ขนาดโรงเรียนต่างกัน ระดับความสามารถแตกต่างกัน ท าเลที่ตั้งแตกต่างกันและมีผลต่อ การเรียน กรณีนี้ควรใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ถ้าแต่ละหน่วยการสุ่ม เช่น โรงเรียน ห้องเรียนมี คุณลักษณะไม่แตกต่างกัน แต่แบ่งหน่วยการสุ่มไว้แล้ว การสุ่มแบบนี้ใช้วิธีการสุ่ มแบบแบ่งกลุ่มจะดี ที่สุด 3 วิธีนี้ ใช้ในการสุ่มเพ่ือสร้างเกณฑ์ปกติมากที่สุด ดังนั้น ก่อนสร้างเกณฑ์ปกติต้องวางแผนการ สุ่มให้ดีก่อนเพื่อให้เกณฑ์ปกติเชื่อมั่นได้ 2. มีความเที่ยงตรง ในที่นี้หมายถึงการน าคะแนนดิบไปเทียบกับเกณฑ์ ปกติที่ท าไว้แล้วสามารถแปลความหมายได้ตรงกับความเป็นจริง เช่น คนหนึ่งสอบเลขได้ 20 คะแนน ตรงกับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 และตรงกับคะแนน (T) 50 แปลว่าเป็นความสามารถปานกลาง ของกลุ่ม ความจริงจะเป็นอย่างตัวเลขในเกณฑ์ปกติดังกล่าวได้หรือไม่ ดังนั้น ความสอดคล้องของคะแนนการ สอบกับเกณฑ์ปกติตามความเป็นจริง จึงถือว่าเป็นสิ่งส าคัญมากในการแปลความหมายของการสอบ แต่ละครั้ง 3. มีความทันสมัย เกณฑ์ปกตินั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของประชากร กลุ่มนั้นการพัฒนาคนมีอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม อาหารการกินเหล่านี้ คนจะเก่งขึ้น 49 หรืออ่อนลงได้ ดังนั้น เกณฑ์ปกติท่ีเคยศึกษาไว้นานแล้วหลายปีอาจมีความผิดพลาดจากความเป็นจริง จ าเป็นต้องศึกษาใหม่หรือเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยอยู่เรื่อย ๆ โดยทั่วไปแล้วเกณฑ์ปกติควรจะเปลี่ยน ทุก ๆ 5 ปี สรุปได้ว่า การสร้างเกณฑ์ปกติจึงขึ้นอยู่กับเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นตัว แทนที่ดีมีความเที่ยงตรง มีความทันสมัย 4.4.1 ชนิดของเกณฑ์ปกติ เกณฑ์ปกติแบ่งชนิดได้ตามลักษณะของประชากรและตามลักษณะของการใช้สถิติการเปรียบเทียบ การแบ่งตามลักษณะของประชากร แบ่งได้ดังนี้ 1) เกณฑ์ปกติระดับชาติ (National Norms) การสร้างเกณฑ์ปกติ ระดับชาตินั้นใช้ประชากรที่นิยามไว้มากมายทั่วประเทศ เช่น หาเกณฑ์ปกติของวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระดับชาติ ก็ต้องสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั่วประเทศ หรือสุ่ม ตัวอย่างให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จ านวนนักเรียนที่จะต้องสอบจึงมีมาก เพ่ือให้รู้ว่าสร้างเมื่อ พ.ศ. ใด ก็ต้องก าหนดวัน เดือน ปี การสร้างไว้ด้วย เพื่อคนใช้เกณฑ์ปกติจะได้รู้ว่าทันสมัยหรือไม่ 2) เกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่น (Local Norms) เป็นการสร้างเกณฑ์ปกติ ระดับเล็กลงมา เช่นระดับจังหวัดหรือระดับอ าเภอ การสร้างเกณฑ์ปกติระดับนี้ค่าใช้จ่ายจะน้อยลง และเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทียบคะแนนของผู้สอบกับคนทั้งจังหวัดหรืออ าเภอ ในการจัด การศึกษาบางครั้ง จังหวัดแต่ละจังหวัดอาจเน้นเนื้อหาวิชาบางวิชาไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะทางด้าน วิชาชีพบางจังหวัดเน้นเกษตร บางจังหวัดเน้นอุตสาหกรรม บางจังหวัดเน้นการท าประมง เป็นต้น วิชาที่มีการเน้นแตกต่างกัน การสร้างเกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่นจะมีประโยชน์มาก แต่วิชาพ้ืนฐานอื่น ๆ ก็สามารถหาเกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่นได้เหมือนกัน เพ่ือประโยชน์ในการเปรียบเทียบความสามารถใน วิชาการของนักเรียนคนหนึ่งกับคนทั้งจังหวัดหรืออ าเภอว่าเด็กคนหนึ่งสอบแล้วจะอยู่ในระดับใดเก่ง หรืออ่อนกว่าคนอื่นเพียงใด เพ่ือหาทางปรับปรุงแก้ไขได้ 3) เกณฑ์ปกติของโรงเรียน (School Norms) โรงเรียนบางแห่งมี ขนาดใหญ่ นักเรียนแต่ละชั้นมีจ านวนมาก เวลาสร้างข้อสอบแต่ละวิชา แต่ละระดับชั้นได้ดีมีมาตรฐาน แล้ว จะสร้างเกณฑ์ปกติของโรงเรียนตนเองได้ กรณีสร้างเกณฑ์ปกติของโรงเรียนเดียวหรือกลุ่ม โรงเรียนในเครือเรียกว่าเกณฑ์ปกติของโรงเรียน ใช้ประเมินเปรียบเทียบกับนักเรียนแต่ละคนกับ นักเรียนส่วนรวมของโรงเรียนและใช้ประเมินการพัฒนาของโรงเรียนได้ด้วย โดยดูจากการศึกษาว่าแต่ ละปี เด่นหรือด้อยกว่าปีที่สร้างเกณฑ์ปกติเอาไว้ สรุปได้ว่า เกณฑ์ปกติแบ่งชนิดได้ตามลักษณะของประชากรและตามลักษณะของ การใช้สถิติการเปรียบเทียบ การแบ่งตามลักษณะของประชากร แบ่งได้ดังนี้ เกณฑ์ปกติระดับชาติ (National Norms) เกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่น (Local Norms) เกณฑ์ปกติของโรงเรียน (School Norms) ซึ่งเกณฑ์ปกติที่ผู้วิจัยเลือกคือ เกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่น (Local Norms) เพราะมีความ เหมาะสมและตรงกับงานวิจัยมากที่สุด 50 4.4.2 หลักการทางสถิติในการสร้างเกณฑ์ปกติ หลักการทางสถิติในการสร้างเกณฑ์ปกติ มีรายละเอียดดังนี้ 1) เกณฑ์ปกติเปอร์เซนไทล์ (Percentile Norms) เกณฑ์แบบนี้สร้าง จากคะแนนดิบที่มาจากประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดี แล้วด าเนินการตามวิธีการสร้าง เกณฑ์ปกติแต่พอหาค่าเปอร์เซ็นไทล์ก็หยุดแค่นั้น เกณฑ์ปกติแบบนี้เป็นคะแนนจัดอันดับเท่านั้นจะ น าไปบวก ลบ กันไม่ได้ แต่สามารถเปรียบเทียบและแปลความหมายได้ เช่น เด็กคนหนึ่งสอบได้ 25 คะแนน ไปเทียบกับเกณฑ์ปกติตรงกับต าแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 แสดงว่าเขามีความสามารถ เหนือคนอ่ืน 80 เกณฑ์เปอร์เซ็นไทล์ใช้ควบคู่กับเกณฑ์ปกติคะแนนมาตรฐานอ่ืนอยู่เสมอ เพราะ แปลผลได้ง่ายไม่ซับซ้อน 2) เกณฑ์ปกติคะแนนที (T-Score Norms) นิยมใช้กันมากเพราะเป็น คะแนนมาตรฐานสามารถน ามาบวกลบและเฉลี่ยได้ มีค่าเหมาะสมในการแปลความหมายคือ มีค่า ตั้งแต่ 0 ถึง 100 มีคะแนนเฉลี่ย 50 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 10 3) เกณฑ์ปกติสเตไนนท์ (Stanies Norms) คะแนนแบบนี้เป็นคะแนน มาตรฐานชนิดหนึ่งแต่มีค่าเพียง 9 ตัว (Standard nine points) ค่าตั้งแต่ 1 ถึง 9 คะแนน เฉลี่ยอยู่ที่ 5 คะแนน มีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 คะแนน วิธีการหามักจะเทียบจากเปอร์เซ็นต์ของความถี่ที่ คะแนนเรียงตามค่าจะสะดวกกว่า 4) เกณฑ์ปกติตามอายุ (Age Norms) แบบทดสอบมาตรฐานบางอย่าง หาเกณฑ์ปกติตามอายุ เพ่ือดูพัฒนาการในเรื่องเดียวกันว่า อายุต่างกันจะมีพัฒนาการอย่างไร โดยส่วนมากแบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญาและความถนัดจะหาเกณฑ์ปกติโดยวิธีนี้ ส่วนแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์จะหาเฉพาะแบบทดสอบวิชาที่เป็นพ้ืนฐาน เช่น ภาษาและคณิตศาสตร์เป็นต้น และค านึง ว่า เนื้อหาจะต้องไม่มีผลกับระดับอายุ เช่น เรื่องค าศัพท์ สามารถหาได้ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี ทั้งนี้เพ่ือ จะดูว่าศัพท์ที่ก าหนดไว้จ านวนหนึ่งนั้น ถ้านักเรียนคนหนึ่งอายุ 10 ปี สอบได้จ านวนหนึ่ง เมื่อเทียบกับ เกณฑ์ปกติน่าจะเป็นความสามารถค าศัพท์เท่ากับอายุเท่าใด อาจจะเท่ากับเด็กอายุ 8 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี 5) เกณฑ์ปกติตามระดับชั้น (Grade Norms) เป็นการหาเกณฑ์ปกติ ตามระดับชั้นว่าคะแนนเท่าไรควรจะอยู่ระดับชั้นไหนจึงจะเหมาะสม แบบทดสอบที่จะท าเกณฑ์ปกติ ชนิดนี้ได้ต้องเป็นเนื้อหาเดียวกัน ดังนั้น การวัดที่มีเนื้อหาแตกต่างกันตามระดับชั้นจะท าไม่ได้ ท าให้ ไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบแปลผลว่าอย่างไร วิชาที่นิยมมักจะเป็นวิชาพ้ืนฐาน เช่น ค าศัพท์ คณิตศาสตร์ เบื้องต้น แบบทดสอบก็ต้องออกความรู้ ความสามารถที่กว้าง เช่น ค าศัพท์ก็ให้ครอบคลุม ตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วศึกษาดูว่าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะได้กี่คะแนน ปีที่ 2 จะได้กี่คะแนนไปเรื่อย ๆ จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะได้กี่คะแนน โดยมากแต่ละ ระดับชั้นก็จะเป็นช่วงคือการแจกแจงของคะแนนจะซ้อนทับกันเป็นระยะไป เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถ้าเด็ก คนหนึ่งมาสอบแบบทดสอบฉบับนี้ได้คะแนน 20 คะแนน และก าลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่เมือ่เทียบแล้วเท่ากับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะได้น าไปพัฒนาต่อไป จากการศึกษาหลักการทางสถิติในการสร้างเกณฑ์ปกติ ดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า หลักการทางสถิติในการสร้างเกณฑ์ปกติ มี 5 เกณฑ์ ได้แก่ เกณฑ์ปกติเปอร์เซ็นไทล์ เกณฑ์ปกติ 51 คะแนนที เกณฑ์ปกติสเตไนน์ เกณฑ์ปกติตามอายุ และเกณฑ์ปกติตามระดับชั้น ผู้วิจัยได้สร้างเกณฑ์ ปกติโดยแปลงคะแนนดิบให้อยู่ในรูปเกณฑ์ปกติเปอร์เซนไทล์ โดยใช้การค านวณต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ ไทล์เทียบกับคะแนนทีปกต ิ 5. ทฤษฏีตอบสนองข้อสอบ และทฤษฏีตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 5.1 ทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบ (Item Response Theory : IRT) 5.1.1 หลักการของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ศิริชัย กาญจนวาสี (2556) ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ( IRT) ได้เสนอ แนวคิดที่ว่า ความน่าจะเป็นของการตอบข้อสอบได้ถูกต้องขึ้นอยู่กับความสามารถจริงของผู้ตอบ และคุณลักษณะของข้อสอบ ได้แก่ พารามิเตอร์ความยาก อ านาจจ าแนก และโอกาสในการเดา ข้อสอบได้ถูก โดยที่ทฤษฎี IRT มีข้อตกลงเบื้องต้นว่า แบบสอบต้องมุ่งวัดในคุณลักษณะเดียว มีความ เป็นอิสระระหว่างข้อสอบ โมเดลการตอบสนองข้อสอบเป็นรูปแบบฟังชั่นก์โลจิสติค (Logistic function) และแบบสอบที่ใช้ไม่เป็นแบบสอบประเภทความเร็วทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ จ าแนก ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนน 2 ค่า (Dichotomous IRT) เป็นโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่ใช้การตรวจคะแนนรายข้อแบบ 2 ค่า เช่น การตรวจให้ คะแนนแบบ 0,1 (ตอบผิดให้ 0 ตอบถูกให้ 1) เป็นต้น ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้ คะแนนมากกว่า 2 ค่า (Polychromous IRT) เป็นโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่ตรวจให้คะแนน มากกว่า 2 ค่า เช่น ข้อค าถามมาตรประมาณค่า (Rating scale) การตรวจให้คะนนความรู้บางส่วน (Partial credit) เป็นต้น ส าหรับการศึกษาครั้งนี้ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ที่ตรวจให้คะแนน มากกว่า 2 ค่า ดังนั้นจึงขอน าเสนอเฉพาะทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า (Polytomous IRT) 5.1.2 ข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ 1) แบบทดสอบที่มีมิติเดียว ( Unidimention Test ) หมายความว่า ข้อสอบแต่ละข้อในแบบทดสอบจะต้องวัดความสามารถหรือคุณลักษณะเดียวกัน หรือมีความเป็น เอกพันธ์กัน 2) ข้อสอบแต่ละข้อจะต้องเป็นอิสระจากกัน หมายความว่าการตอบ ข้อสอบข้อใดข้อหนึ่งถูกจะไม่มีผลต่อการตอบข้อสอบข้ออ่ืน ๆ 3) โอกาสที่ผู้เข้าสอบจะตอบข้อสอบข้อนั้นถูกขึ้นอยู่กับโค้งลักษณะ ข้อสอบ ( Item Characteristic Curve ; ICC ) ของแต่ละโมเดลที่ ใช้ ไม่ ขึ้ นกับการแจกแจง ความสามารถของกลุ่มตัวอย่าง 4) การสอบที่ไม่แข่งขันด้านเวลา IRT ถือว่าความสามารถ (θ) เป็น ปัจจัยส าคัญต่อผลการสอบ ความเร็วในการตอบจะต้องไม่มีอิทธิพลต่อผลการสอบ การจัดการสอบจึง ไม่อยู่ในสถานการณ์ท่ีสอบแข่งขันกันด้วยเวลาการสอบจะต้องอยู่ในลักษณะที่ผู้สอบซึ่งมีความสามารถ มีเวลาเพียงพอในการท าข้อสอบ (Power Test Administration) 52 5.1.3 พารามิเตอร์ของทฤษฎีการตอบข้อค าถาม ตามทฤษฎีเราแบ่ง พารามิเตอร์ออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) พารามิเตอร์ของข้อสอบ ( Item Parameter ) ได้แก่ 1.1) ค่าความยาก (b) หมายถึง สัดส่วนของคนที่ท าข้อสอบข้อ นั้นถูก หรือหมายถึงค่าที่แสดงถึงระดับความสามารถของผู้สอบ ( θ ) ที่จุดโค้งลักษณะข้อสอบมีความ ชันมากที่สุด มีค่าตั้งแต่ -∞ ถึง ∞ แต่ในทางปฏิบัติจะอยู่ระหว่าง -3 ถึง +3 ค่า -3 แสดงว่าข้อสอบ นั้นง่ายมาก และค่า +3 แสดงว่าข้อสอบนั้นยากมาก 1.2) ค่าอ านาจจ าแนก (a) หมายถึง ความสามารถของข้อสอบที่ แยกเด็กออกเป็น 2 พวก คือพวกตอบถูกกับพวกตอบผิด ในการวิจัยนี้หมายถึง ค่าที่เป็นสัดส่วน โดยตรงกับความชันของโค้งคุณลักษณะของข้อสอบ ณ จุดเปลี่ยนโค้งมีค่าตั้งแต่ -∞ ถึง ∞ แต่ ในทางปฏิบัติมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 2 เพราะค่า a ที่เป็นลบแสดงว่าข้อสอบไม่ดี ใช้ไม่ได้ต้องตัดทิ้ง ค่า 0 แสดงว่าข้อสอบไม่มีค่าอ านาจจ าแนก ค่า +2 แสดงว่าข้อสอบมีค่าอ านาจจ าแนกสูง ในการคัดเลือก ข้อสอบ ข้อสอบที่คัดไว้จะมีค่า a ตั้งแต่ 0.3 ขึ้นไป 1.3) ค่าสัมประสิทธิ์การเดา ( c ) หมายถึง ความน่าจะเป็นของ บุคคลหนึ่งที่ปราศจากความสามารถจะตอบข้อสอบนั้นได้ถูกต้อง เป็นค่าที่แสดงถึงโอกาสการตอบ ข้อสอบถูกโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มีค่าจาก 0 ถึง 1 จะคัดเลือกเอาข้อสอบที่มีค่า c ต่ ากว่า 0.3 ในงานวิจัยนี้ มี 2 พารามิเตอร์ คือ พารามิเตอร์ ความยาก (b) กับพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก (a) 2) พารามิเตอร์ของผู้สอบ ได้แก่ ระดับความสามารถของผู้สอบ (θ) หมายถึง ศักยภาพของผู้สอบที่ประมาณได้จากการกระท าข้อสอบตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ มี ค่าอยู่ระหว่าง -3 ถึง +3 ค่า –3 แสดงว่ามีความสามารถต่ า และค่า +3 แสดงว่ามีความสามารถสูง 5.2 โมเดลการตอบสนองข้อสอบ (Item Response Models) IRT อยู่บนฐานความเชื่อว่า ฟังก์ชันลักษณะข้อสอบ หรือโค้งลักษณะข้อสอบ (ICC) สามารถสะท้อนความสัมพันธ์จริงระหว่างความสามารถของผู้สอบกับลักษณะของข้อสอบและ ผลการตอบ โมเดลการตอบสนองข้อสอบเสนอ ICC ซึ่งเป็นฟังก์ชันโลจิส ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน ตามจ านวนพารามิเตอร์ที่ใช้บรรยายลักษณะของข้อสอบ โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้ คะแนน 2 ค่า (Dichotomous Item Response Model) ที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ โมเดลการ ตอบสนองข้อสอบแบบ 1-พารามิเตอร์, 2-พารามิเตอร์, 3-พารามิเตอร์ การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับ จุดมุ่งหมายของงานและธรรมชาติของข้อมูล 5.2.1 โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบ 1-พารามิเตอร์ มีข้อตกลงเบื้องต้น ว่า ข้อสอบแต่ละข้อมีพารามิเตอร์ c = 0 และพารามิเตอร์ a เท่ากัน แต่มีความแตกต่างกันเฉพาะ พารามิเตอร์ b เท่านั้น โมเดลนี้จึงเหมาะส าหรับใช้กับข้อสอบอิงเกณฑ์ที่ไม่สลับซับซ้อน ข้อสอบที่ ค่อนข้างเรียบง่ายส าหรับพัฒนาคลังข้อสอบที่มีความเป็นเอกพันธ์ 5.2.2 โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบ 2-พารามิเตอร์ มีข้อตกลงเบื้องต้น ว่า ข้อสอบแต่ละข้อมีพารามิเตอร์ c = 0 มีความแตกต่างกันของพารามิเตอร์ a และ b โมเดลนี้จึง 53 เหมาะส าหรับใช้กับข้อสอบที่ต้องเติมค าตอบ หรือข้อสอบแบบเลือกตอบที่ไม่ยากมากนักและกลุ่ม ผู้สอบมีความพร้อมในการตอบ 5.2.3 โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบ 3-พารามิเตอร์ มีข้อตกลงเบื้องต้น ว่าข้อสอบแต่ละข้อมีความแตกต่างกันได้ทั้ง พารามิเตอร์ a, b และ c โมเดลนี้จึงเหมาะส าหรับใช้กับ ข้อสอบแบบเลือกตอบทั่วไป ข้อสอบแบบหลายตัวเลือก เนื่องจากผู้สอบสามารถเดาค าตอบได้ 5.3 ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (การตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า Polytomous IRT Models) เป็นโมเดลความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เชิงเส้นตรงระหว่างความสามารถของผู้สอบกับ โอกาสของการเลือกตอบแต่ละรายการค าตอบ ที่ก าหนดให้ผู้พัฒนาโมเดลการตอบสนองข้อสอบ ส าหรับการตรวจให้คะแนนรายข้อมากกว่า 2 ค่า ไว้หลายโมเดล โดยยกตัวอย่าง 6 โมเดลอันเป็นรู้จัก โดยทั่วไป ได้แก่ 5.3.1) Graded Response Model (GRM) ซามิจิมา (Samejima, 1969,1996 อ้างถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี . 2550) ได้พัฒนา Graded-Response Model (GRM) ส าหรับใช้กับแบบสอบหรือแบบวัดที่แต่ละข้อ ค าถามมีรายการค าตอบแบบมาตรเรียงล าดับ (Ordered categorical responses) โดยแต่ละข้ออาจ มีจ านวนรายการค าตอบที่แตกต่างกันได้ เช่น มาตรประมาณค่า (Rating scale) ที่ไม่จ าเป็นต้องมี รายการค าตอบเท่ากันทุกข้อ การตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนที่แต่ละข้อมีจ านวนล าดับขั้นตอน ของการให้คะแนนแตกต่างกัน Graded-Response Model (GRM) มีลักษณะเป็นโมเดลทั่วไปของ โมเดลการตอบสนองข้อสอบที่มี 2 พารามิเตอร์ (2-Parameter Model) และใช้หลักการค านวณ ความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละรายการค าตอบแบบ 2 ขั้นตอน (Indirect IRT Model) โดยขั้นตอน แรกค านวณค่าความชันร่วมของแต่ละข้อค าถาม จากนั้นจึงค านวณค่าพารามิเตอร์ของแต่ละรายการ ค าตอบในแต่ละข้อค าถาม 5.3.2) Modified Graded-Response Model มูรากิ (Muraki, 1990) ได้ปรับปรุงโมเดล GRM จึงเรียกว่า Modified Graded-Response Model (M-GRM) เพ่ือให้สะดวกแก่การใช้กับแบบวัดประเภท มาตรประมาณค่า (Rating scale) ที่นิยมให้มีจ านวนรายการค าตอบที่เท่ากัน หรือมีรูปแบบการตอบที่คงที่ส าหรับ ทุก ข้อค าถาม เช่น รูปแบบการตอบเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (Likert rating scale) M- GRM มีลักษณะเป็นโมเดลเฉพาะของโมเดล GRM โดยสามารถน าไปใช้กับข้อค าถามที่มีรายการ ค าตอบแบบมาตรเรียงล าดับ ที่มีจ านวนรายการค าตอบเท่ากันทุกข้อค าถาม หรือมีรูปแบบการตอบ คงที่เหมือนกันทุกข้อ ส าหรับการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละรายการค าตอบใช้วิธี 2 ขั้นตอน (Indirect Method) เหมือนโมเดล GRM 5.3.3) Partial Credit Model (PCM) มาสเตอร์ (Master, 1982) ได้พัฒนา Partial Credit Model (PCM) ส าหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อสอบหรือข้อค าถามที่มีกระบวนการตอบหลายล าดับขั้น ซึ่งจ าเป็นต้องมี การตรวจให้คะแนนการตอบถูกต้องหรือตอบถูกบางส่วนในแต่ละล าดับขั้นของกระบวนการตอบ เช่น 54 ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีการให้คะแนนค าตอบถูกบางส่วน แบบวัดเจตคติ บุคลิกภาพ เชาว์ปัญญา ที่มีการให้คะแนนค าตอบเป็นล าดับขั้น PCM มีลักษณะเป็นโมเดลที่พัฒนา ขยายต่อจากโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่มี 1 พารามิเตอร์ (1-Parameter Model) จึงมีลักษณะ พารามิเตอร์มาตรฐานคล้ายโมเดลของราสซ์ (Rasch Model) และใช้หลักการค านวณความน่าจะเป็น ของการตอบแต่ละระดับข้ันการตอบโดยตรง แบบขั้นตอนเดียว (Direct IRT Method) 5.3.4) Generalized Partial Credit Model (G-PCM) มูรากิ (Muraki; 1992,1993) ได้พัฒนา Generalized Partial Credit Model (G-PCM) ท าให้โมเดล PCM มีลักษณะเป็นโมเดลทั่วไป โดยยอมให้ข้อค าถามแต่ละข้อ สามารถมีค่าพารามิเตอร์ความชันแตกต่างกันได้ G-PCM มีลักษณะเป็นโมเดลทั่วไปของ PCM และใช้ หลักการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละระดับขั้นการตอบโดยตรงแบบขั้นตอนเดียว (Direct IRT Method) 5.3.5) Rating Scale Model (RSM) มีผู้พัฒนาโมเดลที่เรียกว่า Rating Scale Model หลายลักษณะ ซึ่งมี ความแตกต่างกันในแง่ของความสลับซับซ้อนอย่างหลายหลายแนวคิด (Anderson, 1995) ในที่นี้จะ ขอน าเสนอ Rating Scale Model (RSM) ตามแนวคิดของ Andrich (1978) RSM เป็นโมเดลที่คล้าย PCM อยู่บนพื้นฐานของโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่มี 1 พารามิเตอร์ (1-Parameter Model) และ ใช้หลักการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละระดับขั้น การตอบโดยตรงแบบขั้นตอนเดียว (Direct IRT Method) 5.3.6) Nominal Response Model (NRM) บอค (Bock, 1972) ได้พัฒนา Nominal Response Model (NRM) ส าหรับใช้วิเคราะห์ข้อสอบหรือข้อค าถามที่รายการค าตอบไม่จ าเป็นต้องถูกจัดเรียงล าดับ เช่น ข้อสอบแบบหลายตัวเลือก (Mutiple choices) ข้อค าถามวัดเจตคติ ข้อค าถามส าหรับประเมิน บุคลิกลักษณะ NRM มีลักษณะเป็นโมเดลทั่วไปที่ใช้หลักการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบ แต่ ละรายการค าตอบ โดยตรงแบบขั้นตอนเดียว (Direct IRT Model) โมเดลที่ค านวณความน่าจะเป็น แบบขั้นตอนเดียวที่กล่าวมาข้างต้น ต่างเป็นโมเดลลักษณะเฉพาะ (Special cases) ของโมเดล NRM 55 ตารางที่ 8 แสดงลักษณะโมเดลที่การตอบสนองข้อสอบที่มีการตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า โมเดล ผู้พัฒนา ลักษณะรายการค าตอบ ลักษณะ พื้นฐาน ของโมเดล วิธีค านวณโอกาส การตอบแตล่ะ รายการ การน าไปใช้ ช่ือโปรแกรม Nominal categories Ordered categories จ านวนสเกล ช่องห่างระหว่าง สเกล 1-PL 2-PL วิธีตรง วิธีอ้อม เท่ากัน ไม่จ าเป็น เท่ากัน ไม่จ าเป็น GRM Samejima (1969)     แบบวัดที่มีการให้คะแนน รายข้อเป็นล าดับขั้น Multilog (Thisen,1991) M-GRM Muraki (1990)     แบบวัดเจตคติที่มสีเกล ค าตอบเป็น interval แบบเดียวกัน Parscale (Muraki,1993) PCM Masters (1982)     แบบวัดผลสัมฤทธ์ิที่มีการ ตรวจให้คะแนนค าตอบ ถูกบางส่วน Parscale (Muraki,1993) G-PCM Muraki (1992)     แบบวัดผลสัมฤทธ์ิหรือ แบบวัดที่มีการให้คะแนน ค าตอบถูกบางส่วน Parscale (Muraki,1993) RSM Andrich (1978)     แบบวัดเจตคติหรือแบบ วัดคุณลักษณะทั่วไป Rumn (Sheridan et al.,1996) NRM Bock (1972)      แบบวัดทั่ว ๆ ไปท่ีมีหลาย ตัวเลือกซึ่งให้คะแนน หลายค่า Thissen(1993) (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) 55 56 การเลือกใช้โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ในทางปฏิบัติควรพิจารณาถึง 1. ปรัชญาความเชื่อเกี่ยวกับโมเดล และจุดมุ่งหมายของการน าผลไปใช้ของการ พัฒนาแบบวัด 2. ควรใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นวิวิธพันธ์ (Heterogeneous sample) และ ขนาดกลุ่มตัวอย่างต้องใหญ่พอที่จะท าให้ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการประมาณค่าอยู่ในระดับ ที่ยอมรับได้ตามเป้าหมายของการน าผลไปใช้ 3) ควรเลือกใช้แบบแผนการตอบที่สะดวก และสามารถ ตรวจให้คะแนนได้ง่ายอย่างเป็นปรนัย และ 4) ข้อมูลที่น ามาวิเคราะห์จะต้องมีการตอบทุกข้อ และ แต่ละข้อจะต้องมีการตอบทุกรายการ จึงจะท าให้สามารถประมาณค่าพารามิเตอร์ตามโมเดลที่เลือก ได ้ ส าหรับการวิจัยครั้งนี้ เลือกใช้โมเดล Graded - Response Model : GRM ซามิจิ มา (Samejima, 1969,1996 อ้างถึงใน ศิริชัย กาญจนวาสี. 2550) ได้พัฒนา Graded-Response Model (GRM) ส าหรับใช้กับแบบสอบหรือแบบวัดที่แต่ละข้อค าถามมีรายการค าตอบแบบมาตร เรียงล าดับ (Ordered categorical responses) โดยแต่ละข้ออาจมีจ านวนรายการค าตอบที่แตกต่าง กันได้ เช่น มาตรประมาณค่า (Rating scale) ที่ไม่จ าเป็นต้องมีรายการค าตอบเท่ากันทุกข้อ การตรวจ ให้คะแนนความรู้บางส่วนที่แต่ละข้อมีจ านวนล าดับขั้นตอนของการให้คะแนนแตกต่างกัน Graded- Response Model (GRM) มีลักษณะเป็นโมเดลทั่วไปของโมเดลการตอบสนองข้อสอบที่มี 2 พารามิเตอร์ (2-Parameter Model) และใช้หลักการค านวณความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละ รายการค าตอบแบบ 2 ขั้นตอน (Indirect IRT Model) โดยขั้นตอนแรกค านวณค่าความชันร่วมของ แต่ละข้อค าถาม จากนั้นจึงค านวณค่าพารามิเตอร์ของแต่ละรายการค าตอบในแต่ละข้อค าถาม โดย งานวิจัยในครั้งนี้ เลือกใช้แบบวัดเชิงสถานการณ์ แบบ 4 ตัวเลือก ซึ่งมีการตรวจให้คะแนนแบบพหุ วิภาค ซึ่งมีค่าคะแนนรายตัวเลือก และเกณฑ์การให้คะแนนของค าตอบแต่ละข้อ เป็นแบบมาตร เรียงล าดับ โดยใช้เกณฑ์รูบริคในการก าหนดค่าคะแนนของค าตอบแต่ละตัวเลือก ส าหรับการค านวณ ความน่าจะเป็นของการตอบแต่ละรายการค าตอบใช้วิธี 2 ขั้นตอน (Indirect Method) (รายละเอียด กล่าวไว้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือวัดโดยประยุกต์ทฤษฏีตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค) ซึ่ง สอดคล้องกับ งานวิจัยของ เอมอร จังศิริพรปกรณ์ (2545) ที่เปรียบเทียบคุณภาพของแบบสอบ เลือกตอบที่ตรวจด้วยวิธีการให้คะแนนแบบความรู้บางส่วน (Polytomous) กับ วิธีประเพณีนิยม (Dechotomous) ผลสรุปว่า วิธีการให้คะแนนแบบความรู้บางส่วน (Polytomous) มีค่าฟังก์ชัน สารสนเทศของข้อค าถาม ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด และอัตราส่วนสารสนเทศเฉลี่ยสูงกว่า วิธีประเพณีนิยม (Dechotomous) (เอมอร จังศิริพรปกรณ์, 2545) 5.4 ฟังก์ชันสารสนเทศ (information function) ดัชนีที่ใช้ประมาณค่าแบบวัด ที่ถูกต้องแม่นย าคือ ฟังก์ชันสารสนเทศ (information function) (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) 5.4.1 ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม (item information function: IIF) คือ ค่าที่แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง Ii(θ) ของผู้สอบในการตอบ ข้อสอบแต่ละข้อ เป็นดัชนีผสมที่สร้างจากดัชนีคุณลักษณะของข้อสอบหลายลักษณะ ประกอบด้วย 57 ค่าพารามิเตอร์ความยาก ค่าพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก และค่าความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ เพ่ือใช้บ่งชี้คุณภาพของข้อสอบ ลักษณะของฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม สามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผลรวมของค่าสารสนเทศของข้อสอบทุกข้อคือ ค่าสารสนเทศของ แบบสอบ 2) ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามจะสูงขึ้น ส าหรับผู้สอบที่มี ความสามารถ θ ใกล้กับค่าพารามิเตอร์ b ของข้อสอบ และค่าสารสนเทศของข้อสอบจะลดลง ส าหรับผู้สอบที่มีความสามารถ θ ไกลจากค่าพารามิเตอร์ b ของข้อสอบ 5.4.2) ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อขึ้นอยู่กับความชันของโค้ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบและค่าความแปรปรวนที่มีเงื่อนไขที่แต่ละระดับความสามารถ ถ้าโค้ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบชันมากขึ้นในขณะที่ความแปรปรวนของการตอบข้อสอบถูกน้อยลงโค้ง สารสนเทศของข้อสอบที่ระดับความสามารถนั้นๆ จะยิ่งสูงขึ้น ความสูงของโค้งสารสนเทศของข้อสอบ อยู่ที่ระดับความสามารถใด แสดงว่าสามารถจ าแนกระดับความสามารถของผู้สอบได้ดี ณ ระดับ ความสามารถนั้น โดยทั่วไปจะมีค่าฟังก์ชันสารสนเทศจะมีค่าสูงขึ้น ถ้าค่าพารามิเตอร์ a ของข้อสอบมี ค่ามากข้ึน 5.4.3) ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด (test information function) เกิดจาก ผลรวมเชิงพีชคณิตของค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อรวมเข้าด้วยกันทั้งฉบับ ณ ต าแหน่ง θ เดียวกัน เป็นผลมาจากการประมาณค่าความสามารถของผู้สอบจากการตอบข้อสอบทั้ง ฉบับค่านี้แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง (θ) ของแบบสอบทั้งฉบับ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นโค้งสารสนเทศของแบบสอบจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความถูกต้องแม่นย าของค่า ความสามารถที่ประมาณได้ ลักษณะของฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด สามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อมีความเป็นอิสระจาก กันต่อค่าสารสนเทศของแบบสอบ ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม แต่ไม่ สามารถค านวณค่าของ แต่ละข้อได้อย่างเป็นอิสระจากกัน ดังนั้นคะแนนที่ ได้จึงขึ้นอยู่กับ ลักษณะเฉพาะของกลุ่มข้อสอบและแบบสอบเฉพาะฉบับที่เลือกมาใช้ 2) ค่าฟังก์ชันสารสนเทศมีความสัมพันธ์ผกผันกับความคลาดเคลื่อน มาตรฐานของการประมาณค่า ด้วยคุณสมบัติด้านความไม่แปรเปลี่ยนไปตามกลุ่มตัวอย่างของ ค่าพารามิเตอร์ของข้อสอบจากการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ จึงท าให้ค่าฟังก์ชัน สารสนเทศเหมาะสมที่ใช้เป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของข้อสอบและแบบสอบแทนการหาค่าความเที่ยง และความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการวัดตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม 6. งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อ Potter (2005) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ด้านการรู้ เท่าทันสื่อ ปรากฏว่า ทักษะการอ่านออกเขียนได้ เป็นทักษะที่ส าคัญที่จะน าสู่การรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งทักษะการอ่าน เปรียบได้กับเครื่องมือในการสั่งสมความรู้เป็นพ้ืนฐานความรู้ของแต่ละบุคคล คนที่มีทักษะการอ่าน 58 ออกเขียนได้สูง จะสามารถเรียนรู้และท าความเข้าใจสื่อได้ดี ท าให้มีระดับการรู้เท่าทันสื่อสูงตามไป ด้วย คนเหล่านั้นจะสามารถเข้าใจในเนื้อหาสื่อได้ดี และมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นว่าจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อ เนื้อหาจากสื่อเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ไปจนถึงสามารถในการใช้สื่อเพ่ือให้สัมฤทธิ์ผลตาม วัตถุประสงค์ของตนเองได้ Janis B. Kupersmidt, PhD. (2010) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน ระดับประถมศึกษาเพ่ือการป้องกัน : การศึกษานักสืบสื่อ พบว่า การใช้รูปแบบกิจกรรม นักสืบสื่อ จ านวน 10 บทเรียน ท าให้นักเรียนกลุ่มทดลองมีความรู้เท่าทันสื่อสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ นอกจากนี้ พบว่าการรับรู้ความสามารถของตนเองมีความพันธ์กับการรู้เท่าทันสื่อของ นักเรียน สุขใจ ประเทองสุขเลิศ (2549) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับ ความส าคัญของการรู้เท่าทันสื่อในยุคโลภาภิวัตน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาว่า คนไทยรับรู้ถึง ความส าคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ความต่างกัน ด้านอายุ ระดับการศึกษา บทบาทในครอบครัว บทบาททางสังคม และประสบการณ์ด้านสื่อ ท าให้คน ไทยรับรู้ถึงความส าคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โดย ใช้วิธีวิจัยเชิงส ารวจ และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี่ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มครูอาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา ประชาชนที่ยังไม่มีบุตร และนักรณรงค์ เคลื่อนไหวทางสังคม ผลการวิจัย พบว่า คนไทยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากสื่อมวลชนมาก และเห็น ว่าการแก้ปัญหาที่เกิดจากสื่อมวลชนด้วยวิธีการควบคุมและลงโทษผู้ผลิต/ผู้บริโภคสื่อส าคัญกว่าการ ฝึกฝนผู้บริโภคให้รู้เท่าทันสื่อ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่แตกต่างกันทั้งสี่ด้านของคนไทย คือ อายุ ระดับ การศึกษา บทบาทในครอบครัว บทบาททางสังคม และประสบการณ์ด้านสื่อก็พบกว่า คนไทยที่เป็น นักรณรงค์ด้านรู้เท่าทันสื่อ และผู้มีส่วนผลักดันนโยบายทางการศึกษาเห็นความส าคัญของการรู้เท่าทัน สื่อมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอ่ืน ส่วนการรับรู้เกี่ยวกับทักษะการรู้เท่าทันสื่อของคนไทยพบว่า คน ไทยเห็นความส าคัญของทักษะการรู้เท่าทันสื่อค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า และการ คิดวิเคราะห์ ในขณะที่พวกเขาเห็นว่าทักษะการสร้างสรรค์สื่อจ าเป็นน้อยที่สุด นอกจากนี้เมื่อพิจารณา จากปัจจัยที่แตกต่างกันทั้งสี่ด้านก็พบว่าคนไทยที่มีการศึกษาสูงกว่า กลับมีประสบการณ์ด้านสื่อน้อย กว่า นอกจากนี้นักรณรงค์ด้านรู้เท่าทันสื่อและผู้มีส่วนผลักดันนโยบายการศึกษาเห็นความส าคัญของ ทักษะการวิเคราะห์มากที่สุด อย่างไรก็ดี ไม่มีกลุ่มใดที่เรียงล าดับความส าคัญของการรู้เท่าทันสื่อ แตกต่างกัน สุภา พนัสบดี (2556) ได้ศึกษาเกี่ยวการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล และพฤติกรรมการเปิดรับกับการรู้เท่าทันสื่อ: กรณีศึกษารายการการ์ตูนโทรทัศน์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเปิดรับกับการรู้เท่าทันการ์ตูนโทรทัศน์ในมิติด้านความรู้ ความ เข้าใจ มิติด้านอารมณ์ มิติด้านจริยธรรม และมิติด้านสุนทรียศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอน ปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้การวิจัย เชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่ม ตัวอย่าง คือนักเรียนชายและหญิงระดับประถมศึกษาตอนปลายที่ศึกษาอยู่ ในโรงเรียน เขต กรุงเทพมหานคร จ านวน 400 คน การวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน 59 มาตรฐาน การทดสอบที (T-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ที่ระดับนัยส าคัญ 0.05 ผลการวิจัย พบว่าการรู้เท่าทันการ์ตูนโทรทัศน์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับปานกลางทุกมิติ โดยพบว่าอายุมี ความสัมพันธ์กับการรู้เท่าทันการ์ตูนโทรทัศน์ในมิติด้านสุนทรียศาสตร์ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมี ความสัมพันธ์กับการรู้เท่าทันการ์ตูนโทรทัศน์ในมิติด้านจริยธรรมและมิติด้านสุนทรียศาสตร์ และ รูปแบบของการ์ตูนโทรทัศน์ที่เปิดรับมีความสัมพันธ์กับการรู้เท่าทันการ์ตูนโทรทัศน์ ในมิติด้านความรู้ ความเข้าใจ มิติด้านอารมณ์ และมิติด้านจริยธรรม ทั้งนี้ภาครัฐและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ควรมีส่วน ร่วมในการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อเพ่ือให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้บริโภคสื่อที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง ผู้ปกครองควรใช้เวลาส่วนหนึ่งชมโทรทัศน์ร่วมกับบุตรหลานเพ่ือเป็นโอกาสเสริมสร้างทักษะการรู้เท่า ทันสื่อแก่เด็กให้ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ น้ าทิพย์ องอาจวานิชย์ (2556) ได้พัฒนาแบบวัดทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ตามการ รับรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: การประยุกต์ใช้แนวคิดการเข้าถึงคุณลักษณะที่มุ่งวัดของแบบ สอบ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพ่ือพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดทักษะแห่งศตวรรษ ที่ 21 ตามการรับรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการเข้าถึงคุณลักษณะที่ มุ่งวัดของแบบสอบ สร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น และประเมินทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยส าหรับเปรียบเทียบคุณภาพของเครื่องมือสร้างจากนิยามทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ของภาคีเพ่ือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 คือ แบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ชนิดมาตร ประมาณค่า และชนิดมาตรประมาณค่าเชิงพฤติกรรม โดยประยุกต์แนวคิดการเข้าถึงคุณลักษณะที่มุ่ง วัดของแบบสอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป SPSS for Windows, โปรแกรม MULTILOG, โปรแกรม LISREL for Windows และโปรแกรม Microsoft Office Excel ผลการศึกษา พบว่า 1) แบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดย ประยุกต์ ใช้ แนวคิดการ เข้ าถึ งคุณลักษณะที่ มุ่ ง วั ดของแบบสอบที่ สร้ า งขึ้ นมี โครงส ร้ า ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (10 ข้อ) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและ เทคโนโลยี (13 ข้อ) และทักษะชีวิตและการท างาน (19 ข้อ) รวมทั้งสิ้น 42 ข้อ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.948 และแบบวั ดมี ค ว ามตร ง เ ชิ ง โ คร งสร้ า ง (chi-square = 44.56, df = 33, p = 0.086, GFI = 0.99, AGFI = 0.98, RMSEA = 0.021) 2) คะแนนปกติวิสัยของทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่วัดจาก แบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการเข้าถึงคุณลักษณะที่มุ่งวัดของแบบสอบ อยู่ในช่วง เปอร์เซ็นต์ไทล์ ที่ 0 ถึง 99 และมีช่วงคะแนนตั้งแต่ 15 – 82 3) ผลการประเมินทักษะแห่งศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า นักเรียนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับสูง, ค่อนข้างสูง, ค่อนข้างต่ า, และต่ า โดยแต่ละระดับมีจ านวน 24.46% , 26.36%, 24.18% และ 25.00% ตามล าดับ ขนิษฐา จิตแสง (2557) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคล และกลุ่มบุคคลกับทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น" มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาปัจจัยด้านบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ต 60 และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคลและกลุ่มบุคคลกับทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตของ เยาวชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า เพ่ือนได้ให้ค าแนะน าเกี่ยวกับโปรแกรม ใหม่ๆ แก่เยาวชนในระดับมากท่ีสุด สมาชิกในครอบครัวได้ให้ค าแนะนาเกี่ยวกับเว็บไซต์ในการสืบค้น ในระดับมากที่สุด และโรงเรียนได้ให้ค าแนะน าเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่สืบค้นในระดับมากที่สุด ในด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคลและกลุ่มบุคคลกับทักษะการรู้เท่าทันสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นพบว่า การให้ค าแนะน าในการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตของเพ่ือนและโรงเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ความสามารถในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต และการให้ค าแนะน าในการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตของ ครอบครัวและโรงเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถในการท าความเข้าใจเนื้อหาบนสื่อ อินเทอร์เน็ต ณัฐกานต์ ภาคพรต และณมน จีรังสุวรรณ (2557) ได้ศึกษาเก่ียวกับการเปรียบเทียบ ทักษะด้านสารสนเทศสื่อ และไอซีทีส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการประเมินตามสภาพ จริงกับความคาดหวังในศตวรรษที่ 21” มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาเปรียบเทียบทักษะด้านสารสนเทศฯ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการประเมินตามสภาพจริงกับทักษะด้านสารสนเทศฯ แห่ง ศตวรรษที่ 21ผลการศึกษาพบว่า ทักษะด้านสารสนเทศฯ ด้วยการประเมินตามสภาพจริงกับความ คาดหวังในศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่างกัน โดยภาพรวมการประเมินเปรียบเทียบทักษะทักษะด้าน สารสนเทศฯ ส าหรับนักเรียนอยู่ในระดับน้อย และความคาดหวังในศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับมาก ปกรณ์ ประจันบานและอนุชา กอนพ่วง (2559) ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบวัด ทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา” มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนา แบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา” โดยมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา 39 ในปี การศึกษา 2557 จ านวน 1,100 คน ผลการศึกษาพบว่า แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา จ าแนกออกเป็น 2 ชุดได้แก่ ชุดที่ 1 แบบประเมินมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จ านวน 25 ข้อ และชุดที่ 2 ข้อสอบสถานการณ์จ านวน 25 ข้อ รวม 50 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญจ านวน 5 คน โดยมีความตรงเชิงเนื้อหาทุกข้อ ผ่านการ ทดลองใช้กับนักเรียนเพื่อหาค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก ค่าความเที่ยง และความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) พบว่า มีค่าความยากและค่าอ านาจจ าแนกตามเกณฑ์ทุกข้อ มีค่าความเที่ยงใน ระดับสูง และมีความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) และสามารถสร้างเกณฑ์การประเมินผล 4 ระดับ ได้แก่ ระดับดีมาก ระดับดี ระดับพอใช้ และระดับปรับปรุง อัษฎา พลอยโสภณ และมฤษฎ์ แก้วจินดา (2559) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการปรึกษาแบบ กลุ่มตามแนวคิดเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อเพ่ือพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่น ในกรุงเทพมหานคร” โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือ ศึกษาสภาวการณ์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการรู้เท่า ทันสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่น (อายุระหว่าง 15 – 17 ปี) ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดส านักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาผลของการให้ค าปรึกษา แบบกลุ่มฯ งานวิจัยครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 การวิจัยแบบส ารวจ เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการ รู้ เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดส านัก 61 คณะกรรมการส่งเสริมเอกชน เขตจังหวัดกรุงเทพมหานคร จานวน 1,146 คน ช่วงที่ 2 การวิจัยกึ่ง ทดลอง เพ่ือพัฒนาและทดลองการให้ค าปรึกษาแบบกลุ่มฯ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การวัดตัว แปรตามก่อนและหลังการทดลอง จ านวน 12 คน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ใช้เวลากับสื่อสังคม ออนไลน์ยิ่งมากขึ้น ผลการเรียนของนักเรียนมีแนวโน้มลดลง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และการให้ค าปรึกษาแบบกลุ่มฯ สามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่นักเรียนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายได้ และยังสามารถพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ได้ อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ นพมาศ ปลัดกอง และอังคณา ศิริอ าพันธ์กุล (2559) ได้ศึกษา เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ: ประโยชน์และการน าไปใช้ กรณีศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมี วัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ ศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ ประโยชน์ในเรื่องการ รู้เท่าทันสื่อและการน าไปใช้ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อของนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปลายปิด ผลการวิจัยพบว่า ประโยชน์ในเรื่องการรู้เท่าทัน สื่อของนักศึกษา ด้านความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง ด้านความคิดเห็น เกี่ยวกับประโยชน์ในเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ การน าไปใช้ในเรื่องการรู้เท่า ทันสื่อ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ล าดับแรก งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม (2551) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคุณภาพของแบบ วัดความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคตามทฤษฎีของสโตล์ระหว่างมาตรประมาณค่ากับ แบบวัดชนิดสถานการณ์ : การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค” มีวัตถุประสงค์ เพ่ือพัฒนาแบบวัดความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคชนิดมาตรประมาณค่าและชนิด สถานการณ์ตามทฤษฎีของ Stoltz ตรวจสอบคุณภาพและเปรียบเทียบคุณภาพของแบบวัด รวมทั้ง สร้างเกณฑ์ปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอน จ านวน 839 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค จ านวน 3 ฉบับ เป็นแบบวัดชนิดมาตรประมาณค่า และแบบวัดชนิดสถานการณ์ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง และแบบวัดที่ Stoltz พัฒนาขึ้น โดยใช้ โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค M-GRM วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ โปรแกรม SPSS LISREL และ PARSCALE ผลการศึกษาพบว่า โมเดลของการวัดแบบวัดทั้ง 2 ชนิด มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เมื่อเปรียบเทียบกันพบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูล เชิงประจักษ์เหมือนกัน แบบวัดทั้ง 2 มีความตรงตามสภาพ และไม่แตกต่างกัน ในด้านความเที่ยง แบบวัดชนิดมาตรประมาณค่าความเที่ยง 0.773 แบบวัดชนิดสถานการณ์มีค่าความเที่ยง 0.801 เมื่อเปรียบเทียบกันพบว่าค่าความเที่ยงของแบบวัดทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.5 ในช่วงระดับความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่ าอุปสรรคต่ าถึง ค่อนข้างสู ง (−4 ≤ θ ≤ 2) แบบวัดชนิดสถานการณ์ให้ฟังก์ชันสารสนเทศสูงกว่าแบบวัดชนิดมาตรประมาณค่า ส่วนในช่วงระดับความสามารถสูง (3 ≤ θ ≤ 4) แบบวัดชนิดมาตรประมาณค่าให้ฟังก์ชันสารสนเทศ สูงกว่าแบบวัดชนิดสถานการณ์ และ ประสิทธิภาพสัมพัทธ์เฉลี่ยพบว่า แบบวัดชนิดสถานการณ์มี ประสิทธิภาพสูงกว่าแบบวัดชนิดมาตรประมาณค่า 62 ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน (2554) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะความเป็น ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาแบบวัด คุณลักษณะความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตรวจสอบคุณภาพของ พัฒนาแบบวัดคุณลักษณะความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และ สร้างเกณฑ์ปกติระดับชาติ กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 2,714 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัด คุณลักษณะความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต จ านวน 2 ฉบับ คือ แบบวัดมาตรประมาณค่าลิเคิร์ต 5 ระดับ และแบบวัดสถานการณ์ 4 ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าอ านาจจ าแนกค่าความเที่ยง การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจ และการวิเคราะห์กลุ่มพหุลักษณะ-พหุวิธี โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows วิเคราะห์การท าหน้าที่ต่างกันของข้อค าถาม โดยวิธี Polytomous-SIBTEST วิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ความตรงข้ามกลุ่มและตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดล สมการโครงสร้างกลุ่มพหุ โดยโปรแกรม LISREL 8.72 ผลการวิจัย พบว่า แบบวัดที่พัฒนาขึ้น แต่ละ ฉบับมีจ านวน 73 ข้อ โดยแบบวัดมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต มีค่าอ านาจจ าแนกอยู่ระหว่าง 0.21 ถึง 0.64 ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.96 แบบวัดสถานการณ์ มีค่าอ านาจจ าแนกอยู่ระหว่าง 0.21 ถึง 0.53 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.93 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรง พบว่า การวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงส ารวจ พบว่า แบบวัดทั้ง 2 ฉบับ มี 3 องค์ประกอบ คือ 1) ความสามารถในการ เรียนรู้ของผู้เรียน, 2) การบริหารจัดการเรียนรู้ที่ดี และ 3) แรงจูงใจและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผลการวิเคราะห์การท าหน้าที่ต่างกันของข้อค าถามของแบบวัด พบว่า แบบวัดมาตรประมาณค่าแบบ ลิเคิร์ต มีดัชนีการท าหน้าที่ต่างกันของข้อค าถาม (?̂?*) ระหว่าง -0.27 ถึง 0.33 มีข้อค าถามที่แตกต่าง จาก 0 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 21 ข้อ แบบวัดสถานการณ์ มีดัชนีการท าหน้าที่ต่างกัน ของข้อค าถามของแบบวัดระหว่าง -0.24 ถึง 0.32 มีข้อค าถามที่แตกต่างจาก 0 อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 18 ข้อ 3) ผลการวิเคราะห์กลุ่มพหุลักษณะวิธี-พหุวิธี พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ความตรงแบบลู่เข้าอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.351 ส่วนค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ความตรงเชิง จ าแนกมีค่าอยู่ระหว่าง 0.154 ถึง 0.867 4) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง พบว่า โมเดลคุณลักษณะความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โมเดลในแบบวัดมาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ต ธีรนุช จาบประไพ (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของดัชนี ความสอดคล้องของข้อค าถามระหว่างดัชนีพาสเกลจีสแควร์และดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไป โดยมี วัตถุประสงค์การวิจัยเพ่ือเปรียบเทียบประสิทธิภาพของดัชนีความสอดคล้องของข้อค าถาม (item fit index) สองชนิดคือ ดัชนีพาสเกลจีสแควร์และดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไป ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาจ าลอง ภายใต้โมเดลทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 2 โมเดล คือ GRM และ GPCM ตาม 3 เงื่อนไข คือ 1) ความยาวแบบวัด 3 ระดับ คือ 10, 20, และ 40 ข้อ 2) ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 3 ระดับ คือ 500, 1000, และ 2,000 คน 3) จ านวนรายการค าตอบ 4 ระดับ คือ 3, 5, 7, และ 9 รายการ รวม ข้อมูลที่ศึกษาทั้งหมด 72 สถานการณ์ เกณฑ์ที่น ามาใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของดัชนีความ สอดคล้องของข้อค าถาม คือค่าความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 และอ านาจการทดสอบ โดยใช้การ เปรียบเทียบ 2 กรณี คือ 1.การเปรียบเทียบประสิทธิภาพตามเงื่อนไขของ Kang และ Chen (2008) และ 2.การเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ 2 ทาง ผลการวิจัย 63 พบว่า 1) ดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไปมีประสิทธิภาพในการบ่งชี้ความสอดคล้องของข้อค าถามมากกว่า ดัชนีพาสเกลจีสแควร์ใน 2) ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบ 2 ทาง ดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไปให้ค่าความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 น้อยกว่าดัชนีพาสเกลจีส แควร์ และดัชนีพาสเกลจีสแควร์ให้อ านาจการทดสอบที่สูงกว่าดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไป 3) ดัชนีเอส ไคสแควร์ทั่วไปมีโอกาสในการบ่งชี้ข้อค าถามที่สอดคล้องกับโมเดลว่าเป็นข้อค าถามที่ไม่สอดคล้องกับ โมเดลน้อยกว่าดัชนีพาสเกลจีสแควร์ ในขณะที่ดัชนีพาสเกลจีสแควร์มีโอกาสในการบ่งชี้ข้อค าถามท่ีไม่ สอดคล้องกับโมเดลว่าเป็นข้อค าถามท่ีไม่สอดคล้องกับโมเดลมากกว่าดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไป รุ่งนภา แสนอ านวยผล (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูปแบบผสม : การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้ คะแนนความรู้บางส่วน และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนแบบ ทั่วไป” โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือศึกษาประสิทธิภาพของแบบทดสอบรูปแบบผสม และ 2) เพ่ือ ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเดลการตรวจให้คะแนน สัดส่วนของข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนแบบสองค่า และมากกว่าสองค่าและความยาวของแบบทดสอบ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบทดสอบ รูปแบบผสม ผลการวิจัยพบว่า 1. โมเดลโลจีสติก 1 พารามิเตอร์กับ PCM และโมเดลโลจีสติก 3 พารามิเตอร์กับ GPCM มีค่า SE (θ) และBIAS ต่ าสุดที่สัดส่วนข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนสองค่าและ มากกว่าสองค่า คือ 20:80 และความยาวของแบบทดสอบ 50 ข้อ 2. มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเดลการ ตรวจให้คะแนน สัดส่วนของข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนสองค่าและมากกว่าสองค่า และความยาวของ แบบทดสอบ ที่ส่งผลต่อค่า SE(θ) และ BIAS อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนปฏิสัมพันธ์ รายคู่ พบว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโมเดลการตรวจให้คะแนน กับสัดส่วนของข้อสอบที่ตรวจให้คะแนน สองค่าและมากกว่าสองค่า ระหว่างโมเดลการตรวจให้คะแนน กับความยาวของแบบทดสอบ และ ระหว่างสัดส่วนของข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนสองค่าและมากกว่าสองค่ากับความยาวของแบบทดสอบ ส่งผลต่อค่า SE (θ) และ BIAS อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พบว่าโมเดลการ ตรวจให้คะแนนสัดส่วนของข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนสองค่าและมากกว่าสองค่า และความยาวของ แบบทดสอบที่แตกต่างกันส่งผลต่อค่า SE (θ) และBIAS ที่ต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สุกัญญา ทองนาค (2556) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนาแบบทดสอบวัดสมรรถนะ นักศึกษา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูที่มีการตรวจให้คะแนนแบบพหุวิภาค โดย มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดสมรรถนะนักศึกษาที่มีการ ตรวจให้คะแนนแบบพหุวิภาคและ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการทดสอบสมรรถนะที่มีการให้ คะแนนแบบพหุวิภาคกับผลการเรียนสะสมเฉลี่ย (GPA) กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 950 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบทดสอบวัดสมรรถนะนักศึกษา แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้โปรแกรม MULTILOG ใช้โมเดล Partial Credit Model Model PCM จากนั้นน าคะแนนแต่ละ ด้านมหาความสัมพันธ์กับผลการเรียนสะสมเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) การตรวจสอบคุณภาพของ แบบทดสอบ พบว่า การประมาณค่าความเที่ยงโดยวิธี Marginal Maximum-Likelihood (MML) ด้านความรู้-ความคิดเท่ากับ 0.8381 ด้านทักษะความสามารถ เท่ากับ 0.8803 และด้านคุณลักษณะ เท่ากับ 0.7875 ส าหรับค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบทดสอบ พบว่า ข้อค าถามวัดสมรรถนะได้ดีกับ 64 นักศึกษาที่มีความสามารถ (θ) ณ -2.0 ถึง +1.0 หรือเป็นกลุ่มผู้ตอบที่มีความสามารถระดับต่ า - ปานกลาง 2) ผลการแสดงหลักฐานความตรงเชิงโครงสร้าง จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ ระหว่างคะแนนจากการทดสอบสมรรถนะกับผลการเรียนสะสมเฉลี่ย พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทุกคู่ ศศิธร รอดย้อย วารุณี ลัภนโชคดี และ พิกุล เอกวรางกูร (2559) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย เพ่ือพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จังหวัดชัยนาท และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ คือ เพ่ือสร้างแบบวัด ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัด สร้างเกณฑ์ปกติส าหรับแปลความหมาย และจัดท าคู่มือการใช้แบบวัด เครื่องมือที่ใช้คือ แบบวัดที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อค าถามจ านวน 42 ข้อ เป็นข้อค าถามเชิง สถานการณ์แบบเลือกตอบ 5 ตัวเลือก โดยแต่ละตัวเลือกมีคะแนนต่างกันตั้งแต่ 1 -5 คะแนนตาม แนวคิดจิตพิสัยของ Krathwohl และคณะ ผลการวิจัย พบว่า แบบวัดที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพสามารถ น าไปใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พบว่า ข้อค าถามมีค่าอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.33-0.60 และมีค่า t ตั้งแต่ 4.71-19.32 ความตรงตามโครงสร้างของแบบวัดโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า แบบวัดมีความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยงจากการค านวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach พบว่า แบบวัดทั้งฉบับมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.93 4) เกณฑ์ปกติทั้งฉบับมีค่า (T1-T99 ) 5) คู่มือการใช้แบบวัดจิตสาธารณะมีความเหมาะสม อ่านเข้าใจง่ายและมีส่วนประกอบครบถ้วน สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์ (2558) ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์โมเดลการตอบสนอง ข้อสอบในการพัฒนามาตรวัดความสุขของคนไทย มีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างคลังข้อค าถามที่มีคุณภาพ พัฒนาโปรแกรมการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ และศึกษาความสัมพันธ์ของผลการ ประมาณค่าความสุขที่ได้จากการทดสอบ โดยด าเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สร้างคลัง ข้อค าถาม โดยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาวิเคราะห์คุณภาพรายข้อตามทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบ และวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จ านวน ทั้งสิ้น 934 คน 2) พัฒนาโปรแกรมการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบเว็บ แอปพลิเคชั่น และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของผลการประมาณค่าความสุขที่ได้จากโปรแกรมการ ทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัย ปรากฏว่า คลังข้อค าถามส าหรับมาตรวัด ความสุขของคนไทยมีข้อค าถามจ านวนทั้งสิ้น 61 ข้อ ข้อค าถามทุกข้อผ่านเกณฑ์การตรวจสอบความ ตรงเชิงเนื้อหาและผ่านการวิเคราะห์คุณภาพรายข้อตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ การตรวจสอบ ความตรงเชิงโครงสร้าง ปรากฏว่า การทดสอบด้วยข้อค าถามทั้งหมดในคลังมีความสัมพันธ์กัน ทางบวก มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.85 ที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ 0.01 ชี้ให้เห็นว่ามาตร วัดความสุขของคนไทย รูปแบบการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งใน การทดสอบได ้ 65 7. กรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Research Framework) ผู้วิจัยด าเนินการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดของยูเนสโก ที่ได้ก าหนดไว้ว่า องค์ประกอบ ของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ซึ่งมีการรู้เท่าทัน ICT และการรู้เท่าทันดิจิตอลเป็นส่วนเสริมและ รวมอยู่ในแนวคิดผสม และ การรู้เท่าทันสื่อ มีความอิสระ และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (UNESCO,2013) และการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ท าการสังเคราะห์นิยามและองค์ประกอบของ ทักษะการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ตามแนวกรอบแนวคิดของภาคีเ พ่ือศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills, 2011) นักวิชาการ องค์การ สามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิด ในการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 7 กรอบแนวคิดการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 66 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือสร้างแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค มี วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพ่ือสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (2) เพ่ือหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) และ (3) เพ่ือสร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) ของแบบวัดทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) โดยผู้วิจัยได้แบ่งการ ด าเนินการตามข้ันตอนเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ระยะที่ 2 การหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) ระยะที่ 3 การสร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) รายละเอียดการด าเนินงานแต่ละระยะมีดังนี้ 67 ภาพที่ 8 ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค การศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อก าหนดกรอบแนวคิด วิเคราะห์องค์ประกอบ/ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ของในแต่ละ องค์ประกอบ/รูปแบบของข้อค าถาม/ จ านวนข้อ /ก าหนดเกณฑ์การให้คะแนน โดยเลือกใช้เกณฑ์รูบริคในการก าหนดค่าคะแนนรายตัวเลือก/ จัดท า Test Blue Print สร้างข้อค าถามตาม Test Blue Print ให้ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) น าผลที่ได้มาท าการแก้ไข และปรับปรุงข้อค าถาม น าไปทดลองใช้ครั้งที่ 1 กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน เพื่อคุณภาพโดยทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) สร้างเกณฑ์ปกติ (Norm) กลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน วิเคราะห์คุณภาพรายข้อ และรายฉบับ โดยทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบแบบพหุวิภาค (GRM Model) ตรวจสอบความเป็นเอกมิติ โดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) จัดท าคู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ทดลองใช้ครั้งที่ 2 กับกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 1,000 คน ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ระยะที่ 3 68 1. ระยะที่ 1 ระยะการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ระยะที่ 1 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21ของนักวิชาการและองค์กรต่าง ๆ เพ่ือสร้างและพัฒนา แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ขั้นที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ รูปแบบข้อค าถาม จ านวนข้อ เกณฑ์การให้คะแนน รายข้อ และจัดท า Test Blue Print ขั้นที่ 3 สร้างข้อค าถามของแบบวัดตาม Test Blue Print ที่ ก าหนดไว้ ขั้นที่ 4 ตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 9 ท่าน น าผลที่ได้มาท าการแก้ไข และปรับปรุงข้อค าถาม และขั้นที่ 5 ตรวจสอบคุณภาพด้านอ านาจจ าแนก โดยทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน เพ่ือท าการ คัดเลือกข้อค าถามจัดพิมพ์แบบวัดฉบับสมบูรณ์ วิธีด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยด าเนินการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ของนักวิชาการและองค์กรต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพ่ือก าหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนา แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยยึดตามกรอบแนวคิดของ ภาคีพัฒนาทักษะ ศตวรรษที่ 21 (The Partnership for 21st Century Learning) (Center Media Literacy,2008) และวิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ซ่ึงจากการสังเคราะห์ 4 รายการขึ้น ไป องค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์ ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะ ได้แก่ 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 2. ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) 3. ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) 4. ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) 5. ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skilsl) ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ รูปแบบข้อค าถามมีลักษณะเป็นแบบวัดเชิง สถานการณ์ จ านวนข้อ เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ และจัดท าตารางแสดงคุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) สร้างข้อค าถามของแบบวัดตามตารางคุณลักษณะที่ก าหนดไว้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 9 ท่าน พิจารณาความสอดคล้องของข้อค าถามกับนิยาม พฤติกรรมบ่งชี้ และความชัดเจนในการใช้ภาษา ตามโครงสร้างขององค์ประกอบการคัดเลือก ผู้เชี่ยวชาญ โดยก าหนดคุณสมบัติ คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีความรู้ ความสามารถในการด้านสื่อ การ 69 วัดผลประเมินผล และการใช้ภาษาในการตั้งข้อค าถามของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (รายชื่อ ผู้เชี่ยวชาญดังภาคผนวก ก.) 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จ านวน 50 คน (ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง) ส าหรับท า การ try out ครั้งที่ 1 ขั้นตอนด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ด าเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ของนักวิชาการและองค์กรต่าง ๆ เพ่ือสร้างและพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ขั้นที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ก าหนดนิยาม และพฤติกรรมบ่งชี้ของแต่ละองค์ประกอบ รูปแบบข้อค าถาม จ านวนข้อ เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ โดยค านึงถึงจ านวนข้อในแบบวัด และลักษณะคะแนนในแต่ละข้อ จ านวนข้อในแบบวัดเริ่มต้นไม่ควร มีมากหรือน้อยเกินไป โดย H.A. Tinsley & D “J” Tinsley (1978) และ Gignac (2007) กล่าวว่า ในการสร้างแบบวัดตอนเริ่มต้นจะต้องสร้างให้มีจ านวนข้อให้มาก แต่ไม่ควรน ามาใช้จริงเกิน 30 ข้อ ต่อหนึ่งแบบวัด นอกจากนี้ Comrey (1978) เห็นควรใช้ 5 ข้อต่อหนึ่งองค์ประกอบ โดยแบบวัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ แบ่งออกเป็นแต่ละองค์ประกอบ ในแต่ละองค์ประกอบมีลักษณะเป็นพฤติกรรม บ่ งชี้ และในแต่ละพฤติ กรรมบ่ งชี้ ประกอบด้ วยข้ อค าถาม (Items) (Cattell, Burdsal & Burdsal,1975 อ้างถึงใน ธีระยุทธ รัชชะ,2556) ส าหรับแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เองนั้นมี 5 องค์ประกอบ 20 พฤติกรรมบ่งชี้ เพ่ือความครอบคลุมของการวัด ผู้วิจัยได้ก าหนดให้สร้าง ข้อค าถามในแต่ละพฤติกรรมบ่งชี้ละ 3 ข้อค าถาม รวม 60 ข้อค าถาม จากนั้น จะท าการคัดเลือกให้ เหลือ จ านวน 50 ข้อโดยก าหนดให้มีจ านวนข้อในแต่ละองค์ประกอบ ๆ ละ 10 ข้อ ขั้นที่ 3 สร้างข้อค าถามมีลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ ชนิดเลือกตอบ ตาม คุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) จ านวนทั้งสิ้น 60 ข้อค าถาม ลักษณะค าถามเป็นแบบ ข้อความ เรื่องราว หรือสถานการณ์ เป็นข้อสอบแบบตัวเลือก ผู้มีวิจัยได้เลือกใช้วิธีการให้คะแนนแบบ มากกว่า 2 ค่า (Polytomous) ที่มีค่าคะแนนทุกตัวเลือก คือ 4 3 2 และ 1 สอดคล้องกับ Comrey (1978) ได้กล่าวว่า การให้คะแนนในแต่ละข้อถ้าให้คะแนนแบบ 2 ระดับ (Dichotomous) ไม่ดี (ธีระยุทธ รัชชะ,2556) ซึ่งผู้วิจัยได้ก าหนดเกณฑ์การให้คะแนนเป็นเกณฑ์รูบริค ตั้งแต่ ดีมาก ดี พอใช้ และปรับปรุง ขั้นที่ 4 น าข้อค าถามตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่านตรวจสอบความสอดคล้องของข้อค าถามกับนิยามพฤติกรรมบ่งชี้หรือไม่ ควร ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และมีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง และน าผลที่ได้มาท าการแก้ไข และปรับปรุงข้อ ค าถาม ขั้นที่ 5 ผู้วิจัยส่งแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ไปทดลองใช้ (Try out) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน เพ่ือตรวจสอบคุณภาพด้านอ านาจจ าแนก 70 โดยทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) แล้วท าการคัดเลือกข้อค าถามที่ผ่านเกณฑ์ เพ่ือจัดพิมพ์แบบ วัดฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในการสังเคราะห์เอกสาร คือแบบวิเคราะห์เอกสารเพ่ือ ก าหนดนิยาม พฤติกรรมบ่งชี้ เพ่ือเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ดังแสดงในตารางที่ 9 ตารางที่ 9 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ นิยาม พฤติกรรมบ่งช้ี องค์ประกอบที่ 1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่นักเรียน แสดงออกถึงการสร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อ ประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่ รวดเร็ว สามารถ รับรู้เข้าใจเนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆ ได้ อย่างเต็มความสามารถ มีการแสวงหา ข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูก จ ากัดอยู่กับสื่อประเภทใดประเภทหนึ่งมาก เกินไป มีความสามารถในการเก็บข้อมูลที่ เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ พร้อมทั้งท า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ค ว า ม ห ม า ย ไ ด้ อ ย่ า ง มี ประสิทธิภาพ โดยอ่านเนื้อหาจากสื่อนั้นๆ และท าความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จดจ าและ เข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ ใช้ในการสื่อสาร สามารถ พัฒนากลยุทธ์ เ พ่ือหาต าแหน่งที่มาของ ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย และ สามารถเลือกกรองข้อมูลประเภทต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ ต้องการเข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถพัฒนากลยุทธ์เพ่ือหาต าแหน่งที่มา ของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย และสามารถเลือกกรองข้อมูลประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ ต้องการ 1) สร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อ ประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่ โดย สามารถพัฒนากลยุทธ์เพ่ือหา ต าแหน่ งที่มาของข้อมูลจาก แหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย 2) สามารถรับรู้เข้าใจเนื้อหาของ สื่อประเภทต่างๆได้อย่างเต็ม ความสามารถ 3) แสวงหาข้อมูลข่าวสารได้จาก สื่ อหลายประเภทและไม่ถู ก จ า กั ด อยู่ กั บ สื่ อ ป ระ เภท ใด ประเภทหนึ่ง 4) มีความสามารถในการเก็บ และคัดกรองข้อมูลประเภท ต่ า ง ๆ ที่ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ วัตถุประสงค์ ความต้องการ และ เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งท าความ เข้า ใจความหมายได้อย่ างมี ประสิทธิภาพ 5) จดจ าและเข้าใจความหมาย ของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และ เทคนิคที่ใช้ในการสื่อสารจากสื่อ แ ต่ ล ะ ป ร ะ เ ภ ท ไ ด้ อ ย่ า ง มี ประสิทธิภาพ ( (ต่อ) ( (ต่อ) 71 ตารางที่ 9 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ นิยาม พฤติกรรมบ่งช้ี องค์ประกอบที่ 2 ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skills) ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่นักเรียน แสดงออกถึงการบอกหรืออธิบายเ พ่ือ แยกแยะข้อเท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และการโน้มน้าว จูงใจจากการน าเสนอ ของสื่อ รวมถึง สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และผลกระทบ ที่มีต่อตนเองและผู้ อ่ืนจากการเลือกรับ ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ และสามารถ บอกหรืออธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์แฝงของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมครบถ้วน รวมถึงสามารถให้เหตุผลสนับสนุนได้อย่าง สมเหตุสมผล 1) บอกหรืออธิบายเพ่ือแยกแยะ ข้อเท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และ กา ร โ น้ มน้ า ว จู ง ใ จจ ากกา ร น าเสนอของสื่อ 2) สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มีต่อตนเองและ ผู้ อ่ืนจากการ เลือกรับข้อมู ล ข่าวสารจากสื่อต่างๆ 3) บอกหรืออธิบายเกี่ยวกับ วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ห ลั ก แ ล ะ วัตถุประสงค์ แฝงของสื่ อ ใน รูปแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุม และครบถ้วน 4) สามารถให้เหตุผลสนับสนุน ผลการวิเคราะห์สื่อของตนเองได้ อย่างสมเหตุสมผล องค์ประกอบที่ 3 ทักษะการ ประเมินสื่อ (Evaluate Skills) ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่นักเรียน แสดงออกถึงการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ต่ า ง ๆ ที่ บุ ค ค ล เ ปิ ด รั บ แ ล ะ ไ ด้ ผ่ า น กระบวนกา รวิ เ ค ร าะห์ เ พ่ื อแยกแยะ สารสนเทศที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อ ตนเองและผู้ อ่ืนตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยสามารถตีความและแปลความหมายของ ข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการน าเสนอ หรือ แอบแฝงมาในลักษณะต่างๆ โดยสามารถ ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และ คุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบน พ้ืนฐานของประสบการณ์ เดิมอย่ างมี คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ห ลั ก ก า ร ประชาธิปไตย 1) ตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือก รับหรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจาก สื่อต่างๆ ที่บุคคลเปิดรับและได้ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เพ่ือ แยกแยะสารสนเทศท่ีสร้างสรรค์ และมีประโยชน์ต่อตนเองและ ผู้อื่นตามจุดมุ่งหมายท่ีได้ตั้งไว้ 2) สามารถตีความและแปล ความหมายของข้อมูลข่าวสารที่ สื่อต้องการน าเสนอ หรือแอบ แฝงมาในลักษณะต่างๆ เ พ่ือ น าไปสู่การตัดสินคุณค่า ความ ถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพ ของสารสนเทศท่ีได้รับจากสื่อ ( (ต่อ) ( (ต่อ) 72 ตารางที่ 9 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ นิยาม พฤติกรรมบ่งช้ี องค์ประกอบที่ 3 ทักษะการ ประเมินสื่อ (Evaluate Skills) (ต่อ) ความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมที่นักเรียน แสดงออกถึงการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ต่ า ง ๆ ที่ บุ ค ค ล เ ปิ ด รั บ แ ล ะ ไ ด้ ผ่ า น กระบวนกา รวิ เ ค ร าะห์ เ พ่ื อแยกแยะ สารสนเทศที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อ ตนเองและผู้ อ่ืนตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยสามารถตีความและแปลความหมายของ ข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการน าเสนอ หรือ แอบแฝงมาในลักษณะต่างๆ โดยสามารถ ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และ คุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบน พ้ืนฐานของประสบการณ์ เดิมอย่ างมี คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ห ลั ก ก า ร ประชาธิปไตย 3) ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของ สารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบน พ้ืนฐานของประสบการณ์เดิม อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และ หลักการประชาธิปไตย องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการ สร้างสรรค ์ (Create Skills) ความสามารถในการแสดงออกถึงการ ออกแบบน าเสนอข้อมูลสารเทศ องค์ความรู้ ความคิดเห็นของตน ผ่านสื่อ ที่เลือกอย่าง เหมาะสม มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม ตรงไปตรงมา มีความสามารถผลิตสื่อที่มี การวางแผน และค้นคว้าข้อมูลเนื้อหา อย่าง เหมาะสม ได้สื่อที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของ ตน ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขและเผยแพร่ สื่ อ ได้อย่ างมีประสิทธิภาพ มีความคิด สร้างสรรค์ในการสร้างสื่อ มีความสามารถ ในการวิพากษ์ วิจารณ์ต่อข้อมูลสารสนเทศ ที่เผยแพร่ มีค่านิยม ความคิดเห็นต่อข้อ โน้มน้าว การเผยแพร่สื่อ การโฆษณาเกิน จริงจากสื่อที่ได้รับและข้อเสนอเกินจริงที่ น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อที่ตนเองได้เปิดรับ 1) ออกแบบเพ่ือน าเสนอข้อมูล สารสนเทศ องค์ความรู้ และ ความคิดเห็นของตนผ่านสื่อที่ ผ่านการเลือกอย่างเหมาะสม และหลากหลายรูปแบบ 2) น าเสนอข้อมูลข่าวสารและ สารสนเทศด้วยสื่ออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่บนพ้ืนฐาน ข อ ง ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ แ ล ะ จริยธรรมของตนเอง ( (ต่อ) ( (ต่อ) 73 ตารางที่ 6 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ นิยาม พฤติกรรมบ่งช้ี องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการ สร้างสรรค ์ (Create Skills) (ต่อ) ความสามารถในการแสดงออกถึงการ ออกแบบน าเสนอข้อมูลสารเทศ องค์ความรู้ ความคิดเห็นของตน ผ่านสื่อ ที่เลือกอย่าง เหมาะสม มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม ตรงไปตรงมา มีความสามารถผลิตสื่อที่มี การวางแผน และค้นคว้าข้อมูลเนื้อหา อย่าง เหมาะสม ได้สื่อที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของ ตน ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขและเผยแพร่ สื่ อ ได้อย่ างมีประสิทธิภาพ มีความคิด สร้างสรรค์ในการสร้างสื่อ มีความสามารถ ในการวิพากษ์ วิจารณ์ต่อข้อมูลสารสนเทศ ที่เผยแพร่ มีค่านิยม ความคิดเห็นต่อข้อ โน้มน้าว การเผยแพร่สื่อ การโฆษณาเกิน จริงจากสื่อที่ได้รับและข้อเสนอเกินจริงที่ น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อที่ตนเองได้เปิดรับ 3) ผลิตสื่อที่ผ่านการวางแผน เขียนบท และค้นคว้ าข้อมูล เนื้อหาเพ่ือน ามาประกอบตาม เทคโนโลยีของสื่อหรือรูปแบบ ของสื่อแต่ละประเภทได้อย่าง เหมาะสม และท าให้ ได้สื่ อที่ สื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของ ตน 4) ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของสื่อ เพ่ือแก้ไข และเผยแพร่สารได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 5 ) แ ส ด ง ค ว า ม เ ห็ น แ ล ะ เสนอแนะความคิดของตนอย่าง สร้างสรรค์ในการวิพากษ์วิจารณ์ ต่อข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ค ว า ม เ ชื่ อ ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ข้อเท็จจริง การ โน้มน้าวจูงใจ ก า ร โ ฆ ษ ณ า ช ว น เ ชื่ อ แ ล ะ ข้อเสนอเกินจริงที่น าเสนอหรือ แฝงมากับสื่อที่ตนเองได้เปิดรับ องค์ประกอบที่ 5 ทักษะการมีส่วน ร่วม (Participate Skills) ความรู้ความเข้าใจ และมีพฤติกรรมที่แสดง ถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดง ความคิดเห็น ใช้ประโยชน์จากสื่อ การ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม มี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนในการวิพากษ์ สามารถ แสดงความคิดเห็นต่อสื่ อต่ าง ๆ อย่าง เปิ ด เ ผยและมี ค ว ามรั บผิ ดชอบ และ จริยธรรม เปิดโอกาสให้ผู้อ่ืนได้แสดงความ คิดเห็น มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ อย่าง เหมาะสม 1) มีส่ วนร่ วมในการวิพากษ์ แสดงคว ามคิด เห็ น ท า ง าน ร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อ ของผู้ อ่ืนเ พ่ือน าไปสู่ เผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารในลักษณะต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อ สังคม ( (ต่อ) ( (ต่อ) 74 ตารางที่ 9 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ นิยาม พฤติกรรมบ่งช้ี องค์ประกอบที่ 5 ทักษะการมีส่วน ร่วม (Participate Skills) (ต่อ) ความรู้ความเข้าใจ และมีพฤติกรรมที่แสดง ถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดง ความคิดเห็น ใช้ประโยชน์จากสื่อ การ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม มี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนในการวิพากษ์ สามารถ แสดงความคิดเห็นต่อสื่ อต่ าง ๆ อย่าง เปิ ด เ ผยและมี ค ว ามรั บผิ ดชอบ และ จริยธรรม เปิดโอกาสให้ผู้อ่ืนได้แสดงความ คิดเห็น มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ อย่าง เหมาะสม 2) ปฏิสัมพันธ์กับผู้ อ่ืนในการ วิพากษ์ และแสดงความคิดเห็น ต่อสื่อต่างๆ อย่างเปิดเผยบน พ้ืนฐานของความรับผิดชอบและ จริยธรรม 3) เปิดโอกาสให้บุคคลอ่ืนเข้ามา มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดง ความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของตน อย่างเหมาะสม 2) เครื่องมือที่ ใช้ในการก าหนดคุณลักษณะของแบบวัดวัดเชิงสถานการณ์ (Test Blue Print) ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ดังแสดงในตารางที่ 7 ตารางที่ 70 แสดงลักษณะของการวัด (Item Specification Table) องค์ประกอบของทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวน ข้อ 1.ทักษะการ เข้าถึง (Access Skill) 1) สร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยสามารถ พัฒนากลยุทธ์เ พ่ือหาต าแหน่งที่มาของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่ หลากหลาย 3 2) สามารถรับรู้ เข้าใจเนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆได้อย่างเต็ม ความสามารถ 3 3) แสวงหาข้อมูลข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับ สื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง 3 4) มีความสามารถในการเก็บและคัดกรองข้อมูลประเภทต่างๆ ที่ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ความต้องการ และเป็นประโยชน์ พร้อมทั้ง ท าความเข้าใจความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 5) จดจ าและเข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ ในการสื่อสารจากสื่อแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 รวมองค์ประกอบที่ 1 ทักษะการเข้าถึง 15 ( (ต่อ) ( (ต่อ) 75 ตารางที่ 80 แสดงลักษณะของการวัด (Item Specification Table) องค์ประกอบของทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวน ข้อ 2. ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skills) 1) บอกหรืออธิบายเพื่อแยกแยะข้อเท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความ คิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และการโน้มน้าวจูงใจจากการน าเสนอของสื่อ 3 2) สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มีต่อตนเองและผู้อ่ืน จากการเลือกรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ 3 3) บอกหรืออธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์แฝง ของสื่อในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุม และครบถ้วน 3 4) สามารถให้เหตุผลสนับสนุนผลการวิเคราะห์สื่อของตนเองได้อย่าง สมเหตุสมผล 3 รวม องค์ประกอบที่ 2 ทักษะการวิเคราะห์ 12 3. ทักษะการ ประเมินสื่อ (Evaluate Skilsl) 1) ตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ต่างๆ ที่บุคคลเปิดรับและได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เพ่ือแยกแยะ สารสนเทศที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อ่ืนตาม จุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ 3 2) สามารถตีความและแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการ น าเสนอ หรือแอบแฝงมาในลักษณะต่างๆ เพื่อน าไปสู่การตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อ 3 3) ตัดสินคุณค่า ความถูกต้องเหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศท่ี ได้รับจากสื่อบนพื้นฐานของประสบการณ์เดิมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และหลักการประชาธิปไตย 3 รวม องค์ประกอบที่ 3 ทักษะการประเมินสื่อ 9 ทักษะการ สร้างสรรค ์ (Create Skills) 1) ออกแบบเพ่ือน าเสนอข้อมูลสารสนเทศ องค์ความรู้ และความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อที่ผ่านการเลือกอย่างเหมาะสมและหลากหลาย รูปแบบ 3 2) น าเสนอข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศด้วยสื่ออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรมของ ตนเอง 3 3) ผลิตสื่อที่ผ่านการวางแผน เขียนบท และค้นคว้าข้อมูลเนื้อหาเพื่อ น ามาประกอบตามเทคโนโลยีของสื่อหรือรูปแบบของสื่อแต่ละประเภท ได้อย่างเหมาะสม และท าให้ได้สื่อที่สื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของตน 3 76 ตารางที่ 90 แสดงลักษณะของการวัด (Item Specification Table) องค์ประกอบของทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 (ต่อ) ศัพท์เฉพาะ/ องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวน ข้อ 4.ทักษะการ สร้างสรรค ์ (Create Skills) 4) ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของสื่อเพ่ือแก้ไข และเผยแพร่สารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3 5) แสดงความเห็นและเสนอแนะความคิดของตนอย่างสร้างสรรค์ใน การวิพากษ์วิจารณ์ต่อข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความ คิดเห็น ข้อเท็จจริง การ โน้มน้าวจูงใจ การโฆษณาชวนเชื่อ และ ข้อเสนอเกนิจริงที่น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อที่ตนเองได้เปิดรับ 3 รวม องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการสร้างสรรค์ 15 5. ทักษะการมี ส่วนร่วม (Participate Skills) 1) มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ ประโยชน์จากสื่อของผู้อื่นเพ่ือน าไปสู่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะ ต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคม 3 2) ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนในการวิพากษ์ และแสดงความคิดเห็นต่อสื่อ ต่างๆ อย่างเปิดเผยบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม 3 3) เปิดโอกาสให้บุคคลอ่ืนเข้ามามีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของตนอย่างเหมาะสม 3 รวม องค์ประกอบที่ 5 ทักษะการมีส่วนร่วม 9 รวม 5 องค์ประกอบ 60 3) ตารางการตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) การหาความตรง เชิงพินิจ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Congruence : IOC) และคัดเลือกข้อสอบที่มีดัชนี ความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 - 1.00 แล้วน าผลการพิจารณามาวิเคราะห์ค านวณค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Item Objective Congruence : IOC) (ศิริชัย กาญจนวาสี,2556) 4) แบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยประยุกต์ ใช้ทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ได้แก่ แบบทดสอบชนิด สถานการณ์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก ตามคุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) โดยในแต่ละ พฤติกรรมบ่งชี้ ผู้วิจัยได้สร้างข้อค าถาม ( Items) จ านวน 3 ข้อค าถาม โดยยึดตามแนวคิดของ Comrey (1978) ที่กล่าวว่า ข้อค าถามของแต่ละพฤติกรรมบ่งชี้ (ด้าน) ไม่ควรเกิน 5 ข้อค าถาม รวม ข้อค าถามที่ต้องสร้างจริงก่อนน าไปหาคุณภาพ จ านวนทั้งสิ้น 60 มีการให้คะแนนเป็นเกณฑ์รูบริค ตั้งแต่ ดีมาก ดี พอใช้ และ ปรับปรุง จ านวน 1 ฉบับ มีองค์ประกอบทั้งหมด 5 องค์ประกอบ รวม ทั้งหมด 60 ข้อ โดยผู้วิจัยเลือกข้อค าถามที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 9 ท่าน คัดเลือกข้อค าถามท่ีมีค่าความสอดคล้อง (IOC) 0.60 ขึ้นไป 77 การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลในการสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฎี จากการรายงานการวิจัย ต ารา วารสาร เอกสารต้นฉบับเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อชนิดต่าง ๆ สื่อ ออนไลน์ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และวิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)เพ่ือให้ได้ข้อสรุปของกรอบแนวคิดในการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์ ค่าความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) และความสอดคล้อง เพ่ือให้ข้อค าถามมีความสอดคล้อง โดยพิจารณาจากดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับ พฤติกรรมบ่งชี้ IOC (Index of Congruence) ตลอดจนความครอบคลุมของข้อค าถามและความ ชัดเจนของภาษาโดยใช้สูตรการค านวณ ดังนี้ IOC = ∑ R N เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับนิยาม ∑ R หมายถึง ผลคะแนนรวมผลการตัดสินข้อค าถามของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จ านวนของผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์ในการพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับเนื้อหา IOC มากกว่า ร้อยละ 0.60 (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556) ขั้นที่ 3 น าข้อค าถามที่ผ่านการคัดเลือก มาจัดพิมพ์แล้วท าการทดลอง (Try Out) แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 50 คน เพ่ือน าผลการทดสอบมาหาค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination : r) ใช้วิธีทดสอบ t-test แบบเทคนิค 25% หลังจากนั้นวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test ที่ระดับความเที่ยงร้อยละ 95 ข้อที่มี ค่า p-value < 0.05 ถือว่ามีอ านาจจ าแนกอยู่ในเกณฑ์โดยมีวิธีการดังนี้ 1) น าเครื่องมือไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง หาคะแนนรวมของแต่ละคน 2) เรียงคะแนนจากน้อยไปหามาก 3) ตัด 25% บนและล่าง จะได้คะแนนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสูง และกลุ่มต่ า 4) ค านวณหาค่าอ านาจจ าแนก สูตรการค านวณโดยมีสูตรดังนี้ t = X̅H − X̅L √ S. D.H 2 nH + S. D.L 2 nL 78 เมื่อ t คือ ค่าอ านาจจ าแนกของแบบวัด x̅H คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มสูง x̅L คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มต่ า S.D.2H คือ ความแปรปรวนของกลุ่มสูง S.D.2L คือ ความแปรปรวนของกลุ่มต่ า nH คือ จ านวนกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มสูง nL คือ จ านวนกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มต่ า 2. ระยะที่ 2 การหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) ระยะที่ 2 ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การน าแบบวัดไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 1,000 คน ตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ขั้นที่ 2 วิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค (GRM Model) โดยใช้โปรแกรม MULTILOG 7.03 เพ่ือหาค่าอ านาจจ าแนก ความยาก สารสนเทศของแบบวัดทั้งรายข้อและรายฉบับ วิธีด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยน าแบบวัดไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 เพ่ือตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และคุณภาพของแบบวัดด้วย ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (GRM Model) ซึ่งสอดคล้องกับ เอมอร จังศิริพรปกรณ์ (2545) ที่เปรียบเทียบคุณภาพของแบบสอบเลือกตอบที่ตรวจด้วยวิธีการให้คะแนนแบบความรู้ บางส่วน (Polytomous) กับ วิธีประเพณีนิยม (Dechotomous) ผลสรุปว่า วิธีการให้คะแนนแบบ ความรู้บางส่วน (Polytomous) มีค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด และอัตราส่วนสารสนเทศเฉลี่ยสูงกว่า วิธีประเพณีนิยม (Dechotomous) (เอมอร จังศิริพรปกรณ์, 2545) และวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) เป็น การตรวจสอบเพ่ือยืนยันว่าโมเดลการวัดที่ได้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ และโมเดลการวัดที่ได้จากทฤษฎี สอดคล้อง (Fit) กันจริง (นงลักษณ์ วิรัชชัย,2553; ธีระยุทธ รัชชะ,2556) 79 ขั้นตอนด าเนินการวิจัย ขั้นที่ 1 น าแบบวัดไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 วิเคราะห์ความตรงเชิง โครงสร้างเพ่ือตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการทดสอบแนวใหม่ IRT ด้านความเป็นเอกมิติ ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ด้วยโปรแกรม LISREL for Windows เวอร์ชั่น 8.72 ขั้นที่ 2 วิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค (GRM Model) โดยใช้โปรแกรม MULTILOG 7.30 เพ่ือหาค่าอ านาจจ าแนก ความยาก สารสนเทศของแบบวัดทั้งรายข้อและรายฉบับ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัด ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 จ านวน 46 โรงเรียน นักเรียนจ านวน 15,101 คน (ข้อมูลสารสนเทศ สพม.15 ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2560) 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ก าลัง ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จ านวน 46 โรงเรียน จ านวนห้องเรียน 499 ห้องเรียน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 15,101 คน โดยยึดแนวคิดของ Comrey และ Lee (1992) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการวิเคราะห์ องค์ประกอบว่าควรใช้ขนาดตัวอย่าง 1,000 คน ดีที่สุด และสุภมาส อังศุโชติ สมถวิล วิจิตรวรรณา และรัชนีกูล ภิญโญภานุวัฒน์ (2554) ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างไม่ต่ ากว่า 100 และอัตราส่วนระหว่าง หน่วยตัวอย่างและจ านวนพารามิเตอร์หรือตัวแปรควรจะเป็น 20:1 ดังนั้นงานวิจัย ทักษะการรู้เท่าทัน สื่อ มี 5 องค์ประกอบ 42 พารามิเตอร์ ขนาดตัวอย่าง จึงเท่ากับ 840 คน และเนื่องจากงานวิจัยนี้เป็น การวิเคราะห์ IRT จึงได้ยึดแนวคิดของ ไรส์และยู (Reise & Yu, 1990 อ้างถึงในศิริชัย กาญจนวาสี, 2550) ที่ท าการศึกษาโดยใช้เทคนิคมอนติคาโล (Monte Carlo simulation) พบว่า สามารถประมาณ ค่าพารามิเตอร์ของ GRM โดยใช้โปรแกรม MULTILOG ด้วยขนาดกลุ่มตัวอย่าง 250 คน แต่ถ้า ต้องการให้ได้ผลดี ควรใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่างไม่ต่ าว่า 500 คน และเพ่ือให้ได้ข้อมูลทักษะการรู้เท่าทัน สื่อจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัดและแต่ละขนาดโรงเรียนที่ผู้วิจัยจึงเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random Sampling) รวมเป็น 12 โรงเรียน ค านวณสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบบัญญัติไตรยางศ์ มีขนาดโรงเรียนเป็นชั้นมีห้องเรียน เป็นหน่วยการสุ่ม ซึ่งด าเนินการดังนี้แบ่งโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา ออกเป็น 4 ขนาด คือโรงเรียน ขนาดใหญ่พิเศษ โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งแบ่งโดยยึด จ านวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ นั่นคือ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีจ านวนนักเรียน 1,500 คนขึ้นไป โรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน จ านวน 1,000 – 1,499 คน โรงเรียนขนาดกลางมีจ านวนนักเรียน 500 – 999 คน และโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนน้อยกว่า 499 คน จะได้โรงเรียนกลุ่มประชากรตาม ขนาดของโรงเรียนในแต่ละจังหวัด ดังนี้ 80 ตารางที่ 101 แสดงจ านวนกลุ่มตัวอย่าง โดยจ าแนกตามจังหวัดและขนาดโรงเรียน จังหวัด ขนาดโรงเรียน ชื่อโรงเรียนที่สุ่มได้ จ านวน ม.ต้นทั้งหมด กลุ่มตัวอย่าง ปัตตานี ใหญ่พิเศษ ใหญ ่ กลาง เล็ก เบญจมราชูทิศ โพธิ์คีรีราชศึกษา ปทุมคงคาอนุสรณ์ วุฒิชัยวิทยา 1,278 392 97 65 215 65 16 10 ยะลา ใหญ่พิเศษ ใหญ ่ กลาง เล็ก คณะราษฎรบ ารุง เบตง(วีระราษฎร์ ประสาน) ยะหาศิรยานุกูล นิคมพัฒนวิทย์ 1,165 640 146 34 196 107 25 6 นราธิวาส ใหญ่พิเศษ ใหญ ่ กลาง เล็ก นราธิวาส ร่มเกล้า ตันหยงมัส สวนพระยาวิทยา 1,094 384 248 418 184 64 42 70 รวม 12 5,961 1,000 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ที่ผ่านการคัดเลือกจากการ try out ครั้งที่ 1 จ านวนข้อที่ผ่านเกณฑ์ มีองค์ประกอบทั้งหมด 5 องค์ประกอบ รวมทั้งหมด 42 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นที่ 1 ตรวจสอบความเป็นเอกมิติ ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) โดยใช้โปรแกรม LISREL for windows เพ่ือพิจารณาค่าดัชนีที่นิยมใช้ตรวจสอบความกลมกลืน (Fit Model) มีข้ันตอนดังนี้ (ภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม, 2557) 1. ก าหนดรูปแบบของโมเดลตัวประกอบ (specification of the confirmatory factor model) ในขั้นนี้เป็นการก าหนดรูปแบบโครงสร้างของตัวแปรตามทฤษฎีที่ผู้วิจัยสนใจที่ ต้องการจะตรวจสอบโดยก าหนดรายละเอียดดังนี้ 1.1 จ านวนตัวประกอบร่วมและจ านวนตัวแปรที่สังเกตได้ 1.2 ความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบร่วม 1.3 ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวประกอบร่วมกับตัวแปรที่สั ง เกตได้และ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สังเกตได้กับตัวประกอบส่วนที่เหลือ 1.4 ความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบส่วนที่เหลือ 81 2. ศึกษาคุณสมบัติที่จ าเป็นส าหรับการประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล (Identification of the confirmatory factor model) การประมาณค่าพารามิเตอร์แต่ละตัวใน โมเดลจะเป็นเอกลักษณะ (unique) ก็ต่อเมื่อโครงสร้างของโมเดลอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถใช้ประมาณ ค่าพารามิเตอร์ที่สนใจทุกตัวได้ (identify) ถ้าโมเดลไม่ identify ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณ ค่าพารามิเตอร์ของโมเดลอย่างเป็นเอกลักษณะได้เงื่อนไขที่สามารถใช้ประมาณค่าพารามิเตอร์ที่สนใจ ได้ มีดังนี้ 2.1 เงื่อนไขที่จ าเป็น (necessary) ส าหรับโครงสร้างของโมเดล คือ จะต้องมี จ านวนหน่วยของข้อมูลมากกว่าจ านวนพารามิเตอร์ที่สนใจประมาณค่า เช่น ถ้าโมเดลมีพารามิเตอร์ที่ สังเกตได ้a ตัว จ านวนค่าความแปรปรวนและความแปรปรวนร่วมที่สามารถน าไปใช้เป็นข้อมูลส าหรับ ประมาณค่าพารามิเตอร์จะมีได้ a (a + 1)/2 ดังนั้นจ านวนพารามิเตอร์อิสระที่สนใจประมาณค่า จะต้องมีไม่เกิน a (a + 1)/2 ตัว 2.2 เงื่อนไขที่จ าเป็นและเพียงพอ (necessary and sufficient) ส าหรับ ประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล คือ พารามิเตอร์อิสระที่สนใจประมาณค่าทุกตัวจะต้องสามารถ ค านวณหรือหาค่าโดยการจัดกระท าทางพีชคณิตในส่วนของค่าความแปรปรวน และความแปรปรวน ร่วมของตัวแปรที่สังเกตได้ 3. ประมาณค่าพารามิเตอร์ของโมเดล (estimation of the confirmatory factor model) โดยการใช้ข้อมูลตัวอย่างที่อยู่ในรูปของเมทริกซ์ความแปรปรวนร่วมของกลุ่มตัวอย่าง และ สารสนเทศที่เกี่ยวกับโครงสร้างของโมเดล เป็นข้อมูลในการประมาณค่าพารามิเตอร์ ซึ่งในการ ประมาณค่าพารามิเตอร์จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ LISREL, EQS หรือ LISCOMP โดยใช้หลักความ น่าจะเป็นไปได้สูงสุด (maximum likelihood) ด้วยการพิจารณาความสอดคล้องระหว่างเมทริกซ์ ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วมของประชากรกับเมทริกซ์ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วม ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งผลการวิเคราะห์จะท าให้ทราบค่าประมาณพารามิเตอร์ ดังนี้ 3.1 เมทริกซ์น้ าหนักตัวประกอบของตัวแปรที่สังเกตได้บนตัวแปร 3.2 เมทริกซ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวประกอบ 3.3 เมทริกซ์ความแปรปรวนความแปรปรวนร่วมระหว่างตัวประกอบส่วนที่ เหลือ 4. ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล (assessment of fit in the confirmatory factor model) การตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลพิจารณาจากดัชนีต่อไปนี้ 4.1 ผลการทดสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล ทดสอบด้วยสถิติ ไคสแควร์ ถ้าผลการทดสอบไม่มีนัยส าคัญแสดงว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูล 4.2 ดัชนีสอดคล้องระหว่างโมเดลกับข้อมูล (goodness-of fit: GFI) ดัชนีนี้เป็น อัตราส่วนของผลต่างระหว่างค่าฟังก์ชันความกลมกลืนจากโมเดลก่อนปรับและหลังปรับกับฟังก์ชัน ความกลมกลืนก่อนปรับโมเดล ค่าดัชนีนี้มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 โมเดลที่มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิง ประจักษ์ดีค่า GFI ควรมีค่าเข้าใกล้ 1.00 82 4.3 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโมเดล ส าหรับโมเดลที่เป็นส่วนหนึ่งหรือ โมเดลซ้อนหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน 4.4 ดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (adjusted goodness of fit Index: AGFI) เป็นการน าค่าดัชนี GFI มาปรับแก้โดยค านึงถึงขนาดขององศาอิสระ รวมทั้งจ านวนตัวแปรและ ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง มีคุณสมบัติคล้ายกับค่า GFI 4.5 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ ( relative chi-square: χ2/df) เป็นค่าสถิติที่ ใช้ เปรียบเทียบระดับความกลมกลืนระหว่างโมเดลที่มีค่าองศาอิสระไม่เท่ากัน โดยที่โมเดลที่มีความ เหมาะสมกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดี ควรมีค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ไม่เกิน 2 5. แปลความหมายของผลการวิเคราะห์ ( interpretation of the confirmatory factor model) ท าการแปลความหมายและสรุปผลการวิเคราะห์ตัวประกอบเชิงยืนยัน ถ้าผลที่ได้ สอดคล้องกับสมมติฐานตามโมเดลตัวประกอบที่น ามาตรวจสอบ ก็เป็นหลักฐานส าหรับยืนยันตัว ประกอบหรือลักษณะที่มุ่งวัด แต่ถ้าผลไม่สอดคล้องจะต้องหาแนวทางอธิบายส าหรับการปรับเปลี่ยน หรือปรับปรุงเครื่องมือ ทฤษฎีหรือโมเดลเพ่ือท าการตรวจสอบต่อไป โดยมีสามารถสรุปเกณฑ์ พิจารณาดังนี้ (จิระวัฒน์ ตันสกุล, 2559) 5.1 ค่าสถิตไิคสแควร์ (𝑥2) ควรไม่มีนัยส าคัญ 5.2 ค่า 𝑥2/df ไม่ควรเกิน 2 5.3 ค่า RMSEA และ Standardize RMR ต่ ากว่า .05 5.4 ค่า Largest Standardize Residual ไม่เกิน 2 5.5 Q-Plot มีความชันมากกว่าเส้นในแนวทแยง 5.6 ค่า CFI, GFI, AGFI, มีค่าตั้งแต่ 0.90-1.00 ขั้นที่ 2 วิเคราะห์คุณภาพรายข้อ และรายฉบับ โดย Grade-Response Model (GRM) ด้วยโปรแกรม MULTILOG 7.03 โดยพิจารณาจาก ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมของข้อ ค าถาม (αi) โดยค่าความชัน เทียบได้กับค่าอ านาจจ าแนก ผู้วิจัยได้ยึดแนวคิดของ Baker (1985/2001) โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ 0.01 - .34 ค่าอ านาจจ าแนกต่ ามาก 0.35 - .64 ค่าอ านาจจ าแนกต่ า 0.65 – 1.34 ค่าอ านาจจ าแนกปานกลาง 1.35 – 1.69 ค่าอ านาจจ าแนกสูง 1.70 –ขึ้นไป ค่าอ านาจจ าแนกสูงมาก ส่วนค่า Threshold parameter (𝛽𝑖𝑗 ) เทียบได้กับความยาก หรือโอกาสในการเลือก ค าตอบของผู้ท าแบบวัด ของแต่ละค าถาม และค่า category threshold parameter (cj) ซึ่งรวมกัน มีค่าประมาณเท่ากับ 0 และมีค่าเรียงล าดับ และวิเคราะห์สารสนเทศของข้อค าถาม และแบบวัด การวิเคราะห์ตามโมเดล GRM จึงมีเป้าหมายเพ่ือประมาณค่า αi และต าแหน่งของ βij ของผู้ตอบที่มี คุณลักษณะ (θ) โดยใช้สูตร ดังนี้ 83 𝑃ix*(θ) = exp ⌊ai(θ−βij)⌋ 1+exp[ai(θ−βij)] เมื่อ X = j = 1,…..,mi 𝑃ix *(θ) = ความน่าจะเป็นที่ผู้ตอบซึ่งมีคุณลักษณะระดับ θ จะตอบข้อ i ด้วยการเลือกรายการค าตอบที่ X เมื่อ X = 1, 2,….. mi αi = ค่าพารามิเตอร์ ความชันร่วม (Slope parameter) ของข้อที่ i βij = ค่าพารามิเตอร์ Threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (Threshold parameter) ของข้อที่ i ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม (item information function: IIF) คือค่าที่แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง Ii (θ) ของ ผู้สอบในการตอบข้อสอบแต่ละข้อ เป็นดัชนีผสมที่สร้างจากดัชนีคุณลักษณะของข้อสอบหลาย ลักษณะ ประกอบด้วย ค่าพารามิเตอร์ความยาก ค่าพารามิเตอร์อ านาจจ าแนก และค่าความ แปรปรวนของคะแนนรายข้อ เพ่ือใช้บ่งชี้คุณภาพของข้อสอบ ซึ่งสามารถค านวณได้จากสูตรต่อไปนี้ IIF หรือ Ii(θ) = ∑ [ 𝑃𝑖𝑥 (𝜃)2 ∗ 𝑃𝑖𝑥(𝜃) ] 𝑚 𝑥=0 ลักษณะของฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถาม สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ผลรวมของค่าสารสนเทศของข้อสอบทุกข้อคือ ค่าสารสนเทศของแบบสอบ 2. ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามจะสูงขึ้น ส าหรับผู้สอบที่มีความสามารถ θ ใกล้กับค่าพารามิเตอร์ b ของข้อสอบ และค่าสารสนเทศของข้อสอบจะลดลง ส าหรับผู้สอบที่มี ความสามารถ θ ไกลจากค่าพารามิเตอร์ b ของข้อสอบ 3. ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อขึ้นอยู่กับความชันของโค้ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบและค่าความแปรปรวนที่มีเงื่อนไขที่แต่ละระดับความสามารถ ถ้าโค้ง ลักษณะเฉพาะของข้อสอบชันมากขึ้นในขณะที่ความแปรปรวนของการตอบข้อสอบถูกน้อยลง โค้ง สารสนเทศของข้อสอบที่ระดับความสามารถนั้นๆ จะยิ่งสูงขึ้น ความสูงของโค้งสารสนเทศของข้อสอบ อยู่ที่ระดับความสามารถใด แสดงว่าสามารถจ าแนกระดับความสามารถของผู้สอบได้ดี ณ ระดับ ความสามารถนั้น โดยทั่วไปจะมีค่าฟังก์ชันสารสนเทศจะมีค่าสูงขึ้น ถ้าค่าพารามิเตอร์ a ของข้อสอบมี ค่ามากข้ึน ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด (test information function) เกิดจากผลรวมเชิงพีชคณิตของค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อรวมเข้า ด้วยกันทั้งฉบับ ณ ต าแหน่ง θ เดียวกัน เป็นผลมาจากการประมาณค่าความสามารถของผู้สอบจาก การตอบข้อสอบทั้งฉบับ ค่านี้แสดงถึงความถูกต้องแม่นย าในการประมาณค่าความสามารถจริง (θ) ของแบบสอบทั้งฉบับว่า มีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นโค้งสารสนเทศของแบบสอบจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความ 84 ถูกต้องแม่นย าของค่าความสามารถท่ีประมาณได้ จาก IIF สามารถน ามาค านวณ TIF และ SE (θ) ได้ ซึ่งแสดงในรูปสมการได้ดังนี้ TIF หรือ I(θ) = ∑ 𝐼𝑖(𝜃) 𝑘 𝑖=1 𝑆𝐸(𝜃) = 1 √𝐼(𝜃) เมื่อ I(θ) = ค่าฟังก์ชันสารสนเทศท่ีได้รับจากแบบสอบส าหรับผู้ที่มีความสามารถ θ ลักษณะของฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัด สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อค าถามแต่ละข้อมีความเป็นอิสระจากกันต่อค่า สารสนเทศของแบบสอบ ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม แต่ไม่สามารถ ค านวณค่าของ แต่ละข้อได้อย่างเป็นอิสระจากกัน ดังนั้นคะแนนที่ได้จึงขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของ กลุ่มข้อสอบและแบบสอบเฉพาะฉบับที่เลือกมาใช้ 2. ค่าฟังก์ชันสารสนเทศมีความสัมพันธ์ผกผันกับความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของ การประมาณค่า ด้วยคุณสมบัติด้านความไม่แปรเปลี่ยนไปตามกลุ่มตัวอย่างของค่าพารามิเตอร์ของ ข้อสอบจากการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ จึงท าให้ค่าฟังก์ชันสารสนเทศเหมาะสมที่ ใช้เป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของข้อสอบและแบบสอบแทนการหาค่าความเที่ยงและความคลาดเคลื่อน มาตรฐานของการวัดตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามข้ันตอนต่อไปนี้ 1. จัดท าหนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บรวบรวมข้อมูลกับนักเรียนไปยัง โรงเรียน เพ่ือขออนุญาตเก็บข้อมูล ณ สถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 2. ติดต่อนัดหมายเพ่ือขออนุญาต ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เวลา ประมาณ 2 ชั่วโมง 3. น ากระดาษค าตอบที่ผ่านการตรวจสอบความเรียบร้อยมาจัดเตรียมข้อมูล เพ่ือ วิเคราะห์ทางสถิติต่อไป 85 3. ระยะที่ 3 ระยะหาเกณฑ์ปกติ (Norm) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) ระยะที่ 3 ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 น าผลที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 1,000 หาสร้างเกณฑ์ปกติ ขั้นที่ 2 สร้างคู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 วิธีด าเนินการ ผู้วิจัยน าแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ทดสอบแบบพหุวิภาค มาค านวณหาเกณฑ์ปกติ (Norm) โดยใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) ซึ่งเป็นการแปลงคะแนนให้เป็นมาตรฐานในรูปของโค้งปกติเป็นเกณฑ์ในการแปล ความหมาย การวิเคราะห์เกณฑ์ปกติใช้การค านวณค่าต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile) และ คะแนนทีปกติ ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป มาค านวณหาเกณฑ์ปกติ เมื่อได้เกณฑ์ปกติแล้วจัดท าคู่มือการ ใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ส าหรับน าไปใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ขั้นตอนด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยมีขั้นตอนการหาเกณฑ์ปกติ (Norm) ดังนี้ ขั้นที่ 1 น าผลการวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค จ านวน 1,000 คน น า ข้อมูลที่ได้มาแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานเพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบและแปลความหมาย โดยผู้วิจัยใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) ซึ่งเป็นการแปลงคะแนนให้เป็นมาตรฐานในรูป ของโค้งปกติเป็นเกณฑ์ในการแปลความหมาย การวิเคราะห์เกณฑ์ปกติใช้การค านวณค่าต าแหน่ง เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile) และคะแนนทีปกติ ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป มาค านวณหาเกณฑ์ปกติ (Norm) 4 ระดับ ได้แก่ ระดับปรับปรุง ระดับพอใช้ ระดับดี และระดับดีมาก แล้วเทียบกลับเป็น คะแนนดิบเพื่อน าไปใช้แปลความหมายของผลคะแนน ขั้นที่ 2 จัดท าคู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 สังกัด ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 จ านวน 1,000 คน 86 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบวัดทักษะการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 2. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 คน 3. คู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยประยุกต์ทฤษฎี การตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าผลการตอบแบบวัดจากกลุ่มตัวอย่าง มาค านวณหาเกณฑ์ปกติ (Norm) โดย น าข้อมูลที่ได้มาแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานเพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบและแปลความหมาย โดยผู้วิจัยใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) ซึ่งเป็นการแปลงคะแนนให้เป็นมาตรฐานในรูป ของโค้งปกติเป็นเกณฑ์ในการแปลความหมาย การวิเคราะห์เกณฑ์ปกติใช้การค านวณค่าต าแหน่ง เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile) และคะแนนทีปกติ ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป ด้วยเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คะแนน T < 25 แทน ระดับปรับปรุง หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับน้อย โดย มีคะแนนต่ ากว่าต าแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ ที่ 25 เมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วนในองค์ประกอบที่มีคะแนนต่ า กว่าค่าเฉลี่ยทกุองค์ประกอบ คะแนน T < 51 แทน ระดับพอใช้ หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับปานกลาง มีคะแนนต าแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 – 50 เมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด ซึ่งควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงในองค์ประกอบที่มีคะแนนต่ ากว่าค่าเฉลี่ย ทุกองค์ประกอบ คะแนน T < 76 แทน ระดับพอใช้ หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับดี มีคะแนนต าแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ที่ 51 – 75 เมื่อ เทียบกับนักเรียนทั้งหมดเมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด ซึ่งอาจได้รับการแก้ไขปรับปรุงในบาง องค์ประกอบที่มีคะแนนต่ ากว่าองค์ประกอบอ่ืนๆ คะแนน T > 75 แทน ระดับดีมาก หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนสูงสุดเมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด 87 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ซึ่งผล การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือพัฒนาแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค จะขอน าเสนอผลการวิจัยตาม วัตถุประสงค์ 3 ประเด็นดังต่อไปนี้ 1) การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) การหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค และ 3) การหาเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค โดยผู้วิจัยขอน าเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 1.1 ผลการสังเคราะห์องค์ประกอบของของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ผู้วิจัยได้ศึกษา แนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักวิชาการและองค์กรต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพ่ือก าหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดย ยึดตามกรอบแนวคิดของ ภาคีพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 (The Partnership for 21st Century Learning) (Center Media Literacy,2008) โดยรายละเอียดดังปรากฏในหน้าที่ 21 ของบทท่ี 2 1.2 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจาก การสังเคราะห์ 4 รายการขึ้นไป องค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์ ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะ ได้แก่ 1.2.1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 1.2.2 ทักษะการวิเคราะห์ (Analyzes Skills) 1.2.3 ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) 1.2.4 ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) 1.2.5 ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) ได้ก าหนดนิยามและพฤติกรรมบ่งชี้ รูปแบบข้อค าถามมีลักษณะเป็นแบบวัดเชิง สถานการณ์ จ านวนข้อ เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ และจัดท าตารางแสดงคุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) สร้างข้อค าถามของแบบวัดตามตารางคุณลักษณะที่ก าหนดไว้ ดังนี้ 88 ตารางที่ 12 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบ 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) นิยาม ความสามารถในการใช้สื่ออย่างหลากหลาย รวดเร็ว และเต็มความสามารถ เข้าใจ ความหมายของเนื้อหา สัญลักษณ์ เลือกกรองข้อมูลและใช้ประโยชน์จากสื่อได้ตรงกับวัตถุประสงค์ ที่ตนเองต้องการ พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวนข้อ 1) สร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อประเภทต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยสามารถพัฒนากลยุทธ์ เพ่ือหาต าแหน่งที่มาของข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย 3 2) สามารถรับรู้เข้าใจเนื้อหาของสื่อประเภทต่างๆได้อย่างเต็มความสามารถ 3 3) แสวงหาข้อมูลข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับสื่อประเภท ใดประเภทหนึ่ง 3 4) มีความสามารถในการเก็บและคัดกรองข้อมูลประเภทต่างๆ ที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ ความต้องการ และเป็นประโยชน์ พร้อมทั้งท าความเข้าใจความหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 5) จดจ าและเข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสาร จากสื่อแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 รวมองค์ประกอบที่ 1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 15 2. ทักษะการวิเคราะห์ (Analyzes Skills) นิยาม ความสามารถในการแยกแยะ ข้อเท็จจริงของสื่อ การโน้มน้าว การเสนอสื่อเกินจริง ข้อดี ข้อเสีย และค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและผู้อ่ืนที่เกิดจากสื่อ เข้าใจวัตถุประสงค์ของสื่อทั้ง ทางตรงและวัตถุประสงค์แฝงในรูปแบบต่าง ๆ จากสื่อที่หลากหลาย และสามารถให้เหตุผล สนับสนุนอย่างสมเหตุสมผล พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวนข้อ 1) บอกหรืออธิบายเพ่ือแยกแยะข้อเท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความคิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และการโน้มน้าวจูงใจจากการน าเสนอของสื่อ 3 2) สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มีต่อตนเองและผู้อ่ืนจากการเลือก รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ 3 3) บอกหรืออธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์แฝงของสื่อใน รูปแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุม และครบถ้วน 3 4) สามารถให้เหตุผลสนับสนุนผลการวิเคราะห์สื่อของตนเองได้อย่างสมเหตุสมผล 3 รวมองค์ประกอบที่ 2 ทักษะการวิเคราะห์สื่อ (Analyze Skills) 12 89 ตารางที่ 12 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบ (ต่อ) 3. ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) นิยาม ความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสื่อ เชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข่าวสารจาก สื่อ โดยมีกระบวนการวิเคราะห์ที่สร้างสรรค์ท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ตัดสินคุณค่า ความ ถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศท่ีได้รับจากสื่อบนพื้นฐานของประสบการณ์เดิมอย่าง มีคุณธรรม จริยธรรม และหลักการประชาธิปไตย พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวนข้อ 1) ตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับหรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ ที่บุคคล เปิดรับและได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เพ่ือแยกแยะสารสนเทศที่สร้างสรรค์และมี ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อ่ืนตามจุดมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ 3 2) สามารถตีความและแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการน าเสนอ หรือ แอบแฝงมาในลักษณะต่างๆ เพ่ือน าไปสู่การตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศท่ีได้รับจากสื่อ 3 3) ตัดสินคุณค่า ความถูกต้องเหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อ บนพ้ืนฐานของประสบการณ์เดิมอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และหลักการ ประชาธิปไตย 3 รวมองค์ประกอบที่ 3 ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) 9 4. ทักษะการสร้างสรรค์สื่อ (Create Skills) นิยาม ความสามารถท่ีแสดงออกถึงการออกแบบ วางแผน การน าเสนอข้อมูลสารเทศ องค์ความรู้ ความคิดเห็นของตนผ่านสื่อ ที่เลือกอย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม ตรงไปตรงมา ตรงตามวัตถุประสงค์ของตน ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขและเผยแพร่สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวนข้อ 1) ออกแบบเพ่ือน าเสนอข้อมูลสารสนเทศ องค์ความรู้ และความคิดเห็นของตนผ่าน สื่อที่ผ่านการเลือกอย่างเหมาะสมและหลากหลายรูปแบบ 3 2) น าเสนอข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศด้วยสื่ออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่ บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเอง 3 3) ผลิตสื่อที่ผ่านการวางแผน เขียนบท และค้นคว้าข้อมูลเนื้อหาเพื่อน ามาประกอบ ตามเทคโนโลยีของสื่อหรือรูปแบบของสื่อแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม และท า ให้ได้สื่อที่สื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของตน 3 4) ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของสื่อเพ่ือแก้ไข และเผยแพร่สารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 5) แสดงความเห็นและเสนอแนะความคิดของตนอย่างสร้างสรรค์ในการ วิพากษ์วิจารณ์ต่อข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การ โน้มน้าวจูงใจ การโฆษณาชวนเชื่อ และข้อเสนอเกินจริงที่น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อ ที่ตนเองได้เปิดรับ 3 รวมองค์ประกอบที่ 4 ทักษะการสร้างสรรค์สื่อ (Create Skills) 5 90 ตารางที่ 12 พฤติกรรมบ่งชี้จ าแนกตามองค์ประกอบ (ต่อ) 5. ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) นิยาม ความสามารถเกี่ยวกับการแสดงออกถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของผู้อ่ืนเพ่ือน าไปสู่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใน ลักษณะต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคม การเปิดเผยการแสดงความคิดเห็นบนพ้ืนฐาน ของความรับผิดชอบและจริยธรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้บุคคลอ่ืนเข้ามามีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของตนอย่างเหมาะสม พฤติกรรมบ่งช้ี จ านวนข้อ 1) มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ประโยชน์จาก สื่อของผู้อ่ืนเพ่ือน าไปสู่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะต่างๆ ที่ถูกต้องและเป็น ประโยชน์ต่อสังคม 3 2) ปฏิสัมพันธ์กับผู้ อ่ืนในการวิพากษ์ และแสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่างๆ อย่าง เปิดเผยบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและจริยธรรม 3 3) เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ท างาน ร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากสื่อของตนอย่างเหมาะสม 3 รวมองค์ประกอบที่ 5 ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) 9 ตารางที่ 13 แสดงคุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) องค์ประกอบ จ านวนพฤติกรรมบ่งชี้ ข้อที่ 1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 5 1-15 2 ทักษะการวิเคราะห์สื่อ (Analyze Skills) 4 16-27 3 ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skills) 3 28-36 4 ทักษะการสร้างสรรค์สื่อ (Create Skills) 5 49-51 5 ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) 3 52-60 รวม 20 60 1.3 ผลการสร้างข้อค าถามของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ตามคุณลักษณะของแบบวัด (Test Blue Print) ลักษณะค าถามเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ แบบ 4 ตัวเลือก ใช้วิธีการให้คะแนนแบบพหุวิภาค (ค่าคะแนน 1 – 4) (Polytomous) โดยน าเกณฑ์รูบริค มาเป็นเกณฑ์ก าหนดค่าคะแนนทุกตัวเลือกตั้งแต่ระดับ ดีมาก ดี ปานกลาง และน้อย จ านวน 60 ข้อ ดังนี้ 91 ตารางที่ 14 ตารางแสดงเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 คะแนน (ดีมาก) 3 คะแนน (ดี) 2 คะแนน (พอใช้) 1 คะแนน (ปรับปรุง) 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) 1) สร้างโอกาสให้ตนได้รับสื่อประเภท ต่างๆ อย่างเต็มท่ี โดยสามารถพัฒนา กลยุทธ์เพื่อหาต าแหน่งท่ีมาของข้อมูล จากแหล่งต่างๆ ท่ีหลากหลาย -ใช้ส่ือได้ทุกประเภท อย่างเต็มท่ี -มีวิธีการตรวจสอบ แหล่งท่ีมาของข้อมูล ด้วยวิธีการหลากหลาย ได้ -ใช้ส่ือได้ทุกประเภท อย่างเต็มท่ี -มีวิธีการตรวจสอบ แหล่งที่มาของข้อมูล ด้วยวิธีการค้นหาด้วยวิธี เดิมๆ -ใช้ส่ือได้อย่างเต็มท่ีใน บางครั้ง -มีวิธีการตรวจสอบ แหล่งที่มาของข้อมูล ด้วยวิธีการเดิม ๆ - ใช้ส่ือได้อย่างจ ากัด - ไม่สามารตรวจสอบ แหล่งที่มาของข้อมูล ได้ 2) สามารถรับรู้เขา้ใจเนื้อหาของ สื่อประเภทต่างๆได้อย่างเต็ม ความสามารถ -เข้าใจเนื้อหาของสื่อได้ ทุกประเภทอย่างชัดเจน -เข้าใจเนื้อหาของสื่อ บางประเภทได้อย่าง ชัดเจน -เข้าใจเนื้อหาของสื่อ ประเภทเดียวอย่าง ชัดเจน -เข้าใจเนื้อหาของสื่อ ประเภทเดียวแต่ไม่ ชัดเจน 3) แสวงหาข้อมูลข่าวสารได้จากสื่อ หลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับ สื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง -ค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ จากสื่อท่ีหลากหลาย ประเภทได้ -ค้นหาข้อมูลข่าวสาร จากสื่อท่ีมีอยู่และเข้าถึง ได้ประจ า -ค้นหาข้อมูลข่าวสาร ได้จากสื่อท่ีเป็นท่ีนิยม สูงสุดในปัจจุบัน -ค้นหาข้อมูลข่าวสาร ได้จากสื่อท่ีใช้ประจ า ได้เป็นบางครั้ง 4) มีความสามารถในการเก็บและคัด กรองข้อมูลประเภทต่างๆ ท่ีสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ ความต้องการ และ เป็นประโยชน์ พร้อมท้ังท าความเข้าใจ ความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ -บันทึกข้อมูลจากสื่อท่ี ต้องการได้ -บันทึกข้อมูลจากสื่อท่ี ต้องการได้ -บันทึกข้อมูลจากสื่อท่ี ต้องการได้ -บันทึกข้อมูลจากสื่อท่ี ต้องการได้ 91 92 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) (ต่อ) 4) มีความสามารถในการเก็บและคัด กรองข้อมูลประเภทต่างๆ ท่ี สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ความ ต้องการ และเป็นประโยชน์ พร้อมท้ัง ท าความเข้าใจความหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (ต่อ) -เลือกข้อมูลได้ถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์และ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ได้ -เข้าใจความหมายของ ข้อมูลท่ีเก็บได้อย่าง ครบถ้วน ถูกต้องและ ชัดเจน -เลือกข้อมูลได้ถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์และ เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ได้ -เข้าใจความหมายของ ข้อมูลท่ีเก็บในบางส่วน -เลือกข้อมูลโดยไม่ได้ ค านึงถึงประโยชน์ท่ี ได้รับจากข้อมูล -เข้าใจความหมาย ของข้อมูลท่ีเก็บได้ใน บางส่วน -ไม่สามารถเลือก ข้อมูลได้ถูกต้องตาม วัตถุประสงค์ได้ -ไม่เข้าใจความหมาย ของข้อมูลท่ีเก็บ 5) จดจ าและเข้าใจความหมายของ ค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคท่ีใช้ ในการสื่อสารจากสื่อแต่ละประเภท ได้อย่างมีประสิทธิภาพ -จดจ าและเข้าใจ ความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ ของสื่อได้ ถูกต้อง - สื่อสารจากสื่อแต่ละ ประเภทได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน -จดจ าและเข้าใจ ความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ ของสื่อได้ ถูกต้อง - สื่อสารจากสื่อบาง ประเภทได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน -จดจ าและเข้าใจ ความหมายของ ค าศัพท์ สัญลักษณ์ ของสื่อได้บาง ประเภท - สื่อสารจากสื่อบาง ประเภทได้อย่าง ถูกต้องและชัดเจน -จดจ าและเข้าใจ ความหมายของ ค าศัพท์ สัญลักษณ์ ของสื่อได้บางประเภท - สื่อสารจากสื่อบาง ประเภทได้ในบางครั้ง 92 93 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 2. ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skill) 1) บอกหรืออธิบายเพื่อแยกแยะข้อ เท็จ ข้อจริง ข้อเสนอเกินจริง ความ คิดเห็น ข้อดี ข้อเสีย และการโน้ม น้าวจูงใจจากการน าเสนอของสื่อ -แยกแยะข้อเท็จจริง จากข้อมูลท่ีได้รับจาก สื่อได้ -บอกข้อดีข้อเสียของ การน าเสนอเกินจริง ของสื่อได้ -อธิบายหรือบอกถึง การโน้มน้าวจูงใจจาก การน าเสนอของสื่อได้ -แยกแยะข้อเท็จจริง จากข้อมูลท่ีได้รับจาก สื่อได้ -บอกข้อดีข้อเสียของ การน าเสนอเกินจริง ของสื่อได้ -เข้าใจแต่ไม่สามารถ อธิบายหรือบอกถึงการ โน้มน้าวจูงใจจากการ น าเสนอของสื่อได้ -แยกแยะข้อเท็จจริง จากข้อมูลท่ีได้รับจาก สื่อได้ -บอกข้อดี ข้อเสียที่ ได้รับจากสื่อไม่ ครบถ้วน -เข้าใจแต่ไม่สามารถ อธิบายหรือบอกถึง การโน้มน้าวจูงใจจาก การน าเสนอของสื่อ ได้ -คล้อยตามข้อมูลท่ี ได้รับจากสื่อ -บอกข้อดี ข้อเสียที่ ได้รับจากสื่อไม่ ครบถ้วน -เข้าใจแต่ไม่สามารถ อธิบายหรือบอกถึง การโน้มน้าวจูงใจจาก การน าเสนอของสื่อได้ 2) สามารถทบทวนผลดี ผลเสีย และ ผลกระทบท่ีมีต่อตนเองและผู้อื่นจาก การเลือกรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ต่างๆ -ค านึงถึงผลดี ผลเสีย ท่ี มี ต่อตนเองและผู้อื่น จากการเลือกรับข้อมูล ข่าวสารจากสื่อต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และ รอบด้าน -ค านึงถึงผลดี ผลเสีย ท่ี มี ต่อตนเองและผู้อื่น จากการเลือกรับข้อมูล ข่าวสารจากสื่อต่างๆ ในบางครั้ง -ค านึงถึงผลดี ผลเสีย ท่ี มี ต่ อ ตน เ อ ง แ ล ะ ผู้อื่นจากการเลือกรับ ข้อมูลข่าวสารจากสื่อ บางประเภท -ค านึงถึงผลดี ผลเสีย ท่ีมีต่อตนเองจากการ เลือกรับข้อมูลข่าวสาร จากสื่อต่างๆ ได้ 93 94 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 2. ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skill) (ต่อ) 3) บอกหรืออธิบายเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์ แฝงของสื่อในรูปแบบต่างๆ ได้อย่าง ถูกต้อง ครอบคลุม และครบถว้น -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ หลัก ของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ แฝงของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้อย่าง ครอบคลุม และ ครบถ้วน -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ หลัก ของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ แฝงของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้ -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ หลัก ของสื่อใน รูปแบบเดียวอย่าง ชัดเจน -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ แฝงของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้ -บอกหรืออธิบาย วัตถุประสงค์หลัก ของสื่อในรูปแบบ เดียว ได้บางประเภท -บอกหรืออธิบาย เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ แฝงของสื่อในรูปแบบ ต่างๆ ได้บางครั้ง 4) สามารถให้เหตุผลสนับสนุนผลการ วิเคราะห์สื่อของตนเองได้อย่าง สมเหตุสมผล -ให้เหตุผลสนับสนุนผล การวิเคราะห์สื่อของ ตนเองได้ชัดเจน -ให้เหตุผลสนับสนุนผล การวิเคราะห์สื่อของ ตนเองได้ -ให้เหตุผลสนับสนุน ผลการวิเคราะห์สื่อ ของตนเองได้บางครั้ง -ให้เหตุผลสนับสนุน ผลการวิเคราะห์สื่อ ของตนเองได้ไม่ ชัดเจน 94 95 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 3. ทักษะการ ประเมินสื่อ (Evaluate Skill) 1) ตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เลือกรับ หรือปฏิเสธข้อมูลข่าวสารจากสื่อ ต่างๆ ท่ีบุคคลเปิดรับและได้ผ่าน กระบวนการวิเคราะห์เพื่อแยกแยะ สารสนเทศที่สร้างสรรค์และมี ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นตาม จุดมุ่งหมายท่ีได้ต้ังไว้ -สามารถตัดสินใจ เชื่อ หรือไม่เชื่อเลือกรับหรือ ปฏิเสธข้อมูลจากสื่อท่ี เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่นได้ -สามารถวิเคราะห์เพื่อ แยกแยะสารสนเทศที่ สร้างสรรค์อย่างเป็น กระบวนการและตรง ตามจุดประสงค์ -สามารถตัดสินใจ เชื่อ หรือไม่เชื่อเลือกรับหรือ ปฏิเสธข้อมูลจากสื่อท่ี เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่นได้ -สามารถวิเคราะห์เพื่อ แยกแยะสารสนเทศที่ สร้างสรรค์ได้ตรงตาม จุดประสงค์ -สามารถตัดสินใจ เชื่อหรือไม่เชื่อเลือก รับหรือปฏิเสธข้อมูล จากสื่อท่ีเป็น ประโยชน์ต่อตนเอง ได้ -สามารถวิเคราะห์ เพื่อแยกแยะ สารสนเทศได้ -สามารถตัดสินใจ เชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูล จากสื่อได้ -ไม่สามารถวิเคราะห์ สารสนเทศจากสื่อได้ 2) สามารถตีความและแปล ความหมายของข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ ต้องการน าเสนอ หรือแอบแฝงมาใน ลักษณะต่างๆ เพื่อน าไปสู่การตัดสิน คุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และ คุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจาก สื่อ -ตีความหมายของ ข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ น าเสนอได้ชัดเจนและ ถูกต้อง -เข้าใจความหมายแอบ แฝงของสื่อได้ หลากหลาย -ตีความหมายของ ข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ น าเสนอได้ชัดเจนและ ถูกต้อง -เข้าใจความหมายแอบ แฝงของสื่อได้ หลากหลาย -ตีความหมายของ ข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ น าเสนอได้ชัดเจน และถูกต้อง -ไม่เข้าใจความหมาย แอบแฝงของสื่อ -ตีความหมายของ ข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ น าเสนอได้บ้างแต่ยัง ไม่ชัดเจน -ไม่เข้าใจความหมาย แอบแฝงของสื่อ 95 96 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 3. ทักษะการ ประเมินสื่อ (Evaluate Skill) (ต่อ) 2) สามารถตีความและแปล ความหมายของข้อมูลข่าวสารท่ีสื่อ ต้องการน าเสนอ หรือแอบแฝงมาใน ลักษณะต่างๆ เพื่อน าไปสู่การตัดสิน คุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และ คุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจาก สื่อ(ต่อ) - สามารถตัดสินคุณค่า ความถูกต้องและ คุณภาพของสารสนเทศ ท่ีได้รับอย่างครบถ้วน ถูกต้อง - ไม่สามารถตัดสิน คุณค่าความถูกต้องและ คุณภาพของสารสนเทศ ท่ีได้รับ - ไม่สามารถตัดสิน คุณค่า และคุณภาพ ของสารสนเทศที่ ได้รับได้ - ไม่สามารถตัดสิน คุณค่า และคุณภาพ ของสารสนเทศที่ ได้รับได้ 3) ตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง เหมาะสม และคุณภาพของ สารสนเทศที่ได้รับจากสื่อบนพื้นฐาน ของประสบการณ์เดิมอย่างมี คุณธรรม จริยธรรม และหลักการ ประชาธิปไตย -สามารถตัดสินคุณค่า ความถูกต้องและ เหมาะสมและคุณภาพ ของสารสนเทศที่ได้รับ จากประสบการณ์อย่าง มีคุณธรรม จริยธรรม และหลักประชาธิปไตย ได้ -สามารถตัดสินคุณค่า ความถูกต้องและ เหมาะสมและคุณภาพ ของสารสนเทศที่ได้รับ จากประสบการณ์ได้ -สามารถตัดสินคุณค่า ความถูกต้องและ เหมาะสมและ คุณภาพของ สารสนเทศท่ีได้รับได้ -สามารถตัดสินคุณค่า ความถูกต้องของ สารสนเทศที่ได้รับได้ 96 97 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 4. ทักษะการ สร้างสรรค์ (Create Skill) 1) ออกแบบเพื่อน าเสนอข้อมูล สารสนเทศ องค์ความรู้ และความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อท่ีผ่านการเลือก อย่างเหมาะสมและหลากหลาย รูปแบบ -สามารถออกแบบการ น าเสนอข้อมูล สารสนเทศ ผ่านสื่อท่ี เหมาะสมได้อย่าง เหมาะสมและ หลากหลายรูปแบบ -สามารถแสดงความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อ ตนเองออกแบบได้ อย่างเหมาะสม -สามารถออกแบบการ น าเสนอข้อมูล สารสนเทศ ผ่านสื่อท่ี เหมาะสมได้อย่าง เหมาะสมและ หลากหลายรูปแบบ -สามารถแสดงความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อ ตนเองออกแบบในด้าน ท่ีตนเองพอใจ -สามารถออกแบบ การน าเสนอข้อมูล สารสนเทศ ผ่านสื่อได้ -สามารถแสดงความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อ ตนเองออกแบบใน ด้านท่ีตนเองพอใจ -สามารถน าเสนอ ข้อมูลสารสนเทศ ผ่านสื่อได้ -ไม่กล้าแสดงความ คิดเห็นของตนผ่านสื่อ ตนเองออกแบบได้ 2) น าเสนอข้อมูลข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ืออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่บนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบและจริยธรรมของ ตนเอง -น าเสนอข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศด้วยส่ือ อย่างเปิดเผย -น าเสนอข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศด้วยส่ือ อย่างเปิดเผย -น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ อย่างเปิดเผย -น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ 97 98 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 4. ทักษะการ สร้างสรรค์ (Create Skill) (ต่อ) 2) น าเสนอข้อมูลข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ืออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่บนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบและจริยธรรมของ ตนเอง (ต่อ) น าเสนอข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศด้วยส่ือ อย่างตรงไปตรงมา - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและสารสนเทศ ด้วยสื่อบนพื้นฐานของ ความรับผิดชอบและ จริยธรรมของตนเอง - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและสารสนเทศ ด้วยสื่ออย่าง ตรงไปตรงมา - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและสารสนเทศ ด้วยสื่อโดยไม่ได้ ค านึงถึงความ รับผิดชอบและ จริยธรรมของตนเอง - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ เฉพาะด้านท่ีตนเอง พอใจ - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ โดยไม่ได้ค านึงถึง ความรับผิดชอบและ จริยธรรมของตนเอง - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ เฉพาะด้านท่ีตนเอง พอใจ - น าเสนอข้อมูล ข่าวสารและ สารสนเทศด้วยส่ือ โดยไม่ได้ค านึงถึง ความรับผดิชอบและ จริยธรรมของตนเอง 3) ผลิตสื่อท่ีผ่านการวางแผน เขียน บท และค้นคว้าข้อมูลเน้ือหาเพื่อ น ามาประกอบตามเทคโนโลยีของสื่อ หรือรูปแบบของสื่อแต่ละประเภทได้ อย่างเหมาะสม และท าให้ได้สื่อท่ี สื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของตน -ผลิตสื่อท่ีผ่านการ วางแผน เขียนบท และ สามารถสื่อสารตรงกับ วัตถุประสงค์ของตนเอง ได้ -ผลิตสื่อท่ีผ่านการ วางแผน เขียนบทได้ -ผลิตสื่อท่ีผ่านการ วางแผน เขียนบทได้ -ผลิตสื่อได้ 98 99 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 4. ทักษะการ สร้างสรรค์ (Create Skill) (ต่อ) 3) ผลิตสื่อท่ีผ่านการวางแผน เขียน บท และค้นคว้าข้อมูลเน้ือหาเพื่อ น ามาประกอบตามเทคโนโลยีของสื่อ หรือรูปแบบของสื่อแต่ละประเภทได้ อย่างเหมาะสม และท าให้ได้สื่อท่ี สื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ของตน (ต่อ) -ค้นคว้าข้อมูลเน้ือหา เพื่อน ามาจัดท าสื่อตาม เทคโนโลยีของสื่อหรือ รูปแบบของสื่อแต่ละ ประเภทได้อย่าง เหมาะสม -ค้นคว้าข้อมูลเน้ือหา เพื่อน ามาจัดท าตาม เทคโนโลยีของสื่อหรือ รูปแบบของสื่อแต่ละ ประเภทได้อย่าง เหมาะสม -ค้นคว้าข้อมูลเน้ือหา เพื่อน ามาจัดท าสื่อได้ -ค้นคว้าข้อมูลเน้ือหา เพื่อน ามาจัดท าสื่อได้ 4) ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของสื่อเพื่อ แก้ไข และเผยแพร่สารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ -สามารถใช้เทคโนโลยี ต่างๆ ของสื่อในการ แก้ไขสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ -สามารถเผยแพร่สาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ -สามารถใช้เทคโนโลยี ต่างๆ ของสื่อในการ แก้ไขสารได้ -สามารถเผยแพร่สาร ได้ -สามารถใช้ เทคโนโลยีต่างๆ ของ สื่อในการแก้ไขสาร บางประเภทได้ -สามารถเผยแพร่สาร ได้ -สามารถใช้เทคโนโลยี ต่างๆ ของสื่อในการ แก้ไขสารบางประเภท ได้ -ไม่สามารถเผยแพร่ สารได้ 99 100 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 4. ทักษะการ สร้างสรรค์ (Create Skill) (ต่อ) 5) แสดงความเห็นและเสนอแนะ ความคิดของตนอย่างสร้างสรรค์ใน การวิพากษ์วิจารณ์ต่อข้อมูล สารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความ คิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้มน้าวจูงใจ การโฆษณาชวนเชื่อ และข้อเสนอเกิน จริงที่น าเสนอหรือแฝงมากับสื่อท่ี ตนเองได้เปิดรับ -สามารถแสดง ความเห็นและ เสนอแนะความคิดของ ตนอย่างสร้างสรรค์ได้ -สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ต่อ ข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้ม น้าวจูงใจ การโฆษณา ชวนเชื่อ และข้อเสนอ เกินจริงท่ีน าเสนอหรือ แฝงมากับสื่อท่ีตนเอง เปิดรับได้ -สามารถแสดง ความเห็นและ เสนอแนะความคิดของ ตนอย่างสร้างสรรค์ได้ -สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ต่อ ข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้ม น้าวจูงใจ การโฆษณา ชวนเชื่อ และข้อเสนอ เกินจริงท่ีน าเสนอหรือ แฝงมากับสื่อท่ีตนเอง เปิดรับได้ในบางครั้ง -สามารถแสดง ความเห็นและ เสนอแนะความคิด ของตนอย่าง สร้างสรรค์ได้ -ไม่สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ต่อ ข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้ม น้าวจูงใจ การโฆษณา ชวนเชื่อ และข้อเสนอ เกินจริงท่ีน าเสนอ หรือแฝงมากับสื่อท่ี ตนเองเปิดรับได้ในใน บางครั้ง -สามารถแสดง ความเห็นของตน อย่างสร้างสรรค์ได้ -ไม่สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ต่อ ข้อมูลสารสนเทศ ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง การโน้ม น้าวจูงใจ การโฆษณา ชวนเชื่อ และข้อเสนอ เกินจริงท่ีน าเสนอหรือ แฝงมากับสื่อท่ีตนเอง เปิดรับได้ในใน บางครั้ง 100 101 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 5. ทักษะการมีส่วน ร่วม (Participate Skill) 1) มีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดง ความคิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ ประโยชน์จากสื่อของผู้อื่นเพื่อน าไปสู่ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะ ต่างๆ ท่ีถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อ สังคม -มีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน ได้ -ใช้ประโยชน์จากสื่อ ของผู้อื่นเพื่อน าไปสู่ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ในลักษณะต่างๆ ท่ี ถูกต้องและเป็น ประโยชน์ต่อสังคมได้ -มีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน -ใช้ประโยชน์จากสื่อ ของผู้อื่นเพื่อน าไปสู่ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ในลักษณะต่างๆ ท่ี ถูกต้องได้ -มีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างาน ร่วมกัน -ใช้ประโยชน์จากสื่อ ของผู้อื่นได้ -มีส่วนร่วมในการ ท างานร่วมกันได้ -ใช้ประโยชน์จากสื่อ ของผู้อื่นได้ 2) ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในการวิพากษ์ และแสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่างๆ อย่างเปิดเผยบนพื้นฐานของความ รับผิดชอบและจริยธรรม -มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในการวิพากษ์ และ แสดงความคิดเห็นต่อ สื่อต่างๆ อย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของความ รับผิดชอบและ จริยธรรม -มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในการวิพากษ์ และ แสดงความคิดเห็นต่อ สื่อต่างๆ อย่างเปิดเผย -มีปฏิสมัพันธ์กับผู้อื่น ในการแสดงความ คิดเห็นต่อสื่อต่างๆ อย่างเปิดเผย -มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในการแสดงความ คิดเห็นต่อสื่อต่างๆ ได้ 101 102 ตารางที่ 14 เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (ต่อ) องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งช้ี ระดับพฤติกรรมบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 5. ทักษะการมีส่วน ร่วม (Participate Skill) (ต่อ) 3) เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นเข้ามามี ส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น ท างานร่วมกัน และใช้ ประโยชน์จากสื่อของตนอย่าง เหมาะสม -เปิดโอกาสให้บุคคลอื่น เข้ามามีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น -สามารถท างานร่วมกัน ได้ -สามารถใช้ประโยชน์ จากสื่อของตนอย่าง เหมาะสม -เปิดโอกาสให้บุคคลอื่น เข้ามามีส่วนร่วมในการ วิพากษ์ แสดงความ คิดเห็น -สามารถท างานร่วมกัน ได้ -สามารถใช้ประโยชน์ จากสื่อของตนตามท่ี ต้องการได้ -เปิดโอกาสให้บุคคล อื่นเข้ามามีส่วนร่วม ในการวิพากษ์ แสดง ความคิดเห็น -ไม่สามารถท างาน ร่วมกันได้ -เปิดโอกาสให้เฉพาะ บุคคลบางกลุ่มท่ี สามารถเข้ามามีส่วน ร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็นได้ -ไม่สามารถท างาน ร่วมกันได้ 102 103 ตารางที่ 15 แสดงตัวอย่างข้อค าถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามคุณลักษณะของข้อสอบ องค์ประกอบ ข้อค าถาม ระดับพฤติกรรม บ่งชี้ 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) 15. ในขณะที่นักเรียนก าลังดูรายการโทรทัศน์ ทุกครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่รายการจะมีสัญลักษณ์เหล่านี้ ปรากฏ ก่อนทุกครั้ง อยากทราบว่าสัญลักษณ์ตามหมายเลขใด ที่นักเรียนสามารถรับชมได้และเหมาะสมกับช่วงวัยของ นักเรียนมากที่สุด 1. สัญลักษณ์ 1,2 (4) 2. สัญลักษณ ์1,2,4 (3) 3. สัญลักษณ์ 1,4 (2) 4. สัญลักษณ ์1,2,3,4 (1) 5) จดจ าและ เข้าใจความหมาย ของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และ เทคนิคท่ีใช้ในการ สื่อสารจากสื่อแต่ ละประเภทได้ อย่างมี ประสิทธิภาพ 2. ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skill) 19. เมื่อนักเรียนพบเห็นการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ที่ มากจนเกินไป เช่น การโฆษณาขายสินค้าออนไลน์ เปิด กี่ครั้งก็เจอการขายสินค้าของเพ่ือน ๆ ในเฟส นักเรียน ไม่ต้องการเห็นโฆษณานั้นอีก นักเรียนจะปฏิบัติอย่างไร 1. กดค าสั่งเลิกติดตาม แต่ยังคงเป็นเพื่อนกัน (4) 2. กดซ่อนโพสท์จากเพ่ือนคนนั้นชั่วคราว (3) 3. เลือกซ่อนโพสท์เพื่อที่ให้เห็นโพสท์นี้น้อยลง (2) 4. เลิกเป็นเพื่อน เพราะไม่ต้องการเห็นโฆษณาขาย สินค้า (1) 2) สามารถ ทบทวนผลดี ผลเสีย และ ผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและผู้อื่น จากการเลือกรับ ข้อมูลข่าวสาร จากสื่อต่างๆ หมายเหตุ : ตัวเลขสีแดงในวงเล็บที่อยู่หลังตัวเลือก คือ ค่าคะแนนของแต่ละตัวเลือก 104 2. ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) 2.1 ผลการตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) โดยผู้ เชี่ยวชาญ จ านวน 9 ท่าน น าผลที่ได้มาท าการแก้ไข และปรับปรุงข้อค าถาม ดังนี้ ตารางที่ 16 สรุปผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อค าถามกับพฤติกรรมบ่งชี้ (Index of Congruence, IOC)1 ข้อที่ IOC สรุป ข้อที่ IOC สรุป 1 1.00 ใช้ได้ 31 0.89 ใช้ได้ 2 0.89 ใช้ได้ 32 1.00 ใช้ได้ 3 0.89 ใช้ได้ 33 1.00 ใช้ได้ 4 0.78 ใช้ได้ 34 0.89 ใช้ได้ 5 0.78 ใช้ได้ 35 0.67 ใช้ได้ 6 0.67 ใช้ได้ 36 1.00 ใช้ได้ 7 1.00 ใช้ได้ 37 1.00 ใช้ได้ 8 1.00 ใช้ได้ 38 1.00 ใช้ได้ 9 0.89 ใช้ได้ 39 1.00 ใช้ได้ 10 0.89 ใช้ได้ 40 1.00 ใช้ได้ 11 0.78 ใช้ได้ 41 0.78 ใช้ได้ 12 1.00 ใช้ได้ 42 1.00 ใช้ได้ 13 0.89 ใช้ได้ 43 0.78 ใช้ได้ 14 0.78 ใช้ได้ 44 1.00 ใช้ได้ 15 1.00 ใช้ได้ 45 0.78 ใช้ได้ 16 1.00 ใช้ได้ 46 0.78 ใช้ได้ 17 0.78 ใช้ได้ 47 0.78 ใช้ได้ 18 1.00 ใช้ได้ 48 1.00 ใช้ได้ 19 0.78 ใช้ได้ 49 0.89 ใช้ได้ 20 0.89 ใช้ได้ 50 0.89 ใช้ได้ 105 ตารางที่ 16 สรุปผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อค าถามกับพฤติกรรมบ่งชี้ (Index of Congruence, IOC) ((ต่อ) ข้อที่ IOC สรุป ข้อที่ IOC สรุป 21 1.00 ใช้ได้ 51 0.78 ใช้ได้ 22 1.00 ใช้ได้ 52 1.00 ใช้ได้ 23 0.78 ใช้ได้ 53 0.67 ใช้ได้ 24 0.89 ใช้ได้ 54 0.89 ใช้ได้ 25 0.89 ใช้ได้ 55 0.78 ใช้ได้ 26 0.78 ใช้ได้ 56 0.78 ใช้ได้ 27 0.78 ใช้ได้ 57 0.78 ใช้ได้ 28 0.78 ใช้ได้ 58 0.78 ใช้ได้ 29 0.78 ใช้ได้ 59 1.00 ใช้ได้ 30 0.89 ใช้ได้ 60 0.89 ใช้ได้ จากตารางที่ 16 ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 9 ท่านได้ตรวจสอบข้อค าถามพร้อมแนะน าให้ ปรับแก้ในส่วนของตัวเลือกให้มีความยาวเท่าๆ กัน ปรับแก้ในส่วนของการใช้ค าซ้ าและรูปภาพ ประกอบข้อค าถามต้องให้เหมาะสม โดยแนะน าให้ใช้รูปวาด แทนรูปภาพจริง ซึ่งผู้วิจัยได้น า ข้อแนะน าเหล่านี้ มาปรับแก้ให้ถูกต้องและเหมาะสม 2.2 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination : r) ผู้วิจัยได้น าข้อค าถามที่ผ่าน การตรวจสอบความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ และมีผลผ่านเกณฑ์ที่ก าหนดแล้ว จ านวน 60 ข้อ มาทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ไปทดลองใช้กับนักเรียนห้องที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก จ านวน 2 ห้องเรียน 50 คน จากนั้น น าผลมาค านวณหาค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination : r) ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป SPSS 13.0 for windows ใช้วิธีทดสอบ t-test แบบเทคนิค 25% วิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test ที่ระดับความ เที่ยงร้อยละ 95 ข้อที่มีค่า p-value < .05 ถือว่ามีอ านาจจ าแนกอยู่ในเกณฑ์ที่รับคัดเลือก ผลการ วิเคราะห์ข้อมูลน าเสนอ ดังนี้ 106 ตารางที่ 17 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก1(Discrimination : r) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) (n = 50) องค์ประกอบที่ ข้อ ค่าสถิติ t-test แปลผล ผลการคัดเลือก t p value 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 1 .613 .545 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 2 2.803 .011 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 3 3.168 .004 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 4 2.896 .007 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 5 3.695 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 6 4.012 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 7 4.380 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 8 3.463 .002 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 9 4.043 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 10 3.956 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 11 3.552 .002 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 12 2.531 .017 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 13 2.707 .015 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 14 3.389 .002 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 15 3.215 .003 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 2. ทักษะการวิเคราะห์ 16 3.193 .004 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ (Analyze Skills) 17 2.759 .010 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 18 3.627 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 19 -1.102 .281 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 20 .322 .749 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 21 1.967 .059 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 22 2.443 .024 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 23 1.728 .095 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 24 1.959 .060 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 25 2.107 .044 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 26 3.839 .002 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 107 ตารางที่ 17 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก2(Discrimination : r) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) (n = 50) (ต่อ) องค์ประกอบที่ ข้อ ค่าสถิติ t-test แปลผล ผลการคัดเลือก t p value 2. ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) (ต่อ) 27 3.331 .004 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 3. ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) 28 .243 .809 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 29 2.507 .018 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 30 3.769 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 31 .425 .674 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 32 4.013 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 33 4.432 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 34 2.998 .006 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 35 5.245 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 36 3.108 .006 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 4. ทักษะการสร้างสรรค์ 37 4.313 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ (Create Skills) 38 .460 .649 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 39 3.794 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 40 2.721 .011 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 41 5.402 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 42 3.753 .001 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 43 .338 .737 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 44 2.322 .027 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 45 1.362 .184 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 46 3.123 .004 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 47 .153 .880 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 48 1.318 .198 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 49 1.332 .193 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 50 -1.76 .862 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 51 4.355 .000 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 108 ตารางที่ 17 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก3(Discrimination : r) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ แบบพหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) (n = 50) (ต่อ) องค์ประกอบที่ ข้อ ค่าสถิติ t-test แปลผล ผลการคัดเลือก t p value 5. ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) 52 2.240 .033 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 53 2.573 .015 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 54 2.364 .025 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 55 1.34 .227 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 56 1.656 .109 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง 57 2.620 .015 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 58 2.567 .016 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 59 2.189 .041 จ าแนกได้ดี คัดเลือกไว้ 60 -1.038 .310 จ าแนกไม่ได้ ตัดทิ้ง จากตารางที่ 17 ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination : r) ของแบบ วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 1 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า แบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อ จ านวน 5 องค์ประกอบ ๆ 20 พฤติกรรมบ่งชี้ ๆ ละ 3 ข้อ รวม 60 ข้อ มีค่าอ านาจ จ าแนก (Discrimination : r) ที่ค านวณโดยโปรแกรมส าเร็จรูป SPSS 13.0 for windows ใช้วิธี ทดสอบ t-test แบบเทคนิค 25% วิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test ที่ระดับความเที่ยงร้อยละ 95 ข้อที่มี ค่า p-value < 0.05 ซึ่งผ่านเกณฑ์คัดเลือกท้ังสิ้นจ านวน 42 ข้อ เมื่อน าข้อค าถามท่ีผ่านการคัดเลือก หาคุณภาพความเที่ยงรายฉบับ (Reliability) ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) ด้วยวิธี สัมประสิทธิ์แอลฟ่าของคอนบราค โดยใช้ โปรแกรม SPSS 13.0 for Windows พบว่า มีค่าความ เที่ยงรายฉบับ = 0.872 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ท่ีสูง 2.3 ตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีการวิ เคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ของแบบวัดวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (GRM Model) โดย ใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ด้วยโปรแกรม LISREL 8.72 ผู้วิจัยก าหนด สัญลักษณ์และความหมายที่ใช้แทนองค์ประกอบ (ตัวแปรแฝง) และข้อค าถาม (ตัวแปรสังเกตได้) ดังต่อไปนี้ 109 1. สัญลักษณ์ท่ีใช้แทนองค์ประกอบ (ตัวแปรแฝง) และข้อค าถาม (ตัวแปรสังเกตได้) Access หมายถึง องค์ประกอบที่ 1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) Analyze หมายถึง องค์ประกอบที่ 2 ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) Evaluate หมายถึง องค์ประกอบที่ 3 ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) Create หมายถึง องค์ประกอบที่ 4 ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skills) Participate หมายถึง องค์ประกอบที่ 5 ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) MDL หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 2. สัญลักษณ์ท่ีใช้แทนค่าความหมายทางสถิติ มีดังต่อไปนี้ GFI หมายถึง ค่าดัชนีระหว่างความกลมกลืน (Goodness of Fit Index) AGFI หมายถึง ค่าดัชนีระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (Adjusted Goodness of Fit Index) RMSEA หมายถึง ค่าดัชนีรากที่สองเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนในการ ประมาณค่า (Root Mean Square Error of Approximation) df หมายถึง ชั้นแห่งความเป็นอิสระ p-value หมายถึง ระดับนัยส าคัญทางสถิติ หมายถึง ข้อค าถาม (ตัวแปรสังเกตได้) หมายถึง องค์ประกอบ (ตัวแปรแฝง) หมายถึง น้ าหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) ระหว่างตัว แปรแฝงกับตัวแปรสังเกตได้ ผลการตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยัน (CFA) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการน าข้อค าถามที่ผ่านการคัดเลือก จ านวน 42 ข้อ ท าการจัดเรียงข้อค าถามตามล าดับใหม่ เก็บข้อมูลจากนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 คน ผู้วิจัยขอเสนอผลการตรวจสอบ ดังนี้ ตาราง 18 เมทริกน้ าหนักองค์ประกอบค่าความตรงเชิงโครงสร้างของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ตัวแปร (องค์ประกอบ) น้ าหนักองค์ประกอบ สปส.คะแนน องค์ประกอบ b B SE t R2 Access 1.49 0.40 0.16 9.58* 0.16 0.05 Analyze 1.92 0.57 0.17 11.56* 0.32 0.10 Evaluate 0.37 0.15 0.10 3.52* 0.02 0.02 Create 0.30 0.10 0.12 2.47* 0.01 0.00 Participate 2.27 0.66 0.18 12.28* 0.44 0.14 2 = 1.88, df =2, p = 0.39036, RMSEA = 0.000, CFI=1.00, GFI= 1.00, AGFI=0.99, 2/df = 0.94 * p < .01 110 Access Analyze Evaluate Create Participate MDL ภาพที่ 9 โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยนัของแบบวดัทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 จากผลการตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธี วิ เคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยันของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยม ตอนต้น พบว่า ค่า Chi-Square =1.88, df = 2, P-value = 0.39036, CFI=1.00, GFI = 1.00, AGFI = 0.99 RMSEA = 0.000 และค่า Chi-Square/df = 0.94 แสดงว่า โมเดลมีความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี จึง ซึ่งองค์ประกอบที่มีค่าน้ าหนัก สูงสุด คือ ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skill) มีค่าเท่ากับ 0.66 รองลงมาคือ ทักษะการ วิเคราะห์ (Analyze Skill) มีค่าเท่ากับ 0.57 ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) มีค่าเท่ากับ 0.40 ทักษะการประเมิน (Evaluate Skill) มีค่าเท่ากับ 0.15 และต่ าสุดคือ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Create Skill) มีค่าเท่ากับ 0.10 2.4 ผลวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค (GRM Model) หลังจากการ Try out ครั้งที่ 1 ผู้วิจัยได้ข้อค าถามที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจ านวน 42 ข้อ น ามาจัดท าแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ฉบับสมบูรณ์ น าไปเก็บข้อมูลจากกลุ่ม ตัวอย่างจ านวน 1,000 คน วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Multilog 7.03 เพ่ือหาค่าอ านาจจ าแนก ความยาก สารสนเทศของแบบวัดทั้งรายข้อและรายฉบับ ดังนี้ 111 1. ความยาก (difificulty) และค่าอ านาจจ าแนก (discriminant) ความยากและอ านาจจ าแนกของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 วิเคราะห์โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) ตามโมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบ ตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า (Polytomous IRT models) เนื่องจากแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ในศตวรรษที่ 21 ลักษณะข้อค าถามเชิงสถานการณ์ ชนิดเลือกตอบ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก ที่มีค่า คะแนนตั้งแต่ 1-4 คะแนน ผลการประมาณค่าพารามิเตอร์แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที ่21 จากข้อค าถามจ านวน 42 ข้อ แต่ละข้อมี 4 ตัวเลือก ผลการวิเคราะห์ ดังนี้ ตารางที่ 19 การประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) ข้อค าถามที ่ ค่าพารามิเตอร์ 𝛂 (SE) 𝛃1(SE) 𝛃2(SE) 𝛃3(SE) 1 0.24 (0.29) -0.30 (1.40) 1.95 (4.84) 13.48 (****) 2 1.47 (0.13) -1.17 (0.11) 0.05 (0.08) 0.60 (0.08) 3 1.41 (0.15) -0.87 (0.10) -0.24 (0.07) 0.09 (0.08) 4 1.36 (0.14) -1.50 (0.16) -0.95 (0.11) 0.17 (0.08) 5 0.07 (0.09) -1.80 (2.56) 4.46 (5.69) 10.08 (****) 6 1.81 (0.18) -1.05 (0.09) -0.64 (0.06) -0.18 (0.06) 7 0.06 (0.27) -2.45 (****) 7.28 (****) 18.30 (****) 8 0.72 (0.11) -1.19 (0.21) 0.52 (0.14) 2.04 (0.34) 9 0.20 (0.11) -5.83 (2.66) 2.51 (1.32) 6.69 (3.24) 10 0.27 (0.16) -4.52 (2.42) 1.56 (0.85) 5.02 (3.42) 11 1.89 (0.16) -0.97 (0.08) -0.58 (0.06) 0.14 (0.07) 12 0.15 (0.12) -5.37 (3.92) -2.07 (1.71) 4.31 (2.92) 13 0.78 (0.11) -1.97 (0.31) -1.14 (0.19) 0.58 (0.14) 14 0.19 (0.10) -5.57 (2.99) -2.81 (1.45) 6.87 (3.73) 15 0.27 (0.15) -4.50 (2.12) -1.15 (0.52) 4.71 (2.45) 16 0.38 (0.14) -3.53 (1.23) -1.13 (0.35) 3.53 (1.43) 17 0.57 (0.14) -2.38 (0.54) -0.82 (0.21) 2.37 (0.67) 18 1.89 (0.15) -0.91 (0.07) -0.34 (0.06) 0.36 (0.06) 19 0.11 (0.14) -4.48 (6.28) 3.90 (4.61) 3.90 (4.61) 20 1.96 (017) -1.13 (0.09) -0.44 (0.05) -0.05 (0.06) 21 1.13 (0.110 -0.61 (0.94) 4.60 (3.94) 11.40 (9.81) 22 0.28 (0.15) -3.63 (1.81) -1.77 (0.73) 4.39 (2.59) 23 0.18 (0.10) 0.28 (0.51) 4.47 (2.68) 7.49 (4.47) 24 2.01 (0.17) -0.72 (0.06) -0.17 (0.05) 0.06 (0.06) 25 0.33 (0.16) -6.38 (2.95) -2.80 (1.21) 4.46 (2.32) 26 1.51 (0.15) -1.29 (0.13) -0.45 (0.07) -0.03 (0.07) 27 0.28 (0.18) -4.90 (1.76) 2.36 (1.01) 4.62 (1.78) 28 0.30 (0.14) -4.47 (1.99) -2.08 (0.89) 3.37 (1.76) 112 ตารางที่ 19 การประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) (ต่อ) ข้อค าถามที ่ ค่าพารามิเตอร์ 𝛂 (SE) 𝛃1(SE) 𝛃2(SE) 𝛃3(SE) 29 0.69 (0.14) -1.90 (0.37) -0.40 (0.15) 2.78 (0.62) 30 0.27 (0.14) -4.89 (2.42) -2.82 (1.34) 4.29 (2.40) 31 1.47 (0.14) -1.61 (0.15) -0.65 (0.08) 0.19 (0.08) 32 0.09 (0.13) -4.96 (8.03) 2.79 (6.50) 20.76 (****) 33 0.25 (0.14) -7.82 (3.47) 0.43 (0.35) 4.27 (2.07) 34 0.14 (0.12) -1.73 (1.81) 4.70 (4.27) 10.83 (9.71) 35 0.28 (0.11) -6.59 (2.57) 0.12 (0.22) 4.32 (1.76) 36 0.16 (0.10) -6.79 (4.96) 0.75 (0.70) 7.48 (5.53) 37 0.16 (0.08) -4.57 (2.34) 0.03 (0.52) 8.59 (4.34) 38 1.45 (0.13) -1.04 (0.10) -0.24 (0.07) 0.36 (0.10) 39 0.50 (0.13) -2.34 (0.56) -0.36 (0.19) 2.87 (0.82) 40 0.23 (0.16) -3.31 (2.08) 0.36 (0.47) 6.67 (3.85) 41 1.73 (0.15) -1.62 (0.15) -0.79 (0.07) 0.05 (0.07) 42 0.58 (0.12) -2.84 (0.54) -1.42 (0.28) 1.24 (0.30) หมายเหตุ α หมายถึง ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมของข้อค าถาม β หมายถึง ค่าพารามิเตอร์ Threshold ของรายการค าตอบ ค่าความเที่ยงของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ที่วิเคราะห์ด้วย Graded-Response Model = 0.889 จากตารางที่ 19 เมื่อพิจารณาค่าพารามิเตอร์ threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (β) พบว่า β1 มีค่าอยู่ระหว่าง -6.79 ถึง 0.28 ส่วน β2 มีค่าอยู่ระหว่าง -2.82 ถึง 7.28 และ β3 มี ค่าอยู่ระหว่าง -0.18 ถึง20.76 โดยข้อค าถามทุกข้อมีค่า β1 < β2 < β3 อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มี คุณลักษณะ θ สูง มีโอกาสเลือกตอบรายการค าตอบระดับ 4 มากกว่า รายการค าตอบระดับ 1,2 และ 3 ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วม (α) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.06 ถึง 2.01 โดยข้อค าถามที่มี ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมสูงสุด คือ ข้อ 24 มีค่าเท่ากับ 2.01 และข้อค าถามที่มีค่าพารามิเตอร์ ความชันร่วมต่ าสุดคือ ข้อ 7 มีค่าเท่ากับ 0.06 อาจกล่าวได้ว่า ข้อค าถามที่มีค่าพารามิเตอร์ความชัน ร่วมสูงกว่าข้ออ่ืน แสดงว่ามีค่าอ านาจจ าแนกสูงกว่าข้ออ่ืน ผู้วิจัยได้ยึดแนวคิดของ Baker (Baker 1985/2001 อ้างถึงใน สังวร งัดกระโทก, มปป.) โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ 113 0.01 - 0.34 ค่าอ านาจจ าแนกต่ ามาก 0.35 - 0.64 ค่าอ านาจจ าแนกต่ า 0.65 – 1.34 ค่าอ านาจจ าแนกปานกลาง 1.35 – 1.69 ค่าอ านาจจ าแนกสูง 1.70 –ขึ้นไป ค่าอ านาจจ าแนกสูงมาก ตารางที่ 20 แสดงค่าพารามิเตอร์ความชันร่วม (α) (ค่าอ านาจจ าแนก)ของข้อค าถามจ านวน 42 ข้อ ข้อที่ (α) ค่าอ านาจ จ าแนก ข้อที่ (α) ค่าอ านาจ จ าแนก ข้อที่ (α) ค่าอ านาจ จ าแนก 1 0.24 ต่ ามาก 16 0.38 ต่ า 31 1.47 สูง 2 1.47 สูง 17 0.57 ต่ า 32 0.09 ต่ ามาก 3 1.41 สูง 18 1.89 สูงมาก 33 0.25 ต่ ามาก 4 1.36 สูง 19 0.11 ต่ ามาก 34 0.14 ต่ ามาก 5 0.07 ต่ ามาก 20 1.96 สูงมาก 35 0.28 ต่ ามาก 6 1.81 สูงมาก 21 1.13 สูง 36 0.16 ต่ ามาก 7 0.06 ต่ ามาก 22 0.28 ต่ ามาก 37 0.16 ต่ ามาก 8 0.72 ปานกลาง 23 0.18 ต่ ามาก 38 1.45 สูง 9 0.20 ต่ ามาก 24 2.01 สูงมาก 39 0.50 ต่ า 10 0.27 ต่ ามาก 25 0.33 ต่ ามาก 40 0.23 ต่ ามาก 11 1.89 สูงมาก 26 1.51 สูง 41 1.73 สูงมาก 12 0.15 ต่ ามาก 27 0.28 ต่ ามาก 42 0.58 ต่ า 13 0.78 ปานกลาง 28 0.30 ต่ ามาก 14 0.19 ต่ ามาก 29 0.69 ปานกลาง 15 0.27 ต่ ามาก 30 0.27 ต่ ามาก ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค โดยใช้ GRM Model สามารถแสดงในรูปของโค้งการเลือกรายการค าตอบ (Category Response Curve : CRC) ซึ่งท าให้เห็นภาพรวมของข้อค าถามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โค้งการเลือกรายการค าตอบสามารถ น าไปค านวณเพ่ือหาฟังก์ชั่นสารสนเทศของแบบวัดได้ (Item Information Curve : IIC) ตัวอย่างโค้ง การเลือกรายการค าตอบและโค้งสารสนเทศของแบบวัด จากข้อค าถามที่ 7 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่า ทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งมีข้อค าถามดังนี้ 114 ค าถามข้อที่ 6. นักเรียนท าแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์โดยดูตัวอย่างจากวิธีการที่คุณครู สาธิตให้ในห้องเรียนและจากตัวอย่างในหนังสือเรียน แต่นักเรียนยังไม่เข้าใจในเนื้อหานี้นักเรียนจะมี วิธีการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร เพ่ือให้สามารถท าแบบฝึกหัดได้ 1. ใช้วิธีการศึกษาด้วยตนเองจากเว็บไซต์เพ่ือการศึกษาที่มียอดผู้ติดตาม มากที่สุด (2) 2. ศึกษาจากหนังสือ/สมุดที่จด/ทางสื่ออินเทอร์เน็ตที่ให้บริการสาธารณะ 3. ศึกษาจากหนังสือ/สมุดที่จดทบทวนทีละขั้นตอน/เว็บไซต์/และให้รุ่นพ่ีที่ มีความรู้ทางด้านนี้ช่วยสอนเพ่ิมเติมให้ (4) 4. ศึกษาจากหนังสือ/สมุดที่จดทบทวนทีละขั้นตอน และค้นคว้าข้อมูล เพ่ิมเติมจากเว็บไซต์เพ่ือการศึกษา เฉลย : ตอบตัวเลือกที่ 1 = 2 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 2 = 1 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 3 = 4 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 4 = 3 คะแนน หมายเหตุ สีด า คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 1 สีน้ าเงิน คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 2 สีชมพู คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 3 สีเขียว คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 4 ภาพที่ 10 โค้งการเลือกรายการค าตอบจากข้อค าถามท่ี 6 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 -3 -2 -1 0 1 2 3 1 2 3 4 Ability P ro b a b il it y Item Characteristic Curv e: 6 Graded Response Model ปรับปรุง พอใช้ ดี ดีมาก 115 ภาพที่ 11 โค้งสารสนเทศของแบบวัดจากข้อค าถามที่ 6 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ในศตวรรษท่ี 21 จากภาพที่ 10-11 แสดงโค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามข้อที่ 6 ซึ่งอยู่ใน องค์ประกอบที่ 1 ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) พฤติกรรมบ่งชี้ด้านความสามารถในการแสวงหา ข้อมูลข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับสื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ ว่า ตัวเลือกรายการค าตอบแต่ละตัวเลือกสามารถให้ข้อมูลความน่าจะเป็นในการเลือกรายการค าตอบ ซึ่งสัมพันธ์กับระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่ต่างกัน เช่น ผู้ตอบแบบวัดที่มีค่าคุณลักษณะ (ทักษะการ รู้เท่าทันสื่อ) เท่ากับ 0.5 มีโอกาสที่จะเลือกตอบค าตอบในระดับคะแนน “ดีมาก” ประมาณร้อยละ 11 มีโอกาสที่จะเลือกตอบในระดับ “ดี” ประมาณร้อยละ 78 มีโอกาสที่จะตอบในระดับ “พอใช้” ประมาณร้อยละ 6 และมีโอกาสที่จะตอบในระดับคะแนน “ปรับปรุง” ประมาณร้อยละ 5 เมื่อ พิจารณาภาพที่ 16 ปรากฏว่าข้อค าถามที่ 6 ที่บอกถึงระดับความสามารถในการแสวงหาข้อมูล ข่าวสารได้จากสื่อหลายประเภทและไม่ถูกจ ากัดอยู่กับสื่อประเภทใดประเภทหนึ่ง สามารถให้ข้อมูล สารสนเทศของข้อสอบได้ดีในช่วงคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) ตั้งแต่ -1.5 ถึง 0.5 ในขณะที่ ข้อค าถามนี้จะให้ข้อมูลสารสนเทศของข้อสอบได้ลดลงเมื่อผู้ตอบแบบวัดมีคุณลักษณะ (ทักษะการ รู้เท่าทันสื่อ) ต่ ากว่า -1.5 และมากกว่า 0.5 -3 -2 -1 0 1 2 3 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 Scale Score I n fo rm a ti o n Item Information Curv e: 6 116 ตัวอย่างโค้งรายการค าตอบและโค้งสารสนเทศของข้อค าถาม จากข้อค าถามข้อที่ 13 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 องค์ประกอบที่ 1 ด้านการจดจ าและเข้าใจ ความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสารจากสื่อแต่ละประเภทได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แสดงได้ดังภาพที่ 17-18 ตามล าดับ ค าถามข้อที่ 13 ป๋องชอบเล่นเกม ROV และเมื่อไม่ได้ดั่งใจมักจะส่งเสียงเอะอะ โวยวาย เพื่อน ๆ มักจะล้อว่ามีอาการหัวร้อน นักเรียนเข้าใจความหมายของค าว่า “หัวร้อน” อย่างไร 1. ใช้กับคนที่อารมณ์ไม่ดี (2) 2. อาการไม่พอใจเพราะเล่นเกมแพ้ หรืออินเทอร์เน็ตช้า (3) 3. มาจากภาษาอังกฤษ Hothead หมายถึงคนที่โกรธหรือหงุดหงิดง่าย (4) 4. ไม่เข้าใจแต่ก าลังฮิตมากในหมู่วัยรุ่นที่ใช้พูดจนติดปากว่าหัวร้อน ( เฉลย : ตอบตัวเลือกที่ 1 = 2 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 2 = 3 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 3 = 4 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 4 = 1 คะแนน หมายเหตุ สีด า คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 1 สีน้ าเงิน คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 2 สีชมพู คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 3 สีเขียว คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 4 ภาพที่ 12 โค้งการเลือกรายการค าตอบจากข้อค าถามท่ี 13 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 -3 -2 -1 0 1 2 3 1 2 3 4 Ability P ro b a b il it y Item Characteristic Curv e: 13 Graded Response Model ปรับปรุง ดี ดีมาก พอใช้ 117 ภาพที่ 13 โค้งสารสนเทศของแบบวัด จากข้อค าถามที่ 13 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 จากภาพที่ 12-13 แสดงโค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามข้อที่ 13 ซึ่งอยู่ ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านการจดจ าและเข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ใน การสื่อสารจากสื่อแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวเลือกรายการค าตอบ แต่ละตัวเลือกสามารถให้ข้อมูลความน่าจะเป็นในการเลือกรายการค าตอบซึ่งสัมพันธ์กับระดับทักษะ การรู้เท่าทันสื่อที่ต่างกัน เช่น ผู้ตอบแบบวัดที่มีค่าคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) เท่ากับ -2.5 มีโอกาสที่จะเลือกตอบค าตอบในระดับคะแนน “ดีมาก” ประมาณร้อยละ 18 มีโอกาสที่จะเลือกตอบ ในระดับ “ดี” ประมาณร้อยละ 12 มีโอกาสที่จะตอบในระดับ “พอใช้” ประมาณร้อยละ 61 และมี โอกาสที่จะตอบในระดับคะแนน “ปรับปรุง” ประมาณร้อยละ 9 เมื่อพิจารณาภาพที่ 18 ปรากฏว่า ข้อค าถามที่ 13 ที่บอกถึงระดับความสามารถในการจดจ าและเข้าใจความหมายของค าศัพท์ สัญลักษณ์ และเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสารจากสื่อแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถให้ ข้อมูลสารสนเทศของข้อสอบได้ดีในช่วงคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) ตั้งแต่ -2.0 ถึง 0.5 ในขณะที่ข้อค าถามนี้จะให้ข้อมูลสารสนเทศของข้อสอบได้ลดลงเมื่อผู้ตอบแบบวัดมีคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) ต่ ากว่า -2.0 และมากกว่า 0.5 -3 -2 -1 0 1 2 3 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 Scale Score I n fo rm a ti o n Item Information Curv e: 13 118 ตัวอย่างโค้งรายการค าตอบและโค้งสารสนเทศของข้อค าถาม จากข้อค าถามข้อที่ 24 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 องค์ประกอบที่ 3 ด้านความสามารถในการ ตีความและแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อต้องการน าเสนอหรือแอบแฝงมาในลักษณะต่าง ๆ เพ่ือน าไปสู่การตัดสินคุณค่าความถูกต้องเหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อ แสดง ได้ดังภาพที่ 19-20 ตามล าดับ ค าถามข้อที่ 24 จากเหตุการณ์ที่มีการโฆษณาขายสินค้า เช่น สบู่ หรือครีม โดยที่มี การถ่ายคลิปรีวิวการใช้สินค้าด้วยท่าทางที่เข้าข่ายอนาจาร ที่เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย จนมีการแชร์ต่อ ๆ กัน และเกิดเป็นประเด็นที่ว่า “ขายดีๆ โลกไม่จ า” นักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อการการกระท านี้ 1. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว และการรีวิวที่อนาจาร ต้องการสร้างกระแสให้คนติดตามมาก ๆ กลายเป็นกระแสไวรัล อย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ เหมาะสมอย่างยิ่ง หากข้าพเจ้าพบเห็นจะกดลบออกจากโพสท์และไม่ส่งต่อไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น (4) 2. ต้องแรง ๆ เข้าไว้ จะได้เป็นที่จดจ าของผู้พบเห็น ดูแล้วเพลิดเพลิน ไม่ได้ มีอะไรน่าเกลียด สมัยนี้การแสดงโป้ เปลือยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หากข้าพเจ้าพบเห็นจะดูเพราะ จะได้ไม่ตกข่าว และเม่ือโพสท์ต่อก็จะได้ยอดติดตามในเพจของข้าพเจ้าเยอะตามไปด้วย (1) 3. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว จึงต้องแสดงการใช้ให้ สมจริง ถือว่าเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้า จะท าให้ลูกค้าม่ันใจในตัวสินค้าได้มากข้ึน หาก ข้าพเจ้าพบเห็นจะส่งต่อให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มเดียวกันดู เพราะจะได้ชวนกันซื้อสินค้าตัวเดียวกัน (2) 4. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว และการรีวิวที่อนาจาร ต้องการสร้างกระแสให้คนติดตามมาก ๆ กลายเป็นกระแสไวรัล อย่างรวดเร็ว ถือเป็นวิธีทางการตลาด ออนไลน์ที่คนนิยมใช้ในปัจจุบัน หากข้าพเจ้าเห็นในโพสท์ ก็รู้สึกเฉย ๆ ในกรณีท่ีเป็นสินค้าที่ไม่ถูกใจ ( เฉลย : ตอบตัวเลือกที่ 1 = 4 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 2 = 1 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 3 = 2 คะแนน ตอบตัวเลือกที่ 4 = 3 คะแนน 119 หมายเหตุ สีด า คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 1 สีน้ าเงิน คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 2 สีชมพู คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 3 สีเขียว คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 4 ภาพที่ 14 โค้งการเลือกรายการค าตอบจากข้อค าถามท่ี 24 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ในศตวรรษท่ี 21 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 -3 -2 -1 0 1 2 3 1 2 3 4 Ability P ro b a b il it y Item Characteristic Curv e: 24 Graded Response Model ปรับปรุง ดี ดีมาก พอใช้ 120 ภาพที่ 15 โค้งสารสนเทศของแบบวัด จากข้อค าถามที่ 13 ในแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 จากภาพที่ 14-15 แสดงโค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามข้อที่ 24 ซึ่งอยู่ ในองค์ประกอบที่ 3 ด้านความสามารถในการตีความและแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อ ต้องการน าเสนอหรือแอบแฝงมาในลักษณะต่าง ๆ เพ่ือน าไปสู่การตัดสินคุณค่าความถูกต้องเหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวเลือกรายการค าตอบ แต่ละตัวเลือก สามารถให้ข้อมูลความน่าจะเป็นในการเลือกรายการค าตอบซึ่งสัมพันธ์กับระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ที่ต่างกัน เช่น ผู้ตอบแบบวัดที่มีค่าคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) เท่ากับ -2.5 มีโอกาสที่จะ เลือกตอบค าตอบในระดับคะแนน “ดีมาก” ประมาณร้อยละ 63.5 มีโอกาสที่จะเลือกตอบในระดับ “ดี” ประมาณร้อยละ 20.5 มีโอกาสที่จะตอบในระดับ “พอใช้” ประมาณร้อยละ 5 และมีโอกาสที่ จะตอบในระดับคะแนน “ปรับปรุง” ประมาณร้อยละ 11 เมื่อพิจารณาภาพที่ 20 ปรากฏว่าข้อ ค าถามที่ 24 ที่บอกถึงระดับความสามารถในการตีความและแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารที่สื่อ ต้องการน าเสนอหรือแอบแฝงมาในลักษณะต่าง ๆ เพ่ือน าไปสู่การตัดสินคุณค่าความถูกต้องเหมาะสม และคุณภาพของสารสนเทศที่ได้รับจากสื่อ สามารถให้ข้อมูลสารสนเทศของข้อสอบได้ดีในช่วง คุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) ตั้งแต่ -1.0 ถึง 0.7 ในขณะที่ข้อค าถามนี้จะให้ข้อมูลสารสนเทศ -3 -2 -1 0 1 2 3 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 Scale Score I n fo rm a ti o n Item Information Curv e: 24 121 ของข้อสอบได้ลดลงเมื่อผู้ตอบแบบวัดมีคุณลักษณะ (ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ) ต่ ากว่า -1.0 และมากกว่า 0.7 หมายเหตุ เส้นทึบ หมายถึง ฟังก์ชันสารสนเทศของเครื่องมือ เส้น ประ หมายถึง ความคลาดเคลื่อน มาตรฐาน ภาพที่ 16 โค้งฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 จากภาพที่ 10 - 16 เมื่อพิจารณาค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัดทักษะการรู้เท่า ทันสื่อในศตวรรษที่ 21 พบว่า แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 สามารถวิเคราะห์ข้อ ค าถามได้ดีในช่วง θ ระหว่าง -1.5 ถึง 0.5 แสดงว่า การวิเคราะห์ข้อค าถามจากแบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ด้วย Graded -Response Model สามารถวิเคราะห์ได้อย่างคงเส้นคงวา และอาจกล่าวได้ว่า แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 สามารถน าไปใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ที่มีทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ในระดับ ปรับปรุง พอใช้ ดี และดีมาก ได ้ 3. ผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค การวิเคราะห์ในตอนนี้ ผู้วิจัยพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาคประกอบด้วยจ านวนข้อทั้งหมด 42 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 4 คะแนน คะแนนเต็มทั้งฉบับ เท่ากับ 168 คะแนน แบ่งเป็น 5 องค์ประกอบหลัก คือ 1) ด้านทักษะการเข้าถึง จ านวน 14 ข้อ 2) ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ จ านวน 7 ข้อ 3) ด้านทักษะการประเมิน จ านวน 7 ข้อ 4) ด้านทักษะการ คิดสร้างสรรค์ จ านวน 8 ข้อ 5) ด้านทักษะการมีส่วนร่วม จ านวน 6 ข้อ และผู้วิจัยได้น าแบบวัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค จ านวน 1,000 คน แบ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจาก -3 -2 -1 0 1 2 3 0 2 4 6 8 10 12 14 Scale Score In fo rm a ti o n Test Information and Measurement Error 0 0.14 0.28 0.42 0.57 0.71 S ta n d a rd E rro r 122 จังหวัดปัตตานี จ านวน 306 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.6 จังหวัดยะลา 334 คน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 33.4 และจังหวัดนราธิวาส 360 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 จากนั้นน าข้อมูลที่ ได้มาแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานเพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการ เปรียบเทียบและแปลความหมาย โดยผู้วิจัยใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) ซึ่งเป็นการ แปลงคะแนนให้เป็นมาตรฐานในรูปของโค้งปกติเป็นเกณฑ์ในการแปลความหมาย การวิเคราะห์เกณฑ์ ปกติใช้การค านวณค่าต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile) และคะแนนทีปกติ ด้วยโปรแกรม ส าเร็จรูป มีรายละเอียดของผลการวิเคราะห์ ดังนี้ ตารางที่ 21 เกณฑ์ปกติการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (คะแนนเต็ม 168 คะแนน) คะแนนดิบ คะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล ์ คะแนนทีปกติ 166 99.95 83 145 99.85 79 142 99.75 78 140 99.65 77 139 99.55 76 138 99.45 75 136 99.20 74 135 99.15 73 134 98.90 72 133 98.85 72 132 98.75 72 131 98.20 70 130 97.65 69 129 96.85 68 128 96.30 67 127 96.00 67 126 95.60 67 125 94.00 65 124 92.35 64 123 90.85 63 122 89.05 62 123 ตารางที่ 21 เกณฑ์ปกติการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (คะแนนเต็ม 168 คะแนน) (ต่อ) คะแนนดิบ คะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ คะแนนทีปกติ 121 87.20 61 120 84.95 60 119 80.30 58 118 77.85 57 117 74.05 56 116 70.25 55 115 66.25 54 114 64.45 53 113 61.05 52 112 56.45 51 111 51.90 50 110 46.45 49 109 42.25 48 108 37.90 46 107 32.30 45 106 31.75 45 105 26.50 43 104 24.10 42 103 18.70 41 102 18.45 41 101 13.00 38 100 9.85 37 99 8.60 36 98 7.35 35 97 5.25 33 96 3.65 32 95 3.15 31 94 2.55 30 124 ตารางที่ 21 เกณฑ์ปกติการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (คะแนนเต็ม 168 คะแนน) (ต่อ) คะแนนดิบ คะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ คะแนนทีปกติ 93 1.25 27 92 0.75 25 91 0.80 25 90 0.60 24 89 0.40 23 86 0.35 23 85 0.25 21 83 0.15 20 59 0.05 17 M= 110.05 S= 9.38 MIN = 59 MAX= 166 จากตารางสามารถอธิบายได้ว่า เกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีคะแนนดิบอยู่ระหว่าง 59 -166 คะแนน (คะแนนเต็มอยู่ระหว่าง 42 - 168 คะแนน) มีต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์อยู่ระหว่าง 0.05-99.95 และมีคะแนนทีปกติอยู่ระหว่าง T17-T83 จากคะแนนทีปกติ ผู้วิจัยแบ่งเกณฑ์การแปลความหมายของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ ตารางที่ 22 การแปลความหมายเกณฑ์ปกติทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น การแปลผล เกณฑ์คะแนน ทีปกติ คะแนนดิบ Media Literacy มากที่สุด >75 >139 มาก 51-75 112-138 พอใช้ 25-50 91-111 ปรับปรุง <25 59-90 T50 111 คะแนนเต็ม 168 ช่วงคะแนนดิบ 59-166 ช่วงคะแนนทีปกติ T17-T83 125 จากตารางที่ 22 ได้อธิบายเกณฑ์คะแนนของแบบวัดทักษะการรู้ เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 โดยคะแนนดิบมีค่า 139 คะแนนขึ้นไป หมายถึง ผู้ท าแบบวัดมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ระดับมากที่สุด คะแนนดิบมีค่าระหว่าง 112-138 138 คะแนน หมายถึง ผู้ท าแบบวัดมีทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในระดับมาก คะแนนดิบมีค่าระหว่าง 91-111 คะแนน หมายถึง ผู้ท าแบบวัดมีทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในระดับพอใช้ และ คะแนนดิบมีค่าระหว่าง 59-90 คะแนน หมายถึง ผู้ท าแบบวัดมีทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในระดับปรับปรุง 126 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาคนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพ่ือพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค 2) เพ่ือหาคุณภาพแบบวัดทักษะการรู้เท่าทัน สื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค 3) เพ่ือสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค การด าเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา โดยมีประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ในปีการศึกษา 2560 จ านวน 15,101 คน และท าการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified random Sampling) ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 จ านวน 1,000 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิง สถานการณ์ 4 ตัวเลือก ที่มีค่าคะแนน 4 ระดับ (ดีมาก ดี พอใช้ และปรับปรุง) เป็นข้อค าถามวัดทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งสิ้น 5 องค์ประกอบ จ านวนข้อค าถาม ทั้งสิ้น 42 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ด้วยโปรแกรม LISREL 8.72 จากนั้นน าข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ตรวจสอบข้อค าถามด้วย ด้วยการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ( Item Response Theory : IRT) โดยใช้โมเดล การวิเคราะห์ Graded Response Model แบบ 2 พารามิเตอร์ ด้วยโปรแกรม MULTILOG 7.03 และสร้างเกณฑ์ปกติของทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดย ประยุกต์ ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุ วิภาค โดยเกณฑ์ปกติที่ พัฒนาขึ้ น คือ ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile) และคะแนนปกติที (Normalized T-Score) ที่แปลงจากคะแนนดิบ (Raw Score) โดยใช้โปรแกรม Microsoft Office Excel 127 สรุปผลการวิจัย ผลจากการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผู้วิจัยสรุปผลตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้น ผลการจากการวิจัยและพัฒนาในครั้งนี้ท าให้ได้แบบวัดทักษะการรูเท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ประกอบด้วยข้อค าถามทั้งสิ้น 42 ข้อ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง (Access Skills) 2) การวิเคราะห์ (Analyze Skills) 3) การประเมิน (Evaluate Skills) 4) การคิดสร้างสรรค์ (Create Skills) และ 5) การมีส่วนร่วม (Participate Skills) โดยข้อค าถามผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิง พินิจ (Face Validity) ด้วยการวิเคราะห์ค่า IOC (Index of Congruence) พบว่าทุกข้อค าถามมีค่า IOC มากกว่า 0.60 ทุกข้อ และเมื่อน าแบบวัดมาหาค่าความเที่ยงทั้งฉบับ พบว่ามีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.87 2. การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผลการตรวจสอบความความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ของแบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบแบบพหุวิภาค พบว่า ค่าไคสแควร์ (Chi-square) มีค่าเท่ากับ 1.88 ; p=0.39 ที่องศาอิสระ เท่ากับ 2 แตกต่างจากศูนย์อย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับค่าสถิติวัดความ กลมกลืนจากค่าดัชนีวัดความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) มีค่าเท่ากับ 1.00 ซึ่งมีค่ามากกว่า 0.95 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) มีค่าเท่ากับ 1.00 และค่าดัชนีความกลมกลืนที่ปรับค่า (AGFI) มีค่าเท่ากับ 0.99 ค่าความคลาดเคลื่อนของโมเดล ได้แก่ ค่ารากของค่าเฉลี่ยก าลังสองของความ คลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.000 ซึ่งมีค่าต่ ากว่า 0.05 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (relative Chi-Square) ซึ่ งเป็นอัตราส่วนระหว่างค่า ไคสแควร์ กับจ านวนองศาอิสระ (Chi- Square/df) มีค่ า เท่ ากับ 0.94 ซึ่ งมีค่ าน้ อยกว่ า 2.00 แสดงว่ า โมเดลมี ความเป็นเอกมิติ (Unidimension) และความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าน้ าหนักองค์ประกอบในรูปคะแนน มาตรฐานของตัวแปรสังเกตได้ในโมเดลการวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษ ที่ 21 ในนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งหมดมีค่าเป็นบวก ขนาด 0.10 ถึง 0.66 มีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ตัว แปรที่มีน้ าหนักองค์ประกอบมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดตามล าดับ คือ ทักษะการมีส่วนร่วม ทักษะการ วิเคราะห์ ทักษะการเข้าถึง ทักษะการประเมิน และทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้เนื่องจาก ทักษะการ 128 มีส่วนร่วม (Participate Skills) เป็นองค์ประกอบที่มีน้ าหนักมากที่สุดแสดงว่าเป็นองค์ประกอบที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุดของทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งประกอบด้วย 3 พฤติกรรมบ่งชี้ 7 ข้อค าถาม สะท้อนให้เห็นว่าทักษะการมีส่วนร่วมจะท าให้เกิดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ จะท าให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการวิพากษ์ แสดงความคิดเห็น ใช้ ประโยชน์จากสื่อ การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนในการวิพากษ์ สามารถแสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่าง ๆ อย่างเปิดเผยและมีความรับผิดชอบ และจริยธรรม เปิดโอกาส ให้ผู้อื่นได้แสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการวิพากษ์อย่างเหมาะสม ดังนั้น ทักษะการมีส่วนร่วม จึงมี ความส าคัญต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่ออันดับแรก ซึ่งทักษะการมีส่วนร่วมมีบทบาทมากต่อการใช้สื่อ เช่น การใช้พ้ืนที่สื่อออนไลน์ในการแสดงตัวตน เพ่ือให้ได้รับการตอบรับจากสังคม ส่วนร่วมในทีนี้มีทั้ง ทางบวก เช่น การได้รับการยอมรับ ในการแสดงตัวตน การพัฒนาตนเอง และรู้สึ กมีความมั่นใจใน ตนเอง และทางลบ อาจเป็นการมีส่วนร่วมในทางที่ไม่สร้างสรรค์ จนเกิดเป็นการแสดงความไม่ เหมาะสมเพียงเพ่ือต้องการการได้รับความสนใจจากผู้คน เพราะในโลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งความ เปลี่ยนแปลง ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร การฉวยโอกาสทางธุรกิจผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพราะฉะนั้น การมีส่วนร่วมในที่นี้ยังบ่งบอกถึง หน้าที่ ความรับผิดชอบ และมารยาทในการใช้สื่อ ในทางที่สร้างสรรค์ ปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อตนเอง และบุคคลอ่ืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ องค์การยูเนสโก คณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรป (European Parliament) และหลายองค์กร สื่อ ได้แก่ AML, CML และ NAMLE ล้วนมีความคิดเห็นตรงกันกันว่า ทักษะสื่อที่เป็นทักษะส าคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ทักษะการเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมินและการสร้างสรรค์ และ Thoman & Jolis, (2008) ได้เพ่ิมทักษะการมีส่วนร่วม ซึ่งทักษะเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของ บุคคลในด้านความตระหนัก ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และจาก รายงาน Learning for the 21st Century ได้รายงานถึงทักษะที่จ าเป็นส าหรับการท างานและใช้ชีวิต ในศตวรรษที่ 21 มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อ ไว้ 5 องค์ประกอบ (Center for Media Literacy, 2008) ซึ่ง 1 ในนั้น คือทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skill) เป็น ทักษะที่ช่วยให้บุคคลสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์ ซึ่งจะส่งผลอย่างมหาศาลในการท างาน ร่วมกับผู้อ่ืน (Center for Media Literacy, 2008) และ โมเดลกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ผ่านสื่อ ออนไลน์ของวัยรุ่น ของ สกุลศรี ศรีสารคาม (2556) ได้ระบุถึงกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ผ่านสื่อ ออนไลน์ของวัยรุ่นโดยใช้การมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งในกระบวนการในการศึกษาการรู้เท่าทันสื่ออีกด้วย ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค โดยใช้ Graded Response Model (GRM) พบว่า ผลการประมาณค่าพารามิเตอร์ของ องค์ประกอบทักษะ การรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนอง 129 ข้อสอบแบบพหุวิภาค จ านวน 42 ข้อแต่ละข้อมี 4 รายการค าตอบ พบว่า ค่าพารามิเตอร์ความชัน ร่วม (α) ร่วม (α) มีค่าอยู่ระหว่าง 0.06 ถึง 2.01 โดยข้อค าถามท่ีมีค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมสูงสุด คือ ข้อ 24 มีค่าเท่ากับ 2.01 และข้อค าถามที่มีค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมต่ าสุดคือ ข้อ 7 มีค่า เท่ากับ 0.06 อาจกล่าวได้ว่า ข้อค าถามที่มีค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมสูงกว่าข้ออ่ืน แสดงว่ามีค่า อ านาจจ าแนกสูงกว่าข้ออ่ืน เมื่อพิจารณาค่าพารามิเตอร์ threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (β) พบว่า β1 มีค่าอยู่ระหว่าง -6.79 ถึง 0.28 ส่วน β2 มีค่าอยู่ระหว่าง -2.82 ถึง 7.28 และ β3 มีค่าอยู่ ระหว่าง -0.18 ถึง20.76 โดยข้อค าถามทุกข้อมีค่า β1 < β2 < β3 อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีคุณลักษณะ θ สูง มีโอกาสเลือกตอบรายการค าตอบระดับ 4 มากกว่า รายการค าตอบระดับ 1,2 และ 3 เมื่อ พิจารณาค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 พบว่า แบบวัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 สามารถวิเคราะห์ข้อค าถามได้ดีในช่วง θ ระหว่าง -1.5 ถึง 0.5 แสดงว่า การวิเคราะห์ข้อค าถามจากแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ด้วย Graded -Response Model สามารถวิเคราะห์ได้อย่างคงเส้นคงวา และอาจกล่าวได้ว่า แบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 สามารถน าไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่มีทักษะการรู้เท่า ทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ในระดับ ปรับปรุง ปานกลาง ดี และดีมาก ได้ 3. การสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ประกอบด้วย จ านวนข้อค าถาม 42 ข้อ คะแนนเต็มข้อละ 4 คะแนน คะแนนทั้งฉบับเท่ากับ 168 คะแนน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก เมื่อน ามาแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานเพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการ เปรียบเทียบและแปลความหมาย โดยใช้คะแนนทีปกติ (Normalized T-Score) สามารถอธิบายได้ว่า เกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค มีคะแนนดิบอยู่ระหว่าง 59-166 คะแนน (คะแนนเต็ม 42-168 คะแนน) มีต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์อยู่ระหว่าง 0.05-99.95 และมีคะแนนทีปกติ อยู่ระหว่าง T17-T83 อภิปรายผล จากผลการวิจัยพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค มีประเด็นในการ อภิปรายผล ดังนี้ 130 1. ผลการสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค การสร้างแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาคในการตรวจสอบคุณภาพของข้อ ค าถามรายข้อ รวมทั้งตรวจสอบความตรงเชิงพินิจและความตรงเชิงโครงสร้าง ปรากฏว่าได้ข้อค าถาม ทั้งสิ้น 60 ข้อ จากนั้นได้น าข้อค าถามทั้งหมดไปวิเคราะห์และตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑ์ต่าง ๆ จนกระทั่งเหลือข้อค าถามจ านวน 42 ข้อ เป็นข้อค าถามในองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1) ทักษะการ เข้าถึง (Access Skills) จ านวน 14 ข้อ 2) ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skills) จ านวน 7 ข้อ 3) ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) จ านวน 7 ข้อ 4) ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Create Skills) จ านวน 8 ข้อ และ 5) ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skills) จ านวน 6 ข้อ การตรวจสอบคุณภาพของข้อค าถามในแต่ขั้นตอนมีการปรับปรุง แก้ไข รวมถึงคัด ข้อค าถามที่ไม่เหมาะสมออกจากแบบวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขั้นตอนการพิจารณาค่าอ านาจจ าแนก จากการ try out ครั้งที่ 1 ที่ปรากฏว่า มีการคัดข้อค าถามออกจ านวน 18 ข้อ ท าให้แบบวัดทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ในการ try out ครั้งที่ 2 กับกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,000 คน มีจ านวน 42 ข้อ ซึ่งยังครอบคลุมทั้ง 5 องค์ประกอบที่ได้ก าหนดไว้ เมื่อได้ข้อมูลจากการ try out ครั้งที่ 2 ผู้วิจัยได้น าข้อมูลมาวิเคราะห์ความเป็นเอกมิติ (Unidimensio) ซึ่งเป็นข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎี การตอบสนองข้อสอบ (IRT) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) เพ่ือตรวจสอบข้อมูลเชิง ประจักษ์กับมีความสอดคล้องทฤษฎีองค์ประกอบการรู้เท่าทันสื่อมากเพียงใดและความเป็นเอกมิติ (สุภมาส อังศุโชติ สมถวิล วิจิตรวรรณา และรัชนีกูล ภิญโญภานุวัฒน์ , 2554) จากการวิเคราะห์ องค์ประกอบพบว่า ข้อค าถามในองค์ประกอบที่ 1 ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Access) มีข้อค าถาม จ านวน 14 ข้อ มีการปรับแก้มากที่สุด สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากจ านวนข้อค าถามที่มีมากถึง 14 ข้อ จึงอาจท าให้พบความไม่สอดคล้องระหว่างข้อมูลเชิงประจักษ์กับทฤษฎี เกี่ยวข้องกับทักษะการ รู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 จึงท าให้มีการปรับแก้เส้นความสัมพันธ์ระหว่างข้อค าถามมากที่สุด ส่วนในการวิเคราะห์คุณภาพคุณภาพของแบบวัดโดยประยุกต์ใช้ทฤษฏีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค ผู้วิจัยใช้ Grad-Response Model (GRM) พบว่า เมื่อพิจารณาค่าพารามิเตอร์ความชัน ซึ่ง เทียบได้กับค่าอ านาจจ าแนก สามารถจ าแนกข้อค าถาม จ านวน 42 ข้อ อยู่ในระดับต่าง ๆ ดังนี้ ระดับต่ ามาก จ านวน 22 ข้อ ระดับต่ า จ านวน 4 ข้อ ระดับปานกลาง จ านวน 3 ข้อ ระดับสูง จ านวน 7 ข้อ และระดับ สูงมาก จ านวน 6 ข้อ ซึ่งจากผลที่ได้ ส่วนเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากข้อค าถามมี ลักษณะเป็นแบบปรนัยเชิงสถานการณ์ 4 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าคะแนนทุกตัวเลือก ผู้วิจัยได้ท าการสลับ ตัวเลือก ให้อยู่ในต าแหน่งที่แตกต่างกัน อีกทั้งโจทย์และตัวเลือกมีความยาวเท่ากัน ท าให้ยากต่อการ 131 เดาในการตอบ ผู้ท าแบบวัดต้องมีความตั้งใจอย่างสูงในการท าแบบทดสอบ ไม่สามารถเดาค าตอบได้ จึงอาจท าให้ผู้ตอบแบบวัดไม่มีความตั้งใจในการท าแบบวัดอย่างแท้จริง 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ผลการตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยัน (CFA) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค พบว่า องค์ประกอบของทักษะการ รู้ เท่าทันสื่อทั้ง 5 องค์ประกอบ มีความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ซึ่งสอดคล้องกับ ปกรณ์ ประจัญบานและอนุชา กอนพ่วง (2559) ท าการวิจัยเรื่องการวิจัยและพัฒนาแบบวัดทักษะในศตวรรษ ที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ค่าความตรงของแบบวัด ทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อ ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความ สอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ครบทุกข้อและค่าความตรงเชิงโครงสร้างของแบบ วัดทักษะในศตวรรษท่ี 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อ มีค่าความตรงเชิงโครงสร้างผ่านเกณฑ์ครบทุกข้อ จากการที่ผู้วิจัยได้ท าการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของทฤษฎีการตอบสนอง ข้อสอบ (IRT) แล้ว น าข้อมูลหาคุณภาพของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถท่ีมีในตัวบุคคลกับผลการเลือกตอบ ข้อค าถาม โดยฟังก์ชั่นการตอบสนองข้อสอบ แสดงความสัมพันธ์ความน่าจะเป็นในการเลือกตอบ ค าถามแต่ละข้อได้ตรงกับระดับความสามารถของผู้ตอบที่วัด โดยแบบวัด ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า ด้วยโมเดล Graded Response Model (GRM) พบว่า ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วม (α) มีค่าอยู่ระหว่าง 2.01 ถึง 0.06 เป็นไปตาม เกณฑ์ที่ก าหนด คือ -2.50 ถึง +2.50 และค่าพารามิเตอร์ความชันร่วม (α) สูงสุดคือข้อค าถามที่ 24 เท่ากับ 2.01 เมื่อพิจารณาค่าพารามิเตอร์ threshold ของแต่ละรายการค าตอบ (β) พบว่า β1 มีค่า อยู่ระหว่าง -6.79 ถึง –0.30 ส่วน β2 มีค่าอยู่ระหว่าง -1.55 ถึง -0.71 ส่วน β3 มีค่าอยู่ระหว่าง - 0.19 ถึง 0.34 และ β4 มีค่าอยู่ระหว่าง 1.16 ถึง 1.56 ซึ่งผลที่ได้ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนด คือ 0.50 - 2.50 เนื่องจากแบบวัดมีจ านวนข้อค าถามหลายข้อ และข้อค าถามยาว ท าให้กลุ่มตัวอย่างไม่มี ความตั้งใจในการอ่าน และการเก็บข้อมูลในช่วงที่นักเรียนท าการสอบปลายภาค ท าให้นักเรียนไม่มี สมาธิในการท าแบบวัดในครั้งนี้ 132 3. ผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค จากผลการสร้างเกณฑ์ปกติของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ได้พัฒนา ให้มีคะแนนมาตรฐานคะแนนโดยการสร้างเกณฑ์ปกติวิสัยของแบบวัด จากนักเรียนมัธยมศึกษา ตอนต้น จ านวน 1,000 คน มีคะแนนดิบอยู่ระหว่าง 59-166 คะแนน (คะแนนเต็ม 168 คะแนน) มีต าแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์อยู่ระหว่าง 0.05-99.95 และมีคะแนนทีปกติอยู่ระหว่าง T17-T83 ซึ่งเกณฑ์ ปกติวิสัยนี้ สามารถเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นโดยพิจารณาคะแนนดิบเทียบกับต าแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ ผู้วิจัยได้แบ่งการแปลความหมาย เกณฑ์ปกติวิสัยของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาคเป็น 4 ระดับ คือ ดีมาก มาก พอใช้ และ ปรับปรุง เมื่อน าแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาค ฉบับนี้ และน าผลการวัดมาเปรียบเทียบ กับเกณฑ์ปกติวิสัยที่สร้างขึ้น ท าให้ทราบถึงระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เกณฑ์ปกติวิสัยของแบบวัด ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการ ตอบสนองข้อสอบแบบพหุวิภาคฉบับนี้ ถือว่ามีความเหมาะสมในการน าไปใช้และบ่งบอกถึงระดับของ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ของผู้ตอบว่ามีทักษะการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับใด สอดคล้องกับลัดดา อะยะ วงศ์ (2529) และกาญจนา สังข์ผาด (2559) ที่กล่าวถึงความจ าเป็นของการสร้างเกณฑ์ปกติ โดยแปลง คะแนนดิบให้เป็นคะแนนมาตรฐาน เพื่อสามารถน าคะแนนมาเปรียบเทียบกันได้ว่า คะแนนของบุคคล อยู่ในต าแหน่งใดของกลุ่ม และสามารถอ้างอิงไปถึงเกณฑ์ปกติเดียวกันหรือ ใกล้เคียงกันได้ส าหรับ แบบทดสอบที่ต่างกัน เพราะค่าที่ได้จากการทดสอบทางจิตวิทยา เป็นค่าสัมพัทธ์ ต้องเปรียบเทียบ คะแนนที่แต่ละคนที่ท าได้กับผลของกลุ่มที่มีลักษณะเหมือน ๆ กัน จึงจะแปลความหมายออกมาได้ และสอดคล้องกับ Johnson & Nelson (1974), วรศักดิ์ เพียรชอบ, ประโยค สุทธิสง่า (2528) ที่ว่า ลักษณะของแบบทดสอบที่ดีและการเลือก แบบทดสอบไปใช้ แบบทดสอบนั้นจะต้องมีความตรง (validity) มีความเป็นปรนัย (objectivity) มีความเที่ยง (reliability) และมีเกณฑ์ปกติ (norm) เป็น อย่างน้อย 133 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลวิจัยไปใช้ 1.1 ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่าแบบวัดการรู้ เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่พัฒนาขึ้นส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียน มัธยมศึกษา ควรน าแบบวัดที่พัฒนาขึ้นไปใช้เป็นเครื่องมือเพ่ือคัดกรองทักษะการรู้เท่าทันสื่อของ นักเรียน เพ่ือเป็นแนวทางในการด าเนินการป้องกันและแก้ไขด้านการรู้เท่าทันสื่อ 1.2 ควรน าที่ได้จากการทดสอบด้วยแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ในการวางแผนการด าเนินงาน เพ่ือพัฒนาหรือปลูกฝังค่านิยมด้านการรู้เท่าทันสื่อให้กับนักเรียน เพ่ือให้นักเรียนรู้จักใช้สื่อ และรับสื่ออย่างระมัดระวัง สร้างสรรค์ เป็นไปในทางที่ถูกต้อง 1.3 สามารถใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ที่พัฒนาขึ้น ร่วมกับการสังเกต การสัมภาษณ์นักเรียน เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ครู ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน จะได้มีข้อมูลที่ท าเกิด ความมั่นใจได้ว่า นักเรียนสามารถรับสื่อได้อย่างรู้เท่าทัน รู้จักใช้ประโยชน์เพ่ือการค้นคว้าหาความรู้ อย่างมีคุณภาพ 1.4 การวิจัยครั้งนี้ก าหนดขอบเขตของประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น (ม.1-3) ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สังกัดนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 การน าแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ที่พัฒนาขึ้นไปใช้อาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างหาก น าไปใช้กับนักเรียนในต่างเขตพ้ืนที่ ซึ่งอาจมีผลที่แตกต่างกันไป จึงควรมีการน าทดลองใช้ และมีการ ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดก่อน ทั้งนี้เพ่ือให้ความมั่นใจได้ว่าจะท าให้ได้ข้อมูลนักเรียนที่มีความ เหมาะสมกับนักเรียนในเขตต่างพ้ืนที่มากขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น ที่พัฒนาขึ้น ไปเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือสร้างเป็นเกณฑ์ปกติระดับภาคหรือระดับประเทศ ทั้งนี้ เพ่ือจะท าให้สามารถแปลความหมายการใช้แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นไดก้ว้างขวางยิ่งขึ้น 2.2 ควรมีการสร้างแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ส าหรับนักเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดการศึกษาเอกชน 2.3 ควรมีการปรับข้อค าถามและความยาวของแบบวัด ให้สั้นและกระชับกว่านี้ โดยใช้ภาษาที่นักเรียนเข้าใจง่าย และภาพประกอบดึงดูดความสนใจของนักเรียน ซึ่งอาจจะท าให้ 134 นักเรียนมีความตั้งใจในการท าแบบวัด ผลที่ได้จะเป็นแนวทางในการเสริมสร้างทักษะการรูเท่าทันสื่อที่ เหมาะสมต่อไป 2.4 สามารถน าหลักการหรือขั้นตอนการพัฒนาแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษที่ 21 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่สร้างขึ้น ใช้เป็นแนวทางในการศึกษา พฤติกรรม ทักษะ หรือ ความถนัดของนักเรียนในด้านอ่ืนๆ เช่น แบบวัดทักษะด้านอาชีพ แบบวัด ความถนัดทางการเรียนรู้ เป็นต้น 135 บรรณานุกรม กาญจนา สังข์ผาด.(2559). การพัฒนาแบบวัดความไว้วางใจระหว่างบุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดชลบุรี. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา. กฤชณัช แสนทวี. (2553). พฤติกรรมการเปิดรับและระดับความรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนในเขต กรุงเทพมหานคร. ส ำนักงำนคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติ. ขนิษฐา จิตแสง. (2557). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านบุคคลและกลุ่มบุคคลกับทักษะการู้เท่าทัน สื่ออินเทอร์เน็ตของเยาวชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น. อินฟอร์เมชั่น. จิระวัฒน์ ตันสกุล. (2559). เอกสารประกอบการใช้โปรแกรม LISREL โปรแกรมทางสถิติส าหรับการ วิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. อบรมกำรใช้โปรแกรม LISREL. ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ชิดชนก เชิงเชาว์. (2556). ระเบียบวิธีวิจัยทำงกำรศึกษำ. ปัตตานี: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. โชติกา ภาษีผล ประกอบ กรณีกิจ และพิทักษ์ โสถยาคม. (2556). กำรพัฒนำรูปแบบแฟ้มสะสมงำน อิเล็กทรอนิกส์ที่สะท้อนข้อมูลย้อนกลับในกำรประเมินพัฒนำกำรเรียนรู้ของนักเรียนใน สังกัดส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน. กรุงเทพฯ: ส านักงานคณะกรรมการ การวิจัยแห่งชาติ. ณัฐกานต์ ภาคพรต และณมน จีรังสุวรรณ. (2557). การเปรียบเทียบทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และ ไอซีทีส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการประเมินตามสภาพจริงกับความ คาดหวังในศตวรรษที่ 21. มหำวิยำลัยรำชภัฎยะลำ. ทิฆัมพร สมพงษ์. (2559). การบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดน. หำดใหญ่วิชำกำร. เทอดศักดิ์ ไม้เท้าทอง. (2557). ทักษะส าหรับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 Media Literacy Skill for 21th Century Learning. สำรสนเทศศำสตร์. ธีรนุช จาบประไพ. (2555). การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของดัชนีความสอดคล้องของข้อค าถาม ระหว่างดัชนีพาสเกลจีสแควร์และดัชนีเอสไคสแควร์ทั่วไป. อิเล็กทรอนิกส์ทำงกำรศึกษำ. ธีระยุทธ รัชชะ. (2556). รูปแบบพัฒนำกำรคิดเชิงสมำนฉันท์สำหรับนักศึกษำครูใน มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ . ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2553). กำรพิสูจน์ควำมเหมำะสมระหว่ำงแบบวัดกับกลุ่มผู้ถูกวัดด้วยกำร วิเครำะห์องค์ประกอบในศูนย์วิจัยและพัฒนำระบบพฤติกรรมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา. 136 น้ าทิพย์ องอาจวาณิชย์. (2556). กำรพัฒนำแบบวัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตำมกำรรับรู้ของ นักเรียนมัธยมศึกษำตอนต้น: การประยุกต์ใช้แนวคิดการเข้าถึงคุณลักษณะที่มุ่งวัดของแบบ สอบ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิตยสารส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย. (16 ตุลาคม 2560). นิตยสำรส่งเสริม ควำมคิดสร้ำงสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย. เข้าถึงได้จาก นิตยสารส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ผลักดันเศรษฐกิจไทย: http://www.tcd.or.th/creativethailand/article/TheSubject/25279 นิธิดา วิวัฒน์พาณิชย์. (2558). การพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ A DEVELOPMENT OF SOCIAL MEDIA LITERACY SKILLS. บัณฑิตศึกษำมหำวิทยำรำชภัฎวไลยอลงกรณ์ใน พระบรมรำชูปถัมภ์. นุชจรี คงโพธิ์น้อย. (2555). กำรพัฒนำแบบวัดควำมภูมิใจในควำมเป็นไทย ส ำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 จังหวัดนนทบุรี. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ. บุบผา เมฆศรีทองค า. (มปป.). การศึกษาการรู้เท่าทันสื่อ : วถิีในการสร้างพลังการรู้เท่าทันสื่อ. Ececutive Journal มหำวิทยำลัยกรุงเทพฯ. ปกรณ์ ประจัญบาน และอนุชา กอนพ่วง. (2558). กำรวิจัยและพัฒนำแบบวัดทักษะนศตวรรษที่ 21 ด้ำนกำรรู้เท่ำทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำ. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปกรณ์ ประจันบาน และอนุชา กอนพ่วง. (2559). การวิจัยและพัฒนาแบบวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. ศึกษำศำสตร์ มหำวิทยำนเรศวร. ปรมินทร์ อริเดช. (2539). กำรใช้จีอำร์เอ็ม จีพีซีเอ็ม และโมเดลโลจิสติกในกำรเปรียบเทียบฟังก์ชัน สำรสนเทศของมำตรประมำณค่ำที่มีวิธีกำรให้คะแนนแบบทวิวิภำคและแบบพหุวิภำค. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประกอบ กรณีกิจ และจินตวีร์ คล้ายสังข์. (2557). ระบบจัดแฟ้มสะสมงำนอิเล็กทรอนิกส์ตำมกรอบ มำตรฐำนคุณวุฒิระดับอุดมศึกษำแห่งชำติ : ทฤษฎีสู่กำรปฏิบัติ โครงกำรมหำวิทยำลัย ไซเบอร์ไทย. กรุงเทพฯ: ส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12. (พ.ศ. 2560 - 2564). พรทิพย์ เย็นจะบก. (2552). ถอดรหัส ลับควำมคิด เพื่อกำรรู้เท่ำทันสื่อ. กรุงเทพฯ: บริษัทออฟเซ็ทครีเอชั่น จ ากัด. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2). (2560). รำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ 134. ราชกิจจานุเบกษา . (2558). พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558. รำชกิจจำนุเบกษำ , 132. 137 รุ่งนภา แสนอ านวยผล. (2555). ประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูปแบบ ผสม : การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนแบบ ทั่วไป. ศึกษำศำสตร์ มหำวิทยำลัยขอนแก่น. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2527). กำรสร้ำงแบบทดสอบควำมถนัดทำงกำรเรียน. กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2542). กำรวัดด้ำนจิตพิสัย. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน.์ ลัดดา อะยะวงศ์. (2529). กำรทดสอบเชำว์ปัญญำ. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้ำงกำรเรียนรู้เพ่ือศิษย์ในศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: ตถาตา พับลิเคชั่น. ศศิธร รอดย้อย. (2559). การพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จังหวัดชัยนาท. วำรสำรวชิำกำรครุศำสตร์อุสำหกรรม พระจอมเกล้ำพระนครเหนือ. ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน. (2554). กำรพัฒนำแบบวัดคุณลักษณะควำมเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษำตอนปลำย. กรุงเทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2545). ทฤษฏีการประเมินและการตัดสินใจ. ประมวลสำระชุดวิชำกำรประเมิน และกำรจัดกำรโครงกำรประเมินมหำวิทยำลัยสุโขทัยธรรมำธิรำช. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2550). ทฤษฎีกำรทดสอบแนวใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). ทฤษฎีกำรทดสอบแบบดั้งเดิม (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน. (2560). กรอบแนวคิด พลเมืองประชำธิปไตย เท่ำทันสื่อสำรสนเทศและ ดิจิตอล. สังวรณ์ งัดกระโทก.(มปป).ทฤษฎีกำรตอบสนองข้อสอบ Item Response Theory. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15. (10 มิถุนายน 2560). ระบบทะเบียนข้อมูล นักเรียน. เข้าถึงได้จาก ระบบทะเบียนข้อมูลนักเรียน: www.potal.bopp- obec.info/obec60 ส านักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจกรรมโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.). (9 ตุลาคม 2559). รู้เท่ำทันสื่อ. เข้าถึงได้จาก รู้เท่าทันสื่อ: http://bcp.nbtc.go.th/knowledge/list/110 138 ส านักงานและมาตรฐานการศึกษา. (2551). แนวทำงกำรพัฒนำกำรวัดและประเมินคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551. กรุงเทพฯ: ส านักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2552). แนวทำงปฏิบัติกำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. สุกัญญา ทองนาค. (2013). การพัฒนาแบบทดสอบวัดสมรรถนะนักศึกษาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูที่มีการตรวจให้คะแนนแบบพหุวิภาค. วำรสำร SDU Res. J9. สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์. (2558). กำรประยุกต์โมเดลกำรตอบสนองข้อสอบในกำรพัฒนำมำตรวัด ควำมสุขของคนไทย : กำรทดสอบแบบปรับเหมำะด้วยคอมพิวเตอร์. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. สุภา พนัสบดี. (2556). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเปิดรับกับ การรู้เท่าทันสื่อ : กรณีศึกษารายการการ์ตูนโทรทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตกรุงเทพมหานคร. วำรเทคโนโลยีภำคใต้ . สุภมาส อังศุโชติ สมถวิล วิจิตรวรรณา และรัชนีกูล ภิญโญภานุวัฒน์. สถิติวิเครำะห์ส ำหรับกำรวิจัย ทำงสังคมศำสตร์และพฤติกรรมศำสตร์: เทคนิคกำรใช้โปรแกรม LISREL. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: บริษัทเจริญดีมั่นคงการพิมพ์; 2554. เสาวนีย์ ฉัตรแก้ว. (2556). สื่อสร้างสรรค์เท่าทันสื่อ กรณีศึกษาโครงการ Idea Idol เท่าทันสื่อ. วำรสำรวิชำกำรศรีปทุม. หทัยชนก พันพงค์. (2555). กำรพัฒนำแบบวัดกำรควบคุมตนเองส ำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษำ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ. หนังสือพิมพ์มติชน. (9 ตุลาคม 2559). มติชนออนไลน์. เข้าถึงได้จาก มติชนออนไลน์: http://www.maticho.co.th อัษฎา พลอยโสภณ และ มฤษฎ์ แก้วจินดา. (2559). การปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวคิดเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร. วำรสำรบัณฑิตศึกษำ มหำวิทยำลัยรำชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมรำชนูปถัมภ์. อุราเพ็ญ ยิ้มประเสริฐ และคณะ. (2559). การรู้เท่าทันสื่อ : ประโยชน์และการน าไปใช้ กรณีศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง. วำรสำรปัญญำภิวัฒน์ . อุลิชษา ครุฑะเสน. (2556). แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เท่าทันสื่อของแกนน าเยาวชน. วำรสำรวิชำกำร Veridian E-Journal . อุษา บิ๊กกิ้นส์. (2555). กำรรูเ้ท่ำทันสื่อและสำรสนเทศ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. Adam Maksl. Measuring News Media Literacy. Journal of Media Literacy Education 6 (3), 29-45. 139 Anne Anastasi. (1982). Psychological Testing. USA: Macmillan Pulishing Company. Aspen Media Literacy Leadership. (15 ตุลาคม 2560). Medialit. เข้าถึงได้จาก Medialit: http://www.medialit.org/readingroom/what-media-literacy-definitionand-more S. J. Baran. (2004). Tntroduction to Mass Communication (3rd ed.). Bostion: MA: McGraw Hill. Center for Media Literacy, (2008). Literacy for the 21st century: An overview & orientation guide to media literacy education. (2nd ed.). Malibu. CA: Center for Media Literacy. Center for Media Literacy. (2011). Five Key Questions That Can Change the World. [Online]. เข้าถึงได้จาก www.medialit.org: (13 สิงหาคม 2560) Daniel. 1988. Applied linear algebra. New Jersey: Prentice – Hall. Ebel, Robert L. (1965). Measuring Educational Achievement. New Jersey, Prentice Hall,Engle Wood Cliff. Emily Vraga .A Multi-Dimensional Approach to Measuring News Media Literacy. The National Association for Media Literacy Education’s. Journal of Media Literacy Education. 2015; 7(3),41-53. Greene K, Yanovitzky I, Carpenter A, Banerjee SC, Magsamen-Conrad K, Hecht ML, et al. A theory-grounded measure of adolescents’ response to media literacy interventions. J Media Lit Educ. 2015;7(2):35–49. Gronlund, Norman E. (1976). Measurement and Evaluation in Teaching. New York: Macmilan Publishing Co. Gulliksen, Harold. Theory of MENTAL TESTS. U.S.A.: John Willy & Sons, Inc., 1950. Hobbs, R, (2007). Measuring the acquisition of media – literacy skills. Reading Research Quartery, 38(3), 330-355. Retrived October 9, 2016, from http://reneehobbs.org/RRQ/Hobbs%20and%20Frost%20RRQ%202003.pdf Janis B. Kupersmidt, Tracy M. Scull, Erica Weintraub Austin (2010). Media Literacy Education for Elementary School Substance Use Prevention: Study of Media Detective. September 2010, VOLUME 126 / ISSUE 3 Joreskog, Karl G. and Sorbom, D. (1989). LISREL 7: User’s Reference Guide. Mooresville: Scientific Software, Inc. 140 Kerlinger, F.N. 1986. Foundation of Behavioral Research. United States of America: Hort,Rinehart and Winson,Inc. Kathryn Greene. A Theory-Grounded Measure of Adolescents’ Response to a Media Literacy Intervention. The National Association for Media Literacy Education’s. Journal of Media Literacy Education 7(2),35-49. Maksl, A., Ashley, S., & Craft, S. 2015. “Measuring News Media Literacy.” Journal of Media Literacy Education, 6(3): 29–45. Partnership for 21st Century Skills, (2011). 21st century skills. Retrieved September 15, 2016, from http://www.p21.org/ Potter, W. J. (2005). Media literacy. 3rd ed. Thousand Oaks, CA: Sage Silverblatt, Art. (1995). Media Literacy: Keys to Interpreting Media Message. Westport,CT: Praeger. Tallim, J, (2003). Resources in MEDIA LITERACY AWARENESS NETWORK. What is Media Literacy. Retrieved March October 15, 2016, from http://media- awareness.ca/english/teachers/media_literacy/what_is_media_literacy.cfm Thoman, E., & Jolls, T. (2004). Literacy for the 21st century: An overview & orientation guide to media literacy education. Retrieved October 13, 2016, from http://www.medialit.org/medialitkit Secker, J., & Coonan, E. (2013). Rethinking Information Literacy. London, United Kingdom: Facet Publishing. Stanley, Julian C. and Kenncth D. Hopkins. 1972. Education and Psychology Evaluation. 5th.ed. Englewoods Cliff : Prefic Hal. UNESCO, 2013 Global Media and Information Literacy Assessment Framework: Country Readiness and Competencies. Vraga, Emily K.; Tully, Melissa; Kotcher, John E.; Smithson, Anne-Bennett; and Broeckelman-Post, Melissa (2015) "A Multi-Dimensional Approach to Measuring News Media Literacy,"Journal of Media Literacy Education, 7(3), 41 -53. Available at: http://digitalcommons.uri.edu/jmle/vol7/iss3/4 141 ภาคผนวก 142 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชีย่วชาญตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย 143 1. นางสุธาทิพ ลาภสมทบ เจ้าหน้าที่วิชาการ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ประสานงานและพัฒนาโครงการการ รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media Information and Digital Literacy) ประสบการณ์ 13 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ภาษาการวิจัย 2. นายโตมร อภิวันทนากร ผู้ก่อตั้งกลุ่มมานีมานะ หัวหน้ากลุ่ม/วิทยากร กลุ่มมานีมานะ จ.สงขลา และท าหน้าที่บริหาร และอ านวยการโครงการเกี่ยวกับสื่อและเยาวชน ประสบการณ์ 17 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ภาษาการวิจัย 3. ดร.ซัมซู สาอุ อาจารย์ประจ าการสอนในโครงการศึกษาอิสลาม วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี วิทยากรให้ความรู้/คณะท างานขับเคลื่อน โครงการด้านการรู้เท่าทันสื่อในเยาวชนพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท าหน้าทีบ่ริหารและ อ านวยการโครงการเกี่ยวกับสื่อและเยาวชน ประสบการณ์ 16 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ภาษาการวิจัย 4. นายยุทธนา แม่นผล ครวูิทยฐานะช านาญการพิเศษ สาขาคอมพิวเตอร์ / คณะท างานเว็บไซต ์ ส ห วิ ช า ด อ ท ค อ ม (www.sahavicha.com) ส านักเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอนส านักงาน ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พ้ื น ฐ า น กระทรวงศึกษาธิการ ประสบการณ์ 15 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง ด้านเนื้อหา 144 5. นายเฉลิมชัย ถึงดี ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะช านาญการ สพป.สุรินทร์ เขต 3 แอดมินเพจสื่อเรียนรู้ ครูสี่จุดศูนย์และคณะท างานเว็บไซต์สหวิชา ดอทคอม(www.sahavicha.com) ส านักเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนการสอนส านักงาน ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พ้ื น ฐ า น กระทรวงศึกษาธิการ ประสบการณ์ 23 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตรวจสอบความถูกต้องด้าน เนื้อหา ภาษาการวิจัย สถิติ และการวัดผล ประเมินผล 6. นายวุฒิ ศรีวิเชียร ผู้อ านวยการศูนย์ไอซีที สพป.นราธิวาส เขต 1 ประสบการณ์ 25 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา 7. นายเลิศลักษณ์ สุขแก้ว ศึกษานิเทศก์ช านาญการพิเศษ (ข้าราชการบ านาญ) สาขาการวัดผลประเมินผล ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า ส พป . น ร า ธิ ว า ส เ ข ต 1 ประสบการณ์ 30 ปี ผู้ เชี่ ยวชาญ ด้านการ ตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา ภาษาการ วิจัย สถิติ และการวัดผลประเมินผล 8. นางสาวอรสุธี คงมา ศึกษานิเทศก์ช านาญการ สาขาการวัดผล ประเมินผลทางการศึกษา และด้านไอซีที สพป.นราธิวาส เขต 1 ประสบการณ์ 7 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตรวจสอบความถูกต้องด้าน เนื้อหา ภาษาการวิจัย สถิติ และการวัดผล ประเมินผล 9. นายอดินันท์ ศรีสุพรรณพงษ์ ผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านบูเกะบากง สพป.นราธิวาส เขต 1 / ประสบการณ์ 32 ปี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการตรวจสอบความถูกต้องด้าน ภาษาของเครื่องมือ 145 ภาคผนวก ข ประมวลภาพกิจกรรมและการด าเนินการเก็บข้อมูล 146 147 148 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 149 ตัวอย่างข้อค าถามในแบบวัดทักษะในศตวรรษท่ี 21 ด้านการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 7. คุณแม่ให้นักเรียนช่วยสืบค้นข้อมูลเพราะอย่างรู้รายละเอียดเกี่ยวกับถั่วดาวอินคา นักเรียนจะมี วิธีการสืบค้นข้อมูลด้วยวิธีการใดบ้าง 1. จากห้องสมุด/เว็บไซต์/รายการโทรทัศน์/รายการวิทยุและสอบถามผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้โดยตรง (4) 2. จากเว็บไซต์ที่ค้นหาประจ าสะดวกที่สุด มีค าตอบแน่นอนแต่ต้องรอในช่วงเวลาที่มีสัญญาณ อินเทอร์เน็ต (1) 3. จากเว็บไซต์ที่ค้นหาประจ าสะดวกที่สุด มีค าตอบแน่นอน ได้ข้อมูลที่สมัยสะดวกและรวดเร็ว (2) 4. จากเว็บไซต์หลาย ๆ เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับถั่วดาวอินคา เพ่ือน าข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจได้ ( 13. ป๋องชอบเล่นเกม ROV และเมื่อไม่ได้ดั่งใจมักจะส่งเสียงเอะอะโวยวาย เพ่ือน ๆ มักจะล้อว่ามี อาการหัวร้อน นักเรียนเข้าใจความหมายของค าว่า “หัวร้อน” อย่างไร 1. ใช้กับคนที่อารมณ์ไม่ดี (2) 2. อาการไม่พอใจเพราะเล่นเกมแพ้ หรืออินเทอร์เน็ตช้า (3) 3. มาจากภาษาอังกฤษ Hothead หมายถึงคนที่โกรธหรือหงุดหงิดง่าย (4) 4. ไม่เข้าใจแต่ก าลังฮิตมากในหมู่วัยรุ่นที่ใช้พูดจนติดปากว่าหัวร้อน ( 24. จากเหตุการณ์ที่มีการโฆษณาขายสินค้า เช่น สบู่ หรือครีม โดยที่มีการถ่ายคลิปรีวิวการใช้ สินค้าด้วยท่าทางที่เข้าข่ายอนาจาร ที่เผยแพร่ทางสื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย จนมีการแชร์ต่อ ๆ กัน และเกิดเป็นประเด็นที่ว่า “ขายดีๆ โลกไม่จ า” นักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการการ กระท านี ้ 1. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว และการรีวิวที่อนาจารต้องการสร้างกระแสให้ คนติดตามมาก ๆ กลายเป็นกระแสไวรัล อย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หาก ข้าพเจ้าพบเห็นจะกดลบออกจากโพสท์และไม่ส่งต่อไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น (4) 2. ต้องแรง ๆ เข้าไว้ จะได้เป็นที่จดจ าของผู้พบเห็น ดูแล้วเพลิดเพลิน ไม่ได้มีอะไรน่าเกลียด สมัยนี้การแสดงโป้ เปลือยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หากข้าพเจ้าพบเห็นจะดูเพราะจะได้ไม่ตกข่าว และเม่ือโพสท์ต่อก็จะได้ยอดติดตามในเพจของข้าพเจ้าเยอะตามไปด้วย (1) 3. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว จึงต้องแสดงการใช้ให้สมจริง ถือว่าเป็นการ สร้างความน่าเชื่อถือของสินค้า จะท าให้ลูกค้าม่ันใจในตัวสินค้าได้มากขึ้น หากข้าพเจ้าพบเห็นจะส่ง ต่อให้เพ่ือนๆ ในกลุ่มเดียวกันดู เพราะจะได้ชวนกันซื้อสินค้าตัวเดียวกัน (2) 4. ต้องการแสดงคุณภาพของสินค้าด้วยการรีวิว และการรีวิวที่อนาจารต้องการสร้างกระแสให้ คนติดตามมาก ๆ กลายเป็นกระแสไวรัล อย่างรวดเร็ว ถือเป็นวิธีทางการตลาดออนไลน์ที่คนนิยม ใช้ในปัจจุบัน หากข้าพเจ้าเห็นในโพสท์ ก็รู้สึกเฉย ๆ ในกรณีท่ีเป็นสินค้าที่ไม่ถูกใจ ( 150 1กระดาษค าตอบ ให้นักเรียนท าเครื่องหมาย X ลงในช่องที่กระดาษค าตอบที่นักเรียนเลือก ข้อ 1 2 3 4 ข้อ 1 2 3 4 1 22 2 23 3 24 4 25 5 26 6 27 7 28 8 29 9 30 10 31 11 32 12 33 13 34 14 35 15 36 16 37 17 38 18 39 19 40 20 41 21 42 151 คู่มือการใช้แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น _____________________________________________________________________ จุดมุ่งหมาย แบบวัดทักษะการรูเท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ฉบับนี้ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพ่ือนาไปใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ข้อมูลที่ได้ จากการวัดจะเป็นประโยชน์ต่อครูและผู้ปกครอง นักเรียน เพ่ือน าไปปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนาทักษะ การรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนที่อยู่ในปกครอง ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องน าไปเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการ รู้เท่าทันสื่อและเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบจากสื่อให้น้อยที่สุด และยังเป็นข้อมูลส าหรับผู้สนใจใน การศึกษาที่เก่ียวข้องกับสภาพปัญหานี้ต่อไป วิธีด าเนินการทดสอบ 1. ผู้ด าเนินการวัดชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวัดและอธิบายให้นักเรียนได้เห็นคุณค่า และประโยชน์ของการท าแบบวัดด้วยความตั้งใจและท าให้ครบทุกข้อ 2. แจกแบบวัดและกระดาษค าตอบให้นักเรียนคนละชุด 3. ให้นักเรียนอ่านค าชี้แจงซึ่งอธิบายวิธีการท าแบบวัดให้เข้าใจก่อนลงมือท า 4. เมื่อหมดเวลาให้เก็บกระดาษค าตอบและแบบวัดตรวจนับให้ครบ 5. ตรวจกระดาษค าตอบของนักเรียนแต่ละคนว่าท าครบทุกข้อหรือไม่ ข้อละ 1 ค าตอบ เท่านั้น ถ้าไม่ครบขอให้นักเรียนท าจนครบ วิธีตรวจให้คะแนน การตรวจให้คะแนนดังนี้ เฉลยค่าคะแนนรายข้อ ตัวเลือก ข้อที่ 1 ถึง 21 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 1 2 4 1 2 2 2 4 4 2 4 2 2 2 2 1 4 4 4 3 4 4 2 1 1 4 3 1 1 1 1 4 1 3 3 3 3 4 1 1 1 4 1 1 3 3 2 2 4 4 4 2 2 1 2 1 4 2 4 2 2 2 2 2 2 2 4 4 3 3 1 3 3 3 3 3 3 4 1 1 1 3 3 3 3 1 3 3 ตัวเลือก ข้อที่ 22 ถึง 42 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 1 4 4 4 2 4 4 2 3 3 2 1 2 4 1 2 4 3 2 4 4 2 2 1 1 1 3 1 1 1 1 4 3 3 3 1 3 3 1 1 1 1 3 4 3 2 2 2 4 2 2 4 2 1 4 2 4 2 2 4 2 2 4 2 2 1 3 3 3 3 1 3 3 3 4 2 1 4 1 3 4 1 3 4 3 3 1 3 152 การแปลความหมายคะแนน 1. ด าเนินการรวบรวมคะแนนจากการตอบแบบวัดการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยพิจารณาดังนี้ คะแนนดิบ การแปลผล มากกว่า 139 มากที่สุด 112-138 มาก 91-111 พอใช้ 59-90 ปรับปรุง คะแนน น้อยกว่า 91 แทน ระดับปรับปรุง หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับน้อย ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน คะแนน 91 ถึง 111 แทน ระดับพอใช้ หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงในองค์ประกอบ ที่มีคะแนนต่ ากว่าค่าเฉลี่ยทุกองค์ประกอบ คะแนน 112 ถึง 138 แทน ระดับดี หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับดี ซึ่งอาจได้รับการแก้ไขปรับปรุงในบางองค์ประกอบที่มี คะแนนต่ ากว่าองค์ประกอบอื่นๆ คะแนน 139 ขึ้นไป แทน ระดับดีมาก หมายถึง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อยู่ในระดับดีมาก โดยมีคะแนนสูงสุดเมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด 153 ภาคผนวก ง ผลการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ 154 ตารางสรุปผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงพินิจ (Face Validity) ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ ค าถามกับพฤติกรรมบ่งชี้ (Index of Congruence, IOC)2 ข้อที ่ IOC สรุป ข้อที ่ IOC สรุป 1 1.00 ใช้ได้ 31 0.89 ใช้ได้ 2 0.89 ใช้ได้ 32 1.00 ใช้ได้ 3 0.89 ใช้ได้ 33 1.00 ใช้ได้ 4 0.78 ใช้ได้ 34 0.89 ใช้ได้ 5 0.78 ใช้ได้ 35 0.67 ใช้ได้ 6 0.67 ใช้ได้ 36 1.00 ใช้ได้ 7 1.00 ใช้ได้ 37 1.00 ใช้ได้ 8 1.00 ใช้ได้ 38 1.00 ใช้ได้ 9 0.89 ใช้ได้ 39 1.00 ใช้ได้ 10 0.89 ใช้ได้ 40 1.00 ใช้ได้ 11 0.78 ใช้ได้ 41 0.78 ใช้ได้ 12 1.00 ใช้ได้ 42 1.00 ใช้ได้ 13 0.89 ใช้ได้ 43 0.78 ใช้ได้ 14 0.78 ใช้ได้ 44 1.00 ใช้ได้ 15 1.00 ใช้ได้ 45 0.78 ใช้ได้ 16 1.00 ใช้ได้ 46 0.78 ใช้ได้ 17 0.78 ใช้ได้ 47 0.78 ใช้ได้ 18 1.00 ใช้ได้ 48 1.00 ใช้ได้ 19 0.78 ใช้ได้ 49 0.89 ใช้ได้ 20 0.89 ใช้ได้ 50 0.89 ใช้ได้ 21 1.00 ใช้ได้ 51 0.78 ใช้ได้ 22 1.00 ใช้ได้ 52 1.00 ใช้ได้ 23 0.78 ใช้ได้ 53 0.67 ใช้ได้ 24 0.89 ใช้ได้ 54 0.89 ใช้ได้ 25 0.89 ใช้ได้ 55 0.78 ใช้ได้ 26 0.78 ใช้ได้ 56 0.78 ใช้ได้ 27 0.78 ใช้ได้ 57 0.78 ใช้ได้ 28 0.78 ใช้ได้ 58 0.78 ใช้ได้ 29 0.78 ใช้ได้ 59 1.00 ใช้ได้ 30 0.89 ใช้ได้ 60 0.89 ใช้ได้ 155 ตาราง ผลการวิเคราะห์ค่าอ านาจจ าแนก4(Discrimination : r) ของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อใน ศตวรรษท่ี 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบบ พหุวิภาค (Polytomous Item Response Theory) (n = 50) องค์ประกอบท่ี ข้อ ค่าสถิติ t-test แปลผล ผลการคัดเลือก t p value 1. ทักษะการเข้าถึง (Access Skills) 1 .613 .545 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 2 2.803 .011 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 3 3.168 .004 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 4 2.896 .007 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 5 3.695 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 6 4.012 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 7 4.380 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 8 3.463 .002 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 9 4.043 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 10 3.956 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 11 3.552 .002 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 12 2.531 .017 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 13 2.707 .015 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 14 3.389 .002 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 15 3.215 .003 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 2. ทักษะการวิเคราะห ์ (Analyze Skills) 16 3.193 .004 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 17 2.759 .010 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 18 3.627 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 19 -1.102 .281 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 20 .322 .749 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 21 1.967 .059 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 22 2.443 .024 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 23 1.728 .095 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 24 1.959 .060 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 25 2.107 .044 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 26 3.839 .002 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 27 3.331 .004 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 156 องค์ประกอบท่ี ข้อ ค่าสถิติ t-test แปลผล ผลการคัดเลือก t p value 3. ทักษะการประเมิน (Evaluate Skills) 28 .243 .809 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 29 2.507 .018 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 30 3.769 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 31 .425 .674 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 32 4.013 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 33 4.432 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 34 2.998 .006 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 35 5.245 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 36 3.108 .006 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 4. ทักษะการสร้างสรรค ์ (Create Skills) 37 4.313 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 38 .460 .649 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 39 3.794 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 40 2.721 .011 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 41 5.402 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 42 3.753 .001 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 43 .338 .737 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 44 2.322 .027 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 45 1.362 .184 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 46 3.123 .004 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 47 .153 .880 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 48 1.318 .198 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 49 1.332 .193 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 50 -1.76 .862 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 51 4.355 .000 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 5. ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skill) 52 2.240 .033 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 53 2.573 .015 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 54 2.364 .025 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 55 1.34 .227 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 56 1.656 .109 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 57 2.620 .015 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 58 2.567 .016 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 59 2.189 .041 จ าแนกไดด้ ี คัดเลือกไว ้ 60 -1.038 .310 จ าแนกไมไ่ด ้ ตัดทิ้ง 157 Reliability Statistics Cronbach's Alpha N of Items .87 42 158 ภาคผนวก จ ผลการตรวจสอบความเป็นเอกมิติ (Unidimension) ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน CFA 159 DATE: 6/ 2/2018 TIME: 4:18 L I S R E L 8.72 BY Karl G. J”reskog & Dag S”rbom This program is published exclusively by Scientific Software International, Inc. 7383 N. Lincoln Avenue, Suite 100 Lincolnwood, IL 60712, U.S.A. Phone: (800)247-6113, (847)675-0720, Fax: (847)675-2140 Copyright by Scientific Software International, Inc., 1981-2005 Use of this program is subject to the terms specified in the Universal Copyright Convention. Website: www.ssicentral.com The following lines were read from file D:\Analyze\CFA\Mean\MD_1PH4.LS8: TI MD !DA NI=5 NO=1000 MA=CM SY='D:\Analyze\CFA\Mean\MD_1PH.DSF' MO NX=5 NK=1 TD=SY LK MD FR LX(1,1) LX(2,1) LX(3,1) LX(4,1) LX(5,1) FR TD(4,1) TD(4,3) TD(3,1) PD OU AM PC RS FS SS SC TI MD Number of Input Variables 5 Number of Y - Variables 0 Number of X - Variables 5 Number of ETA - Variables 0 Number of KSI - Variables 1 Number of Observations 1000 TI MD Covariance Matrix A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A 13.92 B 2.92 11.55 C 1.37 0.60 6.15 D 2.12 0.33 1.09 8.26 E 3.35 4.37 0.91 0.85 11.68 TI MD 160 Parameter Specifications LAMBDA-X MD -------- A 1 B 2 C 3 D 4 E 5 THETA-DELTA A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A 6 B 0 7 C 8 0 9 D 10 0 11 12 E 0 0 0 0 13 TI MD Number of Iterations = 7 LISREL Estimates (Maximum Likelihood) LAMBDA-X MD -------- A 1.49 (0.16) 9.58 B 1.92 (0.17) 11.56 C 0.37 (0.10) 3.52 D 0.30 (0.12) 2.47 E 2.27 (0.18) 12.28 PHI 161 MD -------- 1.00 THETA-DELTA A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A 11.70 (0.61) 19.11 B - - 7.85 (0.62) 12.58 C 0.82 - - 6.01 (0.29) (0.27) 2.81 21.95 D 1.67 - - 0.98 8.17 (0.34) (0.23) (0.37) 4.92 4.30 22.15 E - - - - - - - - 6.52 (0.78) 8.39 Squared Multiple Correlations for X - Variables A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- 0.16 0.32 0.02 0.01 0.44 Goodness of Fit Statistics Degrees of Freedom = 2 Minimum Fit Function Chi-Square = 1.88 (P = 0.39) Normal Theory Weighted Least Squares Chi-Square = 1.88 (P = 0.39) Estimated Non-centrality Parameter (NCP) = 0.0 90 Percent Confidence Interval for NCP = (0.0 ; 7.56) Minimum Fit Function Value = 0.0019 Population Discrepancy Function Value (F0) = 0.0 90 Percent Confidence Interval for F0 = (0.0 ; 0.0076) Root Mean Square Error of Approximation (RMSEA) = 0.0 90 Percent Confidence Interval for RMSEA = (0.0 ; 0.062) P-Value for Test of Close Fit (RMSEA < 0.05) = 0.88 Expected Cross-Validation Index (ECVI) = 0.028 90 Percent Confidence Interval for ECVI = (0.028 ; 0.036) ECVI for Saturated Model = 0.030 ECVI for Independence Model = 0.38 Chi-Square for Independence Model with 10 Degrees of Freedom = 372.90 Independence AIC = 382.90 Model AIC = 27.88 162 Saturated AIC = 30.00 Independence CAIC = 412.44 Model CAIC = 104.68 Saturated CAIC = 118.62 Normed Fit Index (NFI) = 0.99 Non-Normed Fit Index (NNFI) = 1.00 Parsimony Normed Fit Index (PNFI) = 0.20 Comparative Fit Index (CFI) = 1.00 Incremental Fit Index (IFI) = 1.00 Relative Fit Index (RFI) = 0.97 Critical N (CN) = 4887.48 Root Mean Square Residual (RMR) = 0.085 Standardized RMR = 0.0089 Goodness of Fit Index (GFI) = 1.00 Adjusted Goodness of Fit Index (AGFI) = 0.99 Parsimony Goodness of Fit Index (PGFI) = 0.13 TI MD Fitted Covariance Matrix A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A 13.92 B 2.87 11.55 C 1.37 0.71 6.15 D 2.12 0.58 1.09 8.26 E 3.39 4.37 0.84 0.68 11.68 Fitted Residuals A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A 0.00 B 0.05 0.00 C 0.00 -0.11 0.00 D 0.00 -0.24 0.00 0.00 E -0.03 0.00 0.07 0.17 0.00 Summary Statistics for Fitted Residuals Smallest Fitted Residual = -0.24 Median Fitted Residual = 0.00 Largest Fitted Residual = 0.17 Stemleaf Plot - 2|4 - 1|1 - 0|3000000000 0|57 1|7 Standardized Residuals 163 A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A - - B 0.85 - - C - - -0.65 - - D - - -1.25 - - - - E -0.85 - - 0.65 1.25 - - Summary Statistics for Standardized Residuals Smallest Standardized Residual = -1.25 Median Standardized Residual = 0.00 Largest Standardized Residual = 1.25 Stemleaf Plot - 1|2 - 0|87 - 0|000000000 0| 0|78 1|2 TI MD Standardized Residuals TI MD Modification Indices and Expected Change No Non-Zero Modification Indices for LAMBDA-X No Non-Zero Modification Indices for PHI Modification Indices for THETA-DELTA A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A - - B 1.41 - - C - - 0.25 - - D - - 1.43 - - - - E 1.41 - - 0.25 1.43 - - Expected Change for THETA-DELTA A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A - - B 1.16 - - C - - -0.14 - - D - - -0.37 - - - - E -1.37 - - 0.16 0.44 - - Completely Standardized Expected Change for THETA-DELTA 164 A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- A - - B 0.09 - - C - - -0.02 - - D - - -0.04 - - - - E -0.11 - - 0.02 0.05 - - Maximum Modification Index is 1.43 for Element ( 4, 2) of THETA- DELTA Covariance Matrix of Parameter Estimates LX 1,1 LX 2,1 LX 3,1 LX 4,1 LX 5,1 TD 1,1 -------- -------- -------- -------- -------- -- ------ LX 1,1 0.02 LX 2,1 0.00 0.03 LX 3,1 0.00 0.00 0.01 LX 4,1 0.00 0.00 0.00 0.01 LX 5,1 0.00 -0.01 0.00 0.00 0.03 TD 1,1 -0.03 0.00 0.00 -0.01 0.02 0.37 TD 2,2 0.00 -0.07 0.00 0.00 0.06 0.01 TD 3,1 -0.01 0.00 -0.01 0.00 0.00 0.04 TD 3,3 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 TD 4,1 -0.01 0.00 0.00 -0.01 0.00 0.06 TD 4,3 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.01 TD 4,4 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.01 TD 5,5 0.03 0.07 0.01 0.01 -0.11 -0.08 Covariance Matrix of Parameter Estimates TD 2,2 TD 3,1 TD 3,3 TD 4,1 TD 4,3 TD 4,4 -------- -------- -------- -------- -------- -- ------ TD 2,2 0.39 TD 3,1 0.00 0.08 TD 3,3 0.00 0.02 0.08 TD 4,1 0.00 0.02 0.00 0.12 TD 4,3 0.00 0.01 0.01 0.01 0.05 TD 4,4 0.00 0.00 0.00 0.03 0.02 0.14 TD 5,5 -0.27 -0.02 0.00 -0.02 0.00 0.00 Covariance Matrix of Parameter Estimates 165 TD 5,5 -------- TD 5,5 0.60 TI MD Correlation Matrix of Parameter Estimates LX 1,1 LX 2,1 LX 3,1 LX 4,1 LX 5,1 TD 1,1 -------- -------- -------- -------- -------- -- ------ LX 1,1 1.00 LX 2,1 0.10 1.00 LX 3,1 0.14 0.04 1.00 LX 4,1 0.19 0.03 0.15 1.00 LX 5,1 -0.15 -0.43 -0.05 -0.04 1.00 TD 1,1 -0.36 -0.03 -0.05 -0.07 0.15 1.00 TD 2,2 -0.04 -0.67 -0.02 -0.01 0.51 0.03 TD 3,1 -0.13 -0.02 -0.25 -0.06 0.08 0.21 TD 3,3 -0.02 0.00 -0.13 -0.02 0.02 0.02 TD 4,1 -0.11 -0.01 -0.05 -0.25 0.06 0.27 TD 4,3 -0.03 0.00 -0.08 -0.10 0.02 0.04 TD 4,4 -0.02 0.00 -0.01 -0.09 0.01 0.04 TD 5,5 0.22 0.54 0.08 0.06 -0.79 -0.17 Correlation Matrix of Parameter Estimates TD 2,2 TD 3,1 TD 3,3 TD 4,1 TD 4,3 TD 4,4 -------- -------- -------- -------- -------- -- ------ TD 2,2 1.00 TD 3,1 0.02 1.00 TD 3,3 0.00 0.19 1.00 TD 4,1 0.01 0.18 0.03 1.00 TD 4,3 0.00 0.21 0.21 0.16 1.00 TD 4,4 0.00 0.04 0.02 0.27 0.21 1.00 TD 5,5 -0.56 -0.09 -0.02 -0.06 -0.02 -0.01 Correlation Matrix of Parameter Estimates 166 TD 5,5 -------- TD 5,5 1.00 TI MD Factor Scores Regressions KSI A B C D E -------- -------- -------- -------- -------- MD 0.05 0.10 0.02 0.00 0.14 TI MD Standardized Solution LAMBDA-X MD -------- A 1.49 B 1.92 C 0.37 D 0.30 E 2.27 PHI MD -------- 1.00 TI MD Completely Standardized Solution LAMBDA-X MD -------- A 0.40 B 0.57 C 0.15 D 0.10 E 0.66 PHI MD -------- 1.00 THETA-DELTA A B C D E 167 -------- -------- -------- -------- -------- A 0.84 B - - 0.68 C 0.09 - - 0.98 D 0.16 - - 0.14 0.99 E - - - - - - - - 0.56 Time used: 0.016 Seconds 168 ภาคผนวก ฉ ผลการวิเคราะห์คุณภาพแบบวัดด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบแบพหุวิภาค ด้วยโปรแกรม MUTILOG (Grade-Response Model) 169 MULTILOG--FOR MULTIPLE CATEGORICAL ITEM RESPONSE DATA--VERSION 7.0.3 MULTILOG for Windows 7.00.2327.2 Created on: 11 April 2018, 13:19:16 >PROBLEM RANDOM, INDIVIDUAL, DATA = 'D:\Analyze\IRT\Data42.dat', NITEMS = 42, NGROUPS = 1, NEXAMINEES = 1000, NCHARS = 10; DATA FILE NAME IS D:\ANALYZE\IRT\DATA42.DAT TYPE OF INPUT: INDIVIDUAL RESPONSE VECTORS >TEST ALL, GRADED, NC = (4(0)42); NUMBER OF CODES 4 1234 VECTOR OF CATEGORIES FOR CODE=1 241222442422221144344444214233212412432442 VECTOR OF CATEGORIES FOR CODE=2 114311114133334411411111341114333133111134 VECTOR OF CATEGORIES FOR CODE=3 322444221214442222222222422421424224224221 VECTOR OF CATEGORIES FOR CODE=4 433133333341113333133333133342141341343313 (10a1,42a1) MULTILOG--FOR MULTIPLE CATEGORICAL ITEM RESPONSE DATA--VERSION 7.0.3 MULTILOG for Windows 7.00.2327.2 Created on: 11 April 2018, 13:19:16 170 DATA PARAMETERS: NUMBER OF LINES IN THE DATA FILE: 1000 NUMBER OF CATEGORICAL-RESPONSE ITEMS: 42 NUMBER OF CONTINUOUS-RESPONSE ITEMS, AND/OR GROUPS: 1 TOTAL NUMBER OF "ITEMS" (INCLUDING GROUPS): 43 NUMBER OF CHARACTERS IN ID FIELDS: 10 MAXIMUM NUMBER OF RESPONSE-CODES FOR ANY ITEM: 4 THE MISSING VALUE CODE FOR CONTINUOUS DATA: 9.0000 THE DATA WILL BE STORED IN MEMORY ESTIMATION PARAMETERS: THE ITEMS WILL BE CALIBRATED-- BY MARGINAL MAXIMUM LIKELIHOOD ESTIMATION MAXIMUM NUMBER OF EM CYCLES PERMITTED: 25 NUMBER OF PARAMETER-SEGMENTS USED IS: 42 NUMBER OF FREE PARAMETERS IS: 168 MAXIMUM NUMBER OF M-STEP ITERATIONS IS 4 TIMES THE NUMBER OF PARAMETERS IN THE SEGMENT NUMBER OF QUADRATURE POINTS IS: 19 THE M-STEP CONVERGENCE CRITERION IS: 0.000100 THE EM-CYCLE CONVERGENCE CRITERION IS: 0.001000 THE RK CONTROL PARAMETER (FOR THE M-STEPS) IS: 0.9000 THE RM CONTROL PARAMETER (FOR THE M-STEPS) IS: 1.0000 THE MAXIMUM ACCELERATION PERMITTED IS: 0.0000 THETA-GROUP LOCATIONS WILL REMAIN UNCHANGED QUADRATURE POINTS FOR MML, AT THETA: -4.500 -4.000 -3.500 -3.000 -2.500 -2.000 -1.500 -1.000 -0.500 0.000 0.500 1.000 1.500 2.000 2.500 3.000 3.500 4.000 4.500 MULTILOG for Windows 7.00.2327.2 READING DATA... KEY- 171 CODE CATEGORY 1 241222442422221144344444214233212412432442 2 114311114133334411411111341114333133111134 3 322444221214442222222222422421424224224221 4 433133333341113333133333133342141341343313 FORMAT FOR DATA- (10a1,42a1) FIRST OBSERVATION AS READ- ID 1 ITEMS 212324311234321234322123212321233212343212 NORML 0.000 FINISHED CYCLE 25 MAXIMUM INTERCYCLE PARAMETER CHANGE= 0.34493 P( 144) ITEM SUMMARY MULTILOG for Windows 7.00.2327.2 ITEM 1: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 1 0.24 (0.29) B( 1) 2 -0.30 (1.40) B( 2) 3 1.95 (4.84) B( 3) 4 13.48 (****) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.013 0.013 0.014 0.014 0.014 0.014 0.014 0.015 -1.4 - 0.0 0.015 0.015 0.015 0.015 0.015 0.015 0.015 0.016 0.2 - 1.6 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 1.8 - 3.0 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 487 127 348 38 OBS. PROP. 0.4870 0.1270 0.3480 0.0380 EXP. PROP. 0.4825 0.1288 0.3473 0.0413 ITEM 2: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 5 1.47 (0.13) B( 1) 6 -1.17 (0.11) B( 2) 7 0.05 (0.08) B( 3) 8 0.60 (0.08) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) 172 -3.0 - -1.6 0.129 0.166 0.211 0.263 0.323 0.386 0.450 0.508 -1.4 - 0.0 0.558 0.595 0.620 0.635 0.645 0.653 0.659 0.662 0.2 - 1.6 0.658 0.643 0.617 0.576 0.524 0.462 0.397 0.332 1.8 - 3.0 0.271 0.217 0.171 0.133 0.103 0.078 0.060 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 197 307 149 347 OBS. PROP. 0.1970 0.3070 0.1490 0.3470 EXP. PROP. 0.2219 0.2903 0.1403 0.3475 ITEM 3: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 9 1.41 (0.15) B( 1) 10 -0.87 (0.10) B( 2) 11 -0.24 (0.07) B( 3) 12 0.09 (0.08) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.089 0.115 0.147 0.185 0.230 0.282 0.339 0.397 -1.4 - 0.0 0.454 0.506 0.549 0.581 0.601 0.608 0.603 0.585 0.2 - 1.6 0.554 0.512 0.460 0.403 0.344 0.287 0.235 0.189 1.8 - 3.0 0.150 0.118 0.091 0.070 0.054 0.041 0.031 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 278 175 89 458 OBS. PROP. 0.2780 0.1750 0.0890 0.4580 EXP. PROP. 0.2888 0.1502 0.0833 0.4777 ITEM 4: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 13 1.36 (0.14) B( 1) 14 -1.50 (0.16) B( 2) 15 -0.95 (0.11) B( 3) 16 0.17 (0.08) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.189 0.232 0.279 0.331 0.383 0.433 0.477 0.514 -1.4 - 0.0 0.541 0.559 0.568 0.571 0.569 0.563 0.553 0.538 0.2 - 1.6 0.515 0.484 0.444 0.398 0.347 0.296 0.248 0.203 1.8 - 3.0 0.164 0.131 0.103 0.081 0.063 0.049 0.038 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 154 111 295 439 OBS. PROP. 0.1542 0.1111 0.2953 0.4394 EXP. PROP. 0.1757 0.0991 0.2678 0.4574 ITEM 5: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 17 0.07 (0.09) B( 1) 18 -1.80 (2.56) B( 2) 19 4.46 (5.69) B( 3) 20 10.08 (****) 173 @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 -1.4 - 0.0 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.2 - 1.6 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 1.8 - 3.0 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 486 114 92 308 OBS. PROP. 0.4860 0.1140 0.0920 0.3080 EXP. PROP. 0.4686 0.1088 0.0917 0.3309 ITEM 6: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 21 1.81 (0.18) B( 1) 22 -1.05 (0.09) B( 2) 23 -0.64 (0.06) B( 3) 24 -0.18 (0.06) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.090 0.126 0.175 0.240 0.322 0.423 0.539 0.662 -1.4 - 0.0 0.780 0.881 0.955 0.999 1.011 0.994 0.947 0.870 0.2 - 1.6 0.767 0.648 0.526 0.411 0.312 0.232 0.169 0.122 1.8 - 3.0 0.087 0.061 0.043 0.030 0.021 0.015 0.010 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 194 110 150 546 OBS. PROP. 0.1940 0.1100 0.1500 0.5460 EXP. PROP. 0.2244 0.0953 0.1293 0.5510 ITEM 7: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 25 0.06 (0.27) B( 1) 26 -2.45 (****) B( 2) 27 7.28 (****) B( 3) 28 18.30 (****) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 -1.4 - 0.0 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.2 - 1.6 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 1.8 - 3.0 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 0.001 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 468 160 150 222 OBS. PROP. 0.4680 0.1600 0.1500 0.2220 EXP. PROP. 0.4603 0.1557 0.1503 0.2337 174 ITEM 8: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 29 0.72 (0.11) B( 1) 30 -1.19 (0.21) B( 2) 31 0.52 (0.14) B( 3) 32 2.04 (0.34) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.089 0.097 0.104 0.112 0.119 0.126 0.133 0.139 -1.4 - 0.0 0.144 0.148 0.152 0.155 0.158 0.160 0.161 0.162 0.2 - 1.6 0.163 0.163 0.163 0.163 0.162 0.161 0.159 0.157 1.8 - 3.0 0.154 0.150 0.146 0.140 0.135 0.128 0.121 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 304 274 216 206 OBS. PROP. 0.3040 0.2740 0.2160 0.2060 EXP. PROP. 0.3152 0.2680 0.2087 0.2081 ITEM 9: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 33 0.20 (0.11) B( 1) 34 -5.83 (2.66) B( 2) 35 2.51 (1.32) B( 3) 36 6.69 (3.24) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.011 0.011 0.011 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 -1.4 - 0.0 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.2 - 1.6 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 1.8 - 3.0 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 0.012 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 235 385 170 210 OBS. PROP. 0.2350 0.3850 0.1700 0.2100 EXP. PROP. 0.2436 0.3761 0.1662 0.2141 ITEM 10: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 37 0.27 (0.16) B( 1) 38 -4.52 (2.42) B( 2) 39 1.56 (0.85) B( 3) 40 5.02 (3.42) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.023 0.023 0.023 -1.4 - 0.0 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.2 - 1.6 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 1.8 - 3.0 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 220 376 197 207 OBS. PROP. 0.2200 0.3760 0.1970 0.2070 175 EXP. PROP. 0.2277 0.3757 0.1919 0.2047 ITEM 11: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 41 1.89 (0.16) B( 1) 42 -0.97 (0.08) B( 2) 43 -0.58 (0.06) B( 3) 44 0.14 (0.07) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.074 0.105 0.150 0.210 0.290 0.391 0.514 0.650 -1.4 - 0.0 0.789 0.913 1.010 1.072 1.101 1.105 1.089 1.051 0.2 - 1.6 0.986 0.889 0.765 0.629 0.495 0.376 0.277 0.200 1.8 - 3.0 0.143 0.100 0.070 0.049 0.034 0.023 0.016 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 214 123 236 426 OBS. PROP. 0.2142 0.1231 0.2362 0.4264 EXP. PROP. 0.2372 0.0967 0.2076 0.4584 ITEM 12: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 45 0.15 (0.12) B( 1) 46 -5.37 (3.92) B( 2) 47 -2.07 (1.71) B( 3) 48 4.31 (2.92) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 -1.4 - 0.0 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.2 - 1.6 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 1.8 - 3.0 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.007 0.006 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 303 121 236 338 OBS. PROP. 0.3036 0.1212 0.2365 0.3387 EXP. PROP. 0.3115 0.1126 0.2299 0.3460 ITEM 13: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 49 0.78 (0.11) B( 1) 50 -1.97 (0.31) B( 2) 51 -1.14 (0.19) B( 3) 52 0.58 (0.14) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.136 0.146 0.154 0.162 0.169 0.175 0.180 0.184 -1.4 - 0.0 0.187 0.189 0.190 0.190 0.190 0.189 0.187 0.185 0.2 - 1.6 0.182 0.178 0.173 0.168 0.161 0.153 0.145 0.136 1.8 - 3.0 0.127 0.117 0.107 0.097 0.088 0.079 0.070 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 194 114 296 396 OBS. PROP. 0.1940 0.1140 0.2960 0.3960 176 EXP. PROP. 0.2018 0.1099 0.2873 0.4009 ITEM 14: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 53 0.19 (0.10) B( 1) 54 -5.57 (2.99) B( 2) 55 -2.81 (1.45) B( 3) 56 6.87 (3.73) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 -1.4 - 0.0 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.2 - 1.6 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 1.8 - 3.0 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 0.011 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 250 117 429 204 OBS. PROP. 0.2500 0.1170 0.4290 0.2040 EXP. PROP. 0.2546 0.1133 0.4221 0.2100 ITEM 15: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 57 0.27 (0.15) B( 1) 58 -4.50 (2.12) B( 2) 59 -1.15 (0.52) B( 3) 60 4.71 (2.45) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 -1.4 - 0.0 0.022 0.022 0.023 0.023 0.023 0.022 0.022 0.022 0.2 - 1.6 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 1.8 - 3.0 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 227 189 358 226 OBS. PROP. 0.2270 0.1890 0.3580 0.2260 EXP. PROP. 0.2325 0.1919 0.3534 0.2222 ITEM 16: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 61 0.38 (0.14) B( 1) 62 -3.53 (1.23) B( 2) 63 -1.13 (0.35) B( 3) 64 3.53 (1.43) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.043 0.043 0.044 0.044 0.044 0.044 0.044 0.044 -1.4 - 0.0 0.045 0.045 0.045 0.045 0.045 0.044 0.044 0.044 0.2 - 1.6 0.044 0.044 0.044 0.044 0.044 0.043 0.043 0.043 1.8 - 3.0 0.043 0.043 0.043 0.042 0.042 0.042 0.041 177 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 206 178 397 219 OBS. PROP. 0.2060 0.1780 0.3970 0.2190 EXP. PROP. 0.2132 0.1841 0.3898 0.2129 ITEM 17: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 65 0.57 (0.14) B( 1) 66 -2.38 (0.54) B( 2) 67 -0.82 (0.21) B( 3) 68 2.37 (0.67) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.085 0.088 0.090 0.092 0.094 0.096 0.097 0.098 -1.4 - 0.0 0.099 0.099 0.099 0.099 0.099 0.099 0.099 0.099 0.2 - 1.6 0.098 0.098 0.097 0.097 0.096 0.096 0.095 0.094 1.8 - 3.0 0.094 0.092 0.091 0.090 0.088 0.086 0.083 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 209 163 398 230 OBS. PROP. 0.2090 0.1630 0.3980 0.2300 EXP. PROP. 0.2190 0.1735 0.3879 0.2196 ITEM 18: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 69 1.89 (0.15) B( 1) 70 -0.91 (0.07) B( 2) 71 -0.34 (0.06) B( 3) 72 0.36 (0.06) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.067 0.096 0.136 0.192 0.266 0.361 0.477 0.609 -1.4 - 0.0 0.747 0.875 0.978 1.050 1.091 1.107 1.106 1.089 0.2 - 1.6 1.053 0.991 0.898 0.777 0.641 0.507 0.387 0.287 1.8 - 3.0 0.208 0.148 0.104 0.073 0.051 0.035 0.024 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 223 168 226 383 OBS. PROP. 0.2230 0.1680 0.2260 0.3830 EXP. PROP. 0.2501 0.1496 0.2058 0.3944 178 ITEM 19: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 73 0.11 (0.14) B( 1) 74 -4.48 (6.28) B( 2) 75 3.90 (4.61) B( 3) 76 10.83 (****) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 -1.4 - 0.0 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.003 0.2 - 1.6 0.003 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 1.8 - 3.0 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 0.004 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 390 231 158 221 OBS. PROP. 0.3900 0.2310 0.1580 0.2210 EXP. PROP. 0.3827 0.2197 0.1580 0.2396 ITEM 20: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 77 1.96 (0.17) B( 1) 78 -1.13 (0.09) B( 2) 79 -0.44 (0.05) B( 3) 80 -0.05 (0.06) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.093 0.134 0.192 0.271 0.374 0.502 0.649 0.803 -1.4 - 0.0 0.944 1.057 1.132 1.176 1.194 1.188 1.153 1.079 0.2 - 1.6 0.966 0.822 0.666 0.517 0.386 0.280 0.199 0.139 1.8 - 3.0 0.096 0.066 0.045 0.031 0.021 0.014 0.010 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 165 204 131 500 OBS. PROP. 0.1650 0.2040 0.1310 0.5000 EXP. PROP. 0.1990 0.1709 0.1144 0.5158 ITEM 21: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 81 0.13 (0.11) B( 1) 82 -0.61 (0.94) B( 2) 83 4.60 (3.94) B( 3) 84 11.40 (9.81) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.004 0.004 0.004 0.004 0.005 0.005 0.005 0.005 -1.4 - 0.0 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.2 - 1.6 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 1.8 - 3.0 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 0.005 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 493 169 168 170 OBS. PROP. 0.4930 0.1690 0.1680 0.1700 179 EXP. PROP. 0.4806 0.1621 0.1683 0.1890 ITEM 22: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 85 0.28 (0.15) B( 1) 86 -3.63 (1.81) B( 2) 87 -1.77 (0.73) B( 3) 88 4.39 (2.59) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.024 -1.4 - 0.0 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.2 - 1.6 0.024 0.024 0.024 0.024 0.023 0.023 0.023 0.023 1.8 - 3.0 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 261 108 396 235 OBS. PROP. 0.2610 0.1080 0.3960 0.2350 EXP. PROP. 0.2693 0.1113 0.3892 0.2302 ITEM 23: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 89 0.18 (0.10) B( 1) 90 0.28 (0.51) B( 2) 91 4.47 (2.68) B( 3) 92 7.49 (4.47) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 -1.4 - 0.0 0.008 0.008 0.008 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.2 - 1.6 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 1.8 - 3.0 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 0.009 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 529 182 100 188 OBS. PROP. 0.5295 0.1822 0.1001 0.1882 EXP. PROP. 0.5121 0.1743 0.1016 0.2120 ITEM 24: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 93 2.01 (0.17) B( 1) 94 -0.72 (0.06) B( 2) 95 -0.17 (0.05) B( 3) 96 0.06 (0.06) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.040 0.059 0.088 0.128 0.186 0.266 0.372 0.506 -1.4 - 0.0 0.663 0.831 0.988 1.115 1.199 1.239 1.235 1.186 0.2 - 1.6 1.089 0.950 0.785 0.617 0.465 0.339 0.240 0.168 1.8 - 3.0 0.115 0.079 0.053 0.036 0.024 0.016 0.011 180 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 277 192 75 456 OBS. PROP. 0.2770 0.1920 0.0750 0.4560 EXP. PROP. 0.2925 0.1573 0.0688 0.4813 ITEM 25: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 97 0.33 (0.16) B( 1) 98 -6.38 (2.95) B( 2) 99 -2.80 (1.21) B( 3) 100 4.46 (2.32) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.032 0.032 0.032 0.032 0.032 0.031 0.031 0.031 -1.4 - 0.0 0.031 0.031 0.031 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 0.2 - 1.6 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 1.8 - 3.0 0.030 0.030 0.030 0.030 0.030 0.029 0.029 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 106 172 524 198 OBS. PROP. 0.1060 0.1720 0.5240 0.1980 EXP. PROP. 0.1146 0.1760 0.5154 0.1940 ITEM 26: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 101 1.51 (0.15) B( 1) 102 -1.29 (0.13) B( 2) 103 -0.45 (0.07) B( 3) 104 -0.03 (0.07) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.149 0.192 0.244 0.305 0.372 0.443 0.512 0.574 -1.4 - 0.0 0.625 0.663 0.688 0.702 0.706 0.699 0.681 0.648 0.2 - 1.6 0.600 0.541 0.472 0.401 0.331 0.267 0.212 0.165 1.8 - 3.0 0.127 0.097 0.073 0.055 0.041 0.031 0.023 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 172 211 123 494 OBS. PROP. 0.1720 0.2110 0.1230 0.4940 EXP. PROP. 0.1968 0.1843 0.1104 0.5085 ITEM 27: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 105 0.28 (0.18) B( 1) 106 -4.90 (1.76) B( 2) 107 2.36 (1.01) B( 3) 108 4.62 (1.78) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 0.023 -1.4 - 0.0 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 181 0.2 - 1.6 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 1.8 - 3.0 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 197 456 128 219 OBS. PROP. 0.1970 0.4560 0.1280 0.2190 EXP. PROP. 0.2074 0.4485 0.1238 0.2203 ITEM 28: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 109 0.30 (0.14) B( 1) 110 -4.47 (1.99) B( 2) 111 -2.08 (0.89) B( 3) 112 3.37 (1.76) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 -1.4 - 0.0 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.2 - 1.6 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.027 0.026 0.026 1.8 - 3.0 0.026 0.026 0.026 0.026 0.026 0.025 0.025 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 207 134 379 280 OBS. PROP. 0.2070 0.1340 0.3790 0.2800 EXP. PROP. 0.2130 0.1400 0.3751 0.2719 ITEM 29: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 113 0.69 (0.14) B( 1) 114 -1.90 (0.37) B( 2) 115 -0.40 (0.15) B( 3) 116 2.78 (0.62) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.106 0.112 0.118 0.123 0.128 0.131 0.135 0.137 -1.4 - 0.0 0.139 0.141 0.142 0.142 0.142 0.141 0.141 0.140 0.2 - 1.6 0.139 0.138 0.136 0.136 0.135 0.134 0.134 0.133 1.8 - 3.0 0.133 0.132 0.132 0.130 0.129 0.127 0.124 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 224 198 426 152 OBS. PROP. 0.2240 0.1980 0.4260 0.1520 EXP. PROP. 0.2335 0.2043 0.4143 0.1479 ITEM 30: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 117 0.27 (0.14) B( 1) 118 -4.89 (2.42) B( 2) 119 -2.82 (1.34) B( 3) 120 4.29 (2.40) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) 182 -3.0 - -1.6 0.021 0.021 0.021 0.022 0.022 0.022 0.022 0.022 -1.4 - 0.0 0.022 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.2 - 1.6 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 1.8 - 3.0 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 0.021 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 211 103 436 250 OBS. PROP. 0.2110 0.1030 0.4360 0.2500 EXP. PROP. 0.2156 0.1069 0.4334 0.2441 ITEM 31: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 121 1.47 (0.14) B( 1) 122 -1.61 (0.15) B( 2) 123 -0.65 (0.08) B( 3) 124 0.19 (0.08) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.221 0.275 0.335 0.399 0.462 0.521 0.570 0.608 -1.4 - 0.0 0.634 0.652 0.662 0.667 0.668 0.665 0.655 0.637 0.2 - 1.6 0.608 0.567 0.516 0.456 0.391 0.328 0.268 0.215 1.8 - 3.0 0.170 0.132 0.102 0.078 0.059 0.045 0.034 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 121 209 241 429 OBS. PROP. 0.1210 0.2090 0.2410 0.4290 EXP. PROP. 0.1480 0.1869 0.2145 0.4505 ITEM 32: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 125 0.09 (0.13) B( 1) 126 -4.96 (8.03) B( 2) 127 2.79 (6.50) B( 3) 128 20.76 (****) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 -1.4 - 0.0 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.2 - 1.6 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 1.8 - 3.0 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 0.002 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 399 171 298 132 OBS. PROP. 0.3990 0.1710 0.2980 0.1320 EXP. PROP. 0.3943 0.1658 0.2975 0.1423 ITEM 33: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 129 0.25 (0.14) B( 1) 130 -7.82 (3.47) B( 2) 131 0.43 (0.35) B( 3) 132 4.27 (2.07) 183 @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 -1.4 - 0.0 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.2 - 1.6 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 1.8 - 3.0 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 0.018 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 111 411 221 257 OBS. PROP. 0.1110 0.4110 0.2210 0.2570 EXP. PROP. 0.1303 0.3958 0.2118 0.2621 ITEM 34: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 133 0.14 (0.12) B( 1) 134 -1.73 (1.81) B( 2) 135 4.70 (4.27) B( 3) 136 10.83 (9.71) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.005 0.005 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 -1.4 - 0.0 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.2 - 1.6 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 1.8 - 3.0 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 0.006 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 448 227 161 164 OBS. PROP. 0.4480 0.2270 0.1610 0.1640 EXP. PROP. 0.4399 0.2186 0.1613 0.1802 ITEM 35: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 137 0.28 (0.11) B( 1) 138 -6.59 (2.57) B( 2) 139 0.12 (0.22) B( 3) 140 4.32 (1.76) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.023 0.024 -1.4 - 0.0 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.2 - 1.6 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 1.8 - 3.0 0.024 0.024 0.024 0.024 0.024 0.023 0.023 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 129 378 263 230 OBS. PROP. 0.1290 0.3780 0.2630 0.2300 EXP. PROP. 0.1401 0.3683 0.2577 0.2339 ITEM 36: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 141 0.16 (0.10) B( 1) 142 -6.79 (4.96) 184 B( 2) 143 0.75 (0.70) B( 3) 144 7.48 (5.53) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 -1.4 - 0.0 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.2 - 1.6 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 1.8 - 3.0 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 250 286 237 226 OBS. PROP. 0.2503 0.2863 0.2372 0.2262 EXP. PROP. 0.2580 0.2710 0.2330 0.2380 ITEM 37: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 145 0.16 (0.08) B( 1) 146 -4.57 (2.34) B( 2) 147 0.03 (0.52) B( 3) 148 8.59 (4.34) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 -1.4 - 0.0 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.2 - 1.6 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 1.8 - 3.0 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 0.008 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 330 178 294 198 OBS. PROP. 0.3300 0.1780 0.2940 0.1980 EXP. PROP. 0.3255 0.1755 0.2963 0.2026 ITEM 38: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 149 1.45 (0.13) B( 1) 150 -1.04 (0.10) B( 2) 151 -0.24 (0.07) B( 3) 152 0.36 (0.10) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.109 0.141 0.179 0.225 0.279 0.338 0.400 0.461 -1.4 - 0.0 0.518 0.566 0.603 0.629 0.646 0.653 0.653 0.644 0.2 - 1.6 0.625 0.594 0.552 0.500 0.440 0.377 0.316 0.258 1.8 - 3.0 0.207 0.164 0.128 0.099 0.076 0.058 0.044 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 235 215 165 383 OBS. PROP. 0.2355 0.2154 0.1653 0.3838 EXP. PROP. 0.2509 0.1862 0.1561 0.4069 ITEM 39: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) 185 A 153 0.50 (0.13) B( 1) 154 -2.34 (0.56) B( 2) 155 -0.36 (0.19) B( 3) 156 2.87 (0.82) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.066 0.068 0.070 0.071 0.072 0.074 0.075 0.075 -1.4 - 0.0 0.076 0.077 0.077 0.077 0.077 0.077 0.077 0.077 0.2 - 1.6 0.077 0.077 0.077 0.077 0.076 0.076 0.076 0.075 1.8 - 3.0 0.075 0.074 0.073 0.072 0.071 0.070 0.069 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 238 202 349 211 OBS. PROP. 0.2380 0.2020 0.3490 0.2110 EXP. PROP. 0.2474 0.2097 0.3395 0.2034 ITEM 40: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 157 0.23 (0.16) B( 1) 158 -3.31 (2.08) B( 2) 159 0.36 (0.47) B( 3) 160 6.67 (3.85) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 0.016 -1.4 - 0.0 0.016 0.016 0.016 0.016 0.017 0.017 0.017 0.017 0.2 - 1.6 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 1.8 - 3.0 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 0.017 0.016 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 320 202 301 177 OBS. PROP. 0.3200 0.2020 0.3010 0.1770 EXP. PROP. 0.3188 0.2017 0.3016 0.1779 ITEM 41: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 161 1.73 (0.15) B( 1) 162 -1.62 (0.15) B( 2) 163 -0.79 (0.07) B( 3) 164 0.05 (0.07) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.233 0.307 0.397 0.498 0.604 0.704 0.788 0.850 -1.4 - 0.0 0.890 0.913 0.924 0.928 0.925 0.914 0.893 0.855 0.2 - 1.6 0.795 0.713 0.614 0.509 0.407 0.316 0.239 0.178 1.8 - 3.0 0.131 0.095 0.068 0.049 0.035 0.025 0.018 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 97 185 256 462 OBS. PROP. 0.0970 0.1850 0.2560 0.4620 EXP. PROP. 0.1261 0.1608 0.2259 0.4872 186 ITEM 42: 4 GRADED CATEGORIES P(#) ESTIMATE (S.E.) A 165 0.58 (0.12) B( 1) 166 -2.84 (0.54) B( 2) 167 -1.42 (0.28) B( 3) 168 1.24 (0.30) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 0.096 0.098 0.100 0.101 0.103 0.104 0.104 0.105 -1.4 - 0.0 0.105 0.105 0.105 0.105 0.105 0.104 0.104 0.103 0.2 - 1.6 0.102 0.101 0.100 0.099 0.098 0.096 0.094 0.091 1.8 - 3.0 0.089 0.086 0.082 0.079 0.075 0.071 0.067 OBSERVED AND EXPECTED COUNTS/PROPORTIONS IN CATEGORY(K): 1 2 3 4 OBS. FREQ. 164 134 350 345 OBS. PROP. 0.1652 0.1349 0.3525 0.3474 EXP. PROP. 0.1747 0.1412 0.3457 0.3384 ITEM 43: GRP1, N[MU: 0.00 SIGMA: 1.00] P(#);(S.E.): 170; (0.00) 171; (0.00) @THETA: INFORMATION: (Theta values increase in steps of 0.2) -3.0 - -1.6 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 -1.4 - 0.0 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 0.2 - 1.6 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.8 - 3.0 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 1.000 TOTAL TEST INFORMATION @THETA: INFORMATION: -3.0 - -1.6 3.412 3.910 4.524 5.265 6.133 7.113 8.168 9.240 -1.4 - 0.0 10.253 11.129 11.805 12.256 12.489 12.523 12.358 11.972 0.2 - 1.6 11.340 10.472 9.425 8.293 7.175 6.146 5.250 4.503 1.8 - 3.0 3.898 3.418 3.043 2.751 2.524 2.347 2.207 @THETA: POSTERIOR STANDARD DEVIATION: -3.0 - -1.6 0.541 0.506 0.470 0.436 0.404 0.375 0.350 0.329 -1.4 - 0.0 0.312 0.300 0.291 0.286 0.283 0.283 0.284 0.289 0.2 - 1.6 0.297 0.309 0.326 0.347 0.373 0.403 0.436 0.471 1.8 - 3.0 0.506 0.541 0.573 0.603 0.629 0.653 0.673 MARGINAL RELIABILITY: 0.8862 NEGATIVE TWICE THE LOGLIKELIHOOD= 92260.8 (CHI-SQUARE FOR SEVERAL TIMES MORE EXAMINEES THAN CELLS) NORMAL PROGRAM TERMINATION START DATE: 06-02-2018 START TIME: 13:05:10 END TIME: 13:05:11 187 ตารางการประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) ข้อค าถามที ่ ค่าพารามิเตอร ์ α (SE) β1(SE) β2(SE) β3(SE) 1 0.24 (0.29) -0.30 (1.40) 1.95 (4.84) 13.48 (****) 2 1.47 (0.13) -1.17 (0.11) 0.05 (0.08) 0.60 (0.08) 3 1.41 (0.15) -0.87 (0.10) -0.24 (0.07) 0.09 (0.08) 4 1.36 (0.14) -1.50 (0.16) -0.95 (0.11) 0.17 (0.08) 5 0.07 (0.09) -1.80 (2.56) 4.46 (5.69) 10.08 (****) 6 1.81 (0.18) -1.05 (0.09) -0.64 (0.06) -0.18 (0.06) 7 0.06 (0.27) -2.45 (****) 7.28 (****) 18.30 (****) 8 0.72 (0.11) -1.19 (0.21) 0.52 (0.14) 2.04 (0.34) 9 0.20 (0.11) -5.83 (2.66) 2.51 (1.32) 6.69 (3.24) 10 0.27 (0.16) -4.52 (2.42) 1.56 (0.85) 5.02 (3.42) 11 1.89 (0.16) -0.97 (0.08) -0.58 (0.06) 0.14 (0.07) 12 0.15 (0.12) -5.37 (3.92) -2.07 (1.71) 4.31 (2.92) 13 0.78 (0.11) -1.97 (0.31) -1.14 (0.19) 0.58 (0.14) 14 0.19 (0.10) -5.57 (2.99) -2.81 (1.45) 6.87 (3.73) 15 0.27 (0.15) -4.50 (2.12) -1.15 (0.52) 4.71 (2.45) 16 0.38 (0.14) -3.53 (1.23) -1.13 (0.35) 3.53 (1.43) 17 0.57 (0.14) -2.38 (0.54) -0.82 (0.21) 2.37 (0.67) 18 1.89 (0.15) -0.91 (0.07) -0.34 (0.06) 0.36 (0.06) 19 0.11 (0.14) -4.48 (6.28) 3.90 (4.61) 3.90 (4.61) 20 1.96 (017) -1.13 (0.09) -0.44 (0.05) -0.05 (0.06) 21 1.13 (0.110 -0.61 (0.94) 4.60 (3.94) 11.40 (9.81) 22 0.28 (0.15) -3.63 (1.81) -1.77 (0.73) 4.39 (2.59) 23 0.18 (0.10) 0.28 (0.51) 4.47 (2.68) 7.49 (4.47) 24 2.01 (0.17) -0.72 (0.06) -0.17 (0.05) 0.06 (0.06) 25 0.33 (0.16) -6.38 (2.95) -2.80 (1.21) 4.46 (2.32) 26 1.51 (0.15) -1.29 (0.13) -0.45 (0.07) -0.03 (0.07) 27 0.28 (0.18) -4.90 (1.76) 2.36 (1.01) 4.62 (1.78) 28 0.30 (0.14) -4.47 (1.99) -2.08 (0.89) 3.37 (1.76) 29 0.69 (0.14) -1.90 (0.37) -0.40 (0.15) 2.78 (0.62) 30 0.27 (0.14) -4.89 (2.42) -2.82 (1.34) 4.29 (2.40) 31 0.27 (0.14) -4.89 (2.42) -2.82 (1.34) 4.29 (2.40) 32 1.47 (0.14) -1.61 (0.15) -0.65 (0.08) 0.19 (0.08) 33 0.09 (0.13) -4.96 (8.03) 2.79 (6.50) 20.76 (****) 34 0.14 (0.12) -1.73 (1.81) 4.70 (4.27) 10.83 (9.71) 35 0.28 (0.11) -6.59 (2.57) 0.12 (0.22) 4.32 (1.76) 36 0.16 (0.10) -6.79 (4.96) 0.75 (0.70) 7.48 (5.53) 188 ตารางการประมาณค่าพารามิเตอร์ของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 โดยใช้ Graded-Response Model (GRM) ข้อค าถามที ่ ค่าพารามิเตอร ์ α (SE) β1(SE) β2(SE) β3(SE) 37 0.16 (0.08) -4.57 (2.34) 0.03 (0.52) 8.59 (4.34) 38 1.45 (0.13) -1.04 (0.10) -0.24 (0.07) 0.36 (0.10) 39 0.50 (0.13) -2.34 (0.56) -0.36 (0.19) 2.87 (0.82) 40 0.23 (0.16) -3.31 (2.08) 0.36 (0.47) 6.67 (3.85) 41 1.73 (0.15) -1.62 (0.15) -0.79 (0.07) 0.05 (0.07) 42 0.58 (0.12) -2.84 (0.54) -1.42 (0.28) 1.24 (0.30) หมายเหตุ α หมายถึง ค่าพารามิเตอร์ความชันร่วมของข้อค าถาม β หมายถึง ค่าพารามิเตอร์ Threshold ของรายการค าตอบ ค่าความเที่ยงของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 ที่วิเคราะห์ด้วย Graded-Response Model = 0.889 โค้งการเลือกรายการค าตอบของข้อค าถามที่ใช้วัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 รายข้อ หมายเหตุ สีด า คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 1 สีน้ าเงิน คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 2 สีชมพู คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 3 สีเขียว คือ โค้งการเลือกรายการค าตอบที่ 4 1 - 7 8 - 14 15 - 21 22 - 28 29 - 35 36 - 42 Matrix Plot of Item Characteristic Curv es 189 โค้งฟังก์ชันสารสนเทศของแบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษที่ 21 หมายเหตุ เส้นทึบ หมายถึง ฟังก์ชันสารสนเทศของเครื่องมือ เส้น ประ หมายถึง ความคลาดเคลื่อน มาตรฐาน -3 -2 -1 0 1 2 3 0 2 4 6 8 10 12 14 Scale Score In fo rm a ti o n Test Information and Measurement Error 0 0.14 0.28 0.42 0.57 0.71 S ta n d a rd E rro r 190 ประวัติผู้เขียน ชื่อ – สกุล นางปวีณา มะแซ รหัสประจ าตัวนักศึกษา 5920120261 วุฒิการศึกษา วุฒิ ชื่อสถาบัน ปีท่ีส าเร็จการศึกษา ศึกษาศาสตร์บัณฑิต (เทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2550 สถานที่ท างาน โรงเรียนบ้านตะโละมีญอ สังกัดส านักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน ปวีณา มะแซ, ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ และธีระยุทธ รัชชะ. การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อในศตวรรษท่ี 21 ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (Confirmatory Factor Analysis of Media Literacy Skills in the 21st Century for Lower Secondary School Student. น าเสนอบทความวิจัยในการประชุมวิชาการโครงการประชุม วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 5 และนานาชาติ ครั้งที่ 3 National and International Conference on Education 2018 (NICE) Education, Leadership, and Innovation in Learning Society. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561